Search
Close this search box.

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

HIGHLIGHT

  • ศิลปะคือสิ่งที่ทรงพลัง (The Power of Art) การดูงานศิลปะ (Art) ดี ๆ จะช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้คนอารมณ์ดีขึ้น, ลดความวิตกกังวล และลดความเครียดซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของวัยทำงาน
  • เมื่อเราชอบงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง สมองของเราจะเข้าสู่สภาวะ Default Mode Network ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสั่งการได้แบบออโตไพล็อต (Autopilot) แบบเดียวกับการขับเครื่องบิน ทำให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีผิดพลาด
  • เป้าหมายของการใช้ศิลปะในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยเสริมสร้างจินตนาการและช่วยปรับอารมณ์ให้พนักงานพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย
  • ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะดี ๆ เข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ
  • Company Outing ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปค้างคืนในสถานที่แพง ๆ แต่สามารถพาไปเที่ยวหอศิลป์ซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างกัน
  • การเลือกