Search
Close this search box.

Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว

HIGHLIGHT

  • การเลี้ยงสัตว์ในออฟฟิศหรือการอนุญาตให้พนักงานเอาสัตว์เลี้ยงของตนมาจากที่บ้านเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยมีสถิติระบุว่ามีคนถึง 70% ที่ยินดีลดเงินเดือนหากแลกมาด้วยสิทธิ์นี้
  • สัตว์เลี้ยงคือสิ่งที่ทำให้พนักงานหลายคนทั่วโลกผ่านสถานการณ์อันยากลำบากในช่วง Work From Home มาได้ จนผูกพันเหมือนสมาชิกในครอบครัว การแยกห่างกันเมื่อต้องกลับมาที่ออฟฟิศทำให้คนถึง 1 ใน 5 เกิดอาการวิตกกังวล (Anxiety) ทันที
  • นโยบาย Pet-Friendly Workplace ยังช่วยดึงดูดและรักษาพนักงานได้ด้วย โดยมีสถิติระบุว่าคนทำงานที่เลี้ยงสัตว์ 88% จะไม่เปลี่ยนงานเพราะไม่อยากเสียสิทธิ์นี้
  • นโยบาย Pet-Friendly Workplace ควรออกแบบโดยให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบสัตว์เลี้ยง เราต้องคำนึงถึงสุขภาพ, ความปลอดภัย ตลอดจนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเอกสารและเครื่องมือต่าง ๆ
  • นโยบาย Pet-Friendly Workplace เป็นเพียงสวัสดิการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่องค์กรต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของพนักงาน เพื่อให้มีอำนาจแข่งขันและช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

Screenshot 2566 07 20 at 11.34.25

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป โลกการทำงานก็เปลี่ยนไป หน้าที่ของ HR จึงเป็นการเรียนรู้และหาแนวทางพัฒนาให้องค์กรสามารถเติบโต (Evolving) และสามารถสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความหลากหลาย (Diverse) ได้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศและถูกนำมาปรับใช้ในวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือการอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ภายในออฟฟิศ โดยมีผลวิจัยรองรับแล้วว่าจะช่วยให้เราได้งานที่ดีขึ้น แถมยังมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าเดิม

การเลี้ยงสัตว์ในที่ทำงานแม้จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า HR ต้องเตรียมตัวมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่องค์กรไม่คุ้นเคย การนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในออฟฟิศโดยปราศจากการวางแผน นอกจากจะส่งผลเสียทางสุขอนามัย (Workplace Hygiene) ยังอาจทำให้ข้าวของในสำนักงานเสียหายอีกด้วย ดังนั้น HR จึงต้องมีความรู้ ต้องวางแผนให้รัดกุมเพื่อนำมาถ่ายทอดให้บุคลากรคนอื่น ๆ มีวิสัยทัศน์ตรงกัน อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุขกับสัตว์เลี้ยง การเตรียมสวัสดิการที่เหมาะสมกับทุกคนจึงเป็นสิ่งที่ HR มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด สอดคล้องกับแนวคิดยอดนิยมในปัจจุบันที่ระบุว่า เราควรใส่ใจพนักงานแบบรายคน ไม่วางแผนแบบเหมาะรวม (One-Size-Fits-All)

Pet-Friendly Workplace มีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร ควรใช้นโยบายแบบไหน และต้องมีข้อจำกัดอะไรบ้าง อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่

นโยบาย Pet-Friendly Workplace สำคัญอย่างไร ?

ต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการในเรื่องสวัสดิการ (Employees Benefit) ของบุคลากรมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ตลอดจนความต้องการบางอย่างที่สืบเนื่องมาจากการ Work From Home ในช่วงโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเข้างานแบบยืดหยุ่น (Flexible Hours), นโยบายดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน, นโยบายนอนหลับในออฟฟิศ และนโยบายที่เรากำลังพูดถึงในบทความนี้ คือนโยบายด้านการเลี้ยงสัตว์ในที่ทำงาน

TIME รายงานว่าในช่วงปี 2019 องค์กรในสหรัฐอเมริการาว 11% ยินยอมให้พนักงานเอาสัตว์เลี้ยงมาที่ออฟฟิศ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องหากเทียบกับช่วง 2014 ที่มีเพียง 4% เท่านั้น โดยตัวเลขดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่คนไม่ได้มาทำงานในออฟฟิศอีกต่อไป การอยู่กับสัตว์เลี้ยงกลายเป็นความผูกพันสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงกักตัว ดังนั้นเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย การต้องทิ้งสัตว์เลี้ยงเพื่อกลับไปทำงานในออฟฟิศจึงเป็นเรื่องยากมาก โดย Pet Product News กล่าวว่าพนักงานถึง 1 ใน 5 มีอาการวิตกกังวล (Anxiety) ทันทีที่ต้องแยกจากสัตว์เลี้ยง และมีถึง 70% ที่ยอมลดเงินเดือนลงมา หากสามารถแลกกับการพาสัตว์เลี้ยงมาที่ทำงาน

จากข้อมูลข้างต้นจึงสรุปได้ว่านโยบายเรื่องสัตว์เลี้ยงในองค์กร เป็นสวัสดิการอีกรูปแบบหนึ่งที่ HR ควรนำมาพิจารณา เพื่อยกระดับการดูแลพนักงานให้มีจิตใจสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เครียด และพร้อมกับการทำงานในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนมนุษย์ต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งนโยบายนี้เป็นเพียงหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจเท่านั้น HR ต้องหมั่นศึกษาและหาคำตอบให้ได้ว่าองค์กรของคุณเหมาะกับอะไร

ข้อดี – ข้อเสียของการมีสัตว์เลี้ยงในองค์กร

INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร

ก่อนที่เราจะไปพิจารณาถึงการออกแบบนโยบายเรื่องสัตว์เลี้ยงในที่ทำงาน เราต้องมองภาพรวมให้เห็นก่อนว่าองค์กรของเราพร้อมสำหรับการเลี้ยงสัตว์จริงหรือไม่ โดยเราสามารถอธิบายข้อดี – ข้อเสียของนโยบาย Pet-Friendly Workplace ได้ดังนี้

ข้อดีของนโยบาย Pet-Friendly Workplace

1. ช่วยเรื่องการจัดสมดุลชีวิต (Work-life Balance) : เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ เราอาจคิดถึงแค่ในแง่ของกระบวนการทำงานที่ต้องแบ่งเวลาจริงจังและเวลาพักให้เข้มงวดเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วการจัดสมดุลชีวิตคือการให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจควบคู่ไปกับการทำงานหนักโดยไม่ละเลยสิ่งใด ซึ่งการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงที่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวมาอยู่ด้วยในที่ทำงาน จะทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน (Connected to home) ไม่เหงา และมีพลังทำงานกว่าเดิม

2. ช่วยลดความเครียด (Stress Reduction) : The Human Animal Bond Research Institute (HABRI) ระบุว่าคนที่มีสัตว์เลี้ยงราว 74% มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีความเครียดน้อยลง การให้พนักงานพาน้องมาที่ออฟฟิศด้วยจึงจะช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้น

3. ช่วยเพิ่มพลังสร้างสรรค์ (Creativity) : การได้อยู่กับสัตว์เลี้ยงที่ตัวเองรัก จะช่วยให้เราไม่ต้องกังวลหรือเครียดในสิ่งที่อยู่ไกลตา จึงสามารถโฟกัสกับงานทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้การมีสัตว์เลี้ยงจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย พนักงานจะได้สัมผัสกับความอ่อนโยน ได้ใช้เวลาเพื่อดูแลคนอื่น และพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์เลี้ยง อาจทำให้เราเกิดจินตนาการ นำไปสู่การคิดนอกกรอบ (Out-of-the-box Thinking) เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เช่นกัน

4. ยกระดับการสื่อสาร (Communication) และการมีส่วนร่วม (Collaboration) ของบุคลากร : สัตว์เลี้ยงในองค์กรอาจทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจให้พนักงานมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันก็ได้ ซึ่งหากเป็นพนักงานที่อยู่คนละแผนก นโยบายนี้ก็จะช่วยให้เราร่วมงานกันง่ายขึ้น เกิดสภาพแวดล้อม (Workplace Environment) ในแง่บวกที่สร้างประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

5. ช่วยดึงดูด (Attract) และรักษา (Retention) พนักงาน : HABRI รายงานว่า 88% ของพนักงานจะเลือกอยู่กับองค์กรต่อไป หากบริษัทใหม่ไม่ได้มีนโยบายด้านสัตว์เลี้ยงในแบบเดียวกัน แปลว่าองค์กรในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่เงินเดือน หรือการเติบโตทางอาชีพ (Career Path) เป็นหลักอีกต่อไป แต่ต้องใส่ใจกันถึงรายละเอียดปลีกย่อยครบทุกแง่มุม หากต้องการชนะใจผู้สมัคร (Candidate) และบุคลากรระดับสูง (Top Talent) นอกจากนี้หากนโยบายสัตว์เลี้ยงเป็นผลมาจากการทำแบบสำรวจภายในองค์กร การที่ HR และผู้บริหารตอบรับ ก็แสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจกับความต้องการของพนักงานจริง ๆ 

ข้อเสียของนโยบาย Pet-Friendly Workplace

1. พนักงานบางท่านอาจไม่ถูกกับสัตว์ : ต้องคิดเสมอว่าไม่ใช่ทุกคนที่รักสัตว์ และบางคนอาจมีอาการแพ้ (Allergy) จนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นก่อนที่จะมีนโยบายนี้ เราต้องแน่ใจก่อนว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่ทำลายสุขภาพของบุคลากร

2. สร้างความวุ่นวาย (Disruption) : สัตว์เลี้ยงมักมีเสียงร้องที่ทำให้พนักงานเสียสมาธิ ดังนั้นลองจินตนาการดูสิว่าหากองค์กรมีสัตว์เลี้ยงมากกว่าหนึ่งตัว ความวุ่นวายในองค์กรจะหนักหน่วงแค่ไหน การคัดเลือกสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีมารยาท จึงเป็นสิ่งที่ HR ต้องคิดถึงเสมอ

3. เกิดอันตราย : เราต้องวางแผนว่าหากสัตว์เลี้ยงของพนักงานท่านหนึ่ง ไปทำร้ายพนักงานอีกท่านหนึ่ง ภาระรับผิดชอบตรงนี้จะตกอยู่ที่ใคร จะเป็นการเพิ่มงานให้กับ HR หรือไม่ และหากสัตว์เลี้ยงทำข้าวของภายในองค์กรเสียหาย หรือบังเอิญไปกัดเอกสารสำคัญ องค์จะแก้ไขปัญหาอย่างไร หากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนตรงนี้ ก็ยังไม่ควรนำสัตว์เข้ามาในที่ทำงาน

4. ออฟฟิศสกปรก (Poor Hygiene) : ความสะอาดเป็นรากฐานสำคัญของออฟฟิศ เพราะคงไม่มีใครที่อยากใช้เวลาทั้งวันอยู่กับความสกปรก ในที่นี้องค์กรที่มีนโยบาย Pet-Friendly Workplace ต้องให้ความสำคัญกับสุขอนามัยของสัตว์เลี้ยงเพิ่มเข้ามา เพื่อให้แน่ใจว่าการขับถ่าย หรือพฤติกรรมของสัตว์จะไม่สร้างความยากลำบากในองค์กร

วิธีออกแบบนโยบายสัตว์เลี้ยง หรือ Pets Policy ในองค์กร

Screenshot 2566 07 20 at 11.39.14

เดวิด เอเวอร์เรตต์ สตริกเลอร์ (David Everett Strickler) ประธานของ The American Marketing Association Los Angeles กล่าวกับ Business.com ว่า องค์กรต้องให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงด้วย เพราะการได้ความเห็นจากทุกฝ่ายจะช่วยให้องค์กรได้ข้อสรุปที่ลงตัว ไม่ลำเอียง (Bias) ทุกคนสามารถอยู่กับนโยบายนี้ได้จริง

การออกนโยบาย Pet-Friendly Workplace ต้องให้ความสำคัญกับ 5 ประเด็นดังต่อไปนี้

1. สัตว์เลี้ยงทุกตัวที่นำมาออฟฟิศต้องผ่านการฉีดวัคซีนเรียบร้อย : วัคซีนจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ไม่เกิดการเจ็บป่วยในสภาพแวดล้อมของออฟฟิศที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายและบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย หากสัตว์เลี้ยงไม่ได้ฉีดวัคซีนอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ซึ่งอาจมีเชื้อโรคบางอย่างที่ส่งต่อมาถึงมนุษย์ได้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องนำหลักฐานการฉีดวัคซีนมายืนยันกับ HR ก่อนนำมาที่ออฟฟิศ

2. สัตว์เลี้ยงทุกตัวต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ สามารถควบคุมความประพฤติ ไม่สร้างความวุ่นวาย : ความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงและบุคลากรทุกคนคือเรื่องสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้ โดยเราสามารถแยกเป็นประเด็นปลีกย่อยดังนี้

  • ให้ใบอนุญาตเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการอบรมมาแล้วเท่านั้น : สัตว์เลี้ยงที่จะนำมาที่ออฟฟิศต้องไม่เคยมีประวัติเรื่องความก้าวร้าวหรือการทำร้ายผู้อื่นมาก่อน ผู้เป็นเจ้าของต้องแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถควบคุมสัตว์ดังกล่าวได้ ที่สำคัญสัตว์เลี้ยงนั้น ๆ ต้องไม่มีความตื่นคน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่จะเข้ามาสู่ออฟฟิศของเราจะเป็นใครหรือมีพฤติกรรมแบบไหน ไม่มีทางที่คนจะสามารถกำกับดูแลได้ตลอดเวลา HR จึงต้องสร้างค่านิยมให้เข้าใจว่าเจ้าของต้องเป็นผู้รับผิดชอบสัตว์ของตน หากเกิดความเสียหายภายในองค์กร
  • สัตว์เลี้ยงที่นำมาต้องมีประกันสุขภาพเท่านั้น : คงไม่ใช่เรื่องดีหากองค์กรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อสัตว์เลี้ยงได้เข้ามาที่ออฟฟิศ โดย HR สามารถให้เจ้าของเซ็นรับความเสี่ยง หรือมีเอกสารที่ระบุชัดเจนว่าตนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

3. ควรมีกระบวนการทดลองก่อนจะให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาที่ออฟฟิศจริง ๆ : แค่คำพูดอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องหาวันทดลองเพื่อให้พนักงานนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาที่ออฟฟิศด้วย และควรทำเป็นกลุ่ม จะได้เห็นว่าสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ ขั้นตอนนี้แม้จะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นต้องทำ

4. ออฟฟิศต้องมีพื้นที่สำหรับคนที่ไม่ต้องการอยู่กับสัตว์เลี้ยง (Pet-Free Zone) : อย่างที่กล่าวไปว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ชอบอยู่กับสัตว์ แถมบางคนอาจมีอาการแพ้ที่อันตรายถึงชีวิตได้ด้วย ดังนั้นองค์กรที่ดีควรมีพื้นที่สำหรับคนที่ต้องการอยู่คนเดียว เพื่อใช้สมาธิและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่จะหันเหความสนใจออกไป เพราะไม่มีทางเลยที่เราจะออกแบบนโยบายโดยที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันโดยสมบูรณ์ 

องค์กรที่ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเรื่องนี้ ก็ยังไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาในที่ทำงาน

1. องค์กรต้องให้ความรู้เรื่องการความสะอาดแก่เจ้าของสัตว์ และต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมรวมถึงมีวิธีบังคับใจที่เหมาะสม : HR ไม่ควรปล่อยเรื่องความสะอาดให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้าน หรือเป็นภาระของพนักงานคนอื่น ๆ แต่ควรกำหนดให้เจ้าของสัตว์คอยดูแลเรื่องนี้เลย โดยองค์กรสามารถจัดเตรียมพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงเอาไว้ให้โดยเฉพาะ หรือหากไม่มี ก็ต้องเน้นย้ำถึงการใช้พื้นที่ส่วนกลางอย่างมีมารยาท โดยคำนึงถึงมลภาวะทางเสียง และทางกลิ่นไปพร้อม ๆ กัน

2. องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นแบบเป็นส่วนตัว (Anonymous Complaint Process) : ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่เมื่อมีนโยบายใดก็ตามที่ละเอียดอ่อน และไม่ได้รับการเห็นชอบจากทุกคน HR ต้องเปิดพื้นที่ให้พนักงานแสดงความเห็นโดยไม่เปิดเผยตัวตน เพราะจะช่วยให้เราได้ความเห็นที่จริงใจ ตรงประเด็น มากกว่าการปล่อยให้พูดแบบเปิดเผย ซึ่งอาจสร้างความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน เพราะคงไม่มีใครที่อยากเห็นคนต่อว่าสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือนคนในครอบครัว

วิธีสร้างออฟฟิศที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pets Friendly Office)

Screenshot 2566 07 20 at 11.40.25

เมื่อออกนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เราต้องใส่ใจให้ครบทุกแง่มุม ไม่ใช่มองเอาความอยากเป็นสำคัญเท่านั้น เราต้องคิดเผื่อด้วยว่าองค์กรมีงบประมาณมากพอสำหรับการปรับแต่งสถานที่ใหม่หรือไม่ เพราะสัตว์เลี้ยงเองก็ต้องการพื้นที่และการดูแลอย่างดีไม่ต่างจากมนุษย์ หากพิจารณาแล้วรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า ก็ควรพักโครงการนี้ออกไปก่อน จนกว่าจะมีความพร้อมจริง ๆ

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าออฟฟิศที่เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ต้องมีลักษณะแบบใด เราขออธิบายดังนี้

1. ต้องมีพื้นที่พักผ่อนที่เหมาะสม (Comfortable Resting Area) : สัตว์เลี้ยงก็ต้องการเวลาพักผ่อนระหว่างวันเช่นกัน เราจึงต้องมีสถานที่ ๆ จัดเอาไว้อย่างเหมาะสม ทั้งพื้นที่สำหรับขับถ่าย พื้นที่สำหรับกินอาหาร และพื้นที่สำหรับนอนหลับ โดยเราสามารถจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับสัตว์เอาไว้ในพื้นที่ดังกล่าวโดยมีรั้วกั้นอย่างมิดชิด

2. ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยง : คงไม่ดีแน่หากเก้าอี้ในองค์กรเต็มไปด้วยรอยฝนเล็บของแมว หรือโซฟาในห้องหัวหน้าเปื้อนปัสสาวะของน้องหมา ดังนั้นเราควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำความสะอาดได้ง่ายและฉีกขาดได้ยาก ในที่นี้เราอาจต้องทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ให้ถี่ขึ้นกว่าเดิม

3. ต้องเลือกต้นไม้ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ : เดิมทีหากเราต้องการพื้นที่สีเขียวในองค์กร เราจะเลือกด้วยความคุ้มค่าหรือความสวยงามเป็นหลัก แต่เมื่อมีสัตว์เลี้ยงเข้ามา เราต้องแน่ใจด้วยว่าพืชพรรณเหล่านั้นไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่สัตว์จะเข้าไปเล่นหรือกิน หากเรามองข้าม ก็อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

4. หาพื้นที่ติดภาพถ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงภายในองค์กร : การติดภาพหรือตกแต่งด้วยบรรยากาศของสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย นอกจากจะเน้นย้ำให้เห็นถึงแง่มุมที่อ่อนโยนของพนักงานแต่ละคนแล้ว ยังเป็นภาพแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่าองค์กรของเราให้ความสำคัญกับความหลากหลายและการอยู่ร่วม แถมยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือด้านวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

5. จัดเตรียมพื้นที่สำหรับขับถ่ายโดยเฉพาะ : องค์กรอาจต้องปรับเปลี่ยนระบบน้ำให้มีหลายจุดขึ้น หรืออาจต้องเพิ่มสายยางและกลไกทำความสะอาดที่แตกต่างจากของมนุษย์ทั่วไป นอกจากนี้ยังต้องจัดเตรียมพื้นที่สำหรับทิ้งของเสีย ซึ่งหากมีงบประมาณเพียงพอ ก็ควรหาคนมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ให้ส่งผลกระทบทางมลภาวะต่อผู้อื่น

ตัวอย่างบริษัทที่มี Pets Policy

1. Major Development : นี่คือบริษัทสัญชาติไทยซึ่งเป็นผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง โดยพวกเขาได้ออกนโยบาย Pet-Friendly Office และปรับพื้นที่ในสำนักงานใหญ่บริเวณเมเจอร์ ทาวเวอร์ ทองหล่อ ให้เหมาะต่อการเลี้ยงสัตว์ และอนุญาตให้พนักงานนำหมาหรือแมวมาทำงานที่ออฟฟิศได้เลยภายใต้แนวคิดว่าสัตว์เลี้ยงคือส่วนเติมเต็มความสุขของการใช้ชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแค่ในบ้านหรือคอนโดเท่านั้น แต่สามารถอยู่เคียงข้างกับมนุษย์ในวันทำงานได้เช่นกัน ซึ่งหลังจากนำโครงการนี้มาใช้ ก็พบว่าพนักงานสามารถทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพขึ้นจริง

2. Google : บริษัทไอทีระดับโลกที่ได้ชื่อว่ามีสวัสดิการโดดเด่นที่สุดเสมอก็มีนโยบายนี้เช่นกัน โดยมีสุนัขตัวแรกในออฟฟิศเมื่อปี 1999 ชื่อว่า Yoshka ในที่นี้พวกเขามีวิธีกำกับดูแลอย่างชัดเจน เช่นหากสุนัขเห่าเสียงดังเกินไปหรือไปกัดข้าวของเครื่องใช้ บริษัทก็จะส่งสุนัขตัวดังกล่าวกลับบ้านทันที เพราะต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศการทำงานแบบองค์รวม

3. Amazon : บริษัทอี-คอมเมิร์ชชื่อดังของโลก มีสุนัขที่ลงทะเบียนและสามารถนำมาที่ออฟฟิศได้เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากปี 2019 ระบุว่าสำนักงานสาขาซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกามีสุนัขในระบบมากกว่า 7,000 ตัว ในที่นี้อเมซอนมีการจัดเตรียมถุงสำหรับใส่อุจจาระไว้ให้ฟรี แถมยังมีสวนให้สุนัขได้วิ่งเล่น (on-campus dog park) อยู่ในออฟฟิศอีกด้วย

Screenshot 2566 07 20 at 11.42.02

หาที่ปรึกษาดี ๆ ให้องค์กร ด้วยบริการ HR Consulting

อย่างที่กล่าวไปว่าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่มีทางที่เราจะรู้เรื่องทุกอย่างด้วยตัวเอง ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่ดีจะช่วยให้เราก้าวทันโลก สามารถสร้างสรรค์นโยบาย รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการ และมีแนวทางสำหรับการรับมือทุกความน่าจะเป็นในอนาคต

HR Consultant ยังช่วยเราในเรื่องของกฎหมายแรงงาน สามารถตอบได้ว่านโยบายและแผนสวัสดิการที่เราคิดเอาไว้สามารถทำให้เป็นจริงได้ด้วยวิธีไหน หรือมีเรื่องอะไรที่ควรปรับปรุง ที่ปรึกษาเหล่านี้ยังให้แนวทางเบื้องต้นที่จะนำมาบังคับใช้กับพนักงาน ตลอดจนสามารถคิดวิธีแก้ปัญหาหากสถานการณ์ไม่เป็นดั่งใจ เราสามารถใช้ HR Consultant เป็นดั่งตัวช่วยให้ความคิดและการตัดสินใจของเราเฉียบคมมากขึ้นได้เลย

การให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ จะช่วยให้องค์กรของคุณโดดเด่นกว่าบริษัทคู่แข่งอย่างชัดเจน

หากคุณไม่รู้ว่าจะมองหา HR Consulting ดี ๆ ได้ที่ไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ HR Products & Services จาก HREX.asia แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านทรัพยากรบุคคลเอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องของที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยในด้านเงินเดือน (Payroll), ด้านสวัสดิการ (Benefits), ด้านการหาพนักงาน (Recruiting) หรือเรื่องอะไรก็ตาม กดที่นี่ คลิกเดียว มีครบ 

บทสรุป

หากย้อนกลับไปในอดีต การเอาสัตว์เลี้ยงมาออฟฟิศ ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นไปไม่ได้ แต่สวัสดิการที่ว่าก็คงไม่ต่างจากการบอกว่าเราอยากนอนในที่ทำงาน หรืออยากดื่มเหล้าดูสักครั้งระหว่างประชุม ซึ่งสองนโยบายหลังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ แถมยังถูกพิสูจน์มาว่าช่วยให้พนักงานสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย ดังนั้นหากเราต้องลองเปิดรับ (Embrace) แนวคิดใหม่ ๆ ดูบ้าง เราก็จะก้าวทันโลก สามารถตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้จริง

Pet-Friendly Workplace สะท้อนให้เห็นว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงมนุษย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หมายถึงสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวที่ส่งผลต่อใจ ดังนั้นหากเราผสานสิ่งนี้เข้ากับการทำงานในแต่ละวันได้ พนักงานก็จะรู้สึกผ่อนคลาย  อิ่มเอม และอยากทำงานกับองค์กรของเรามากขึ้นแน่นอน

CTA in Content Website 1600 x 500

 

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้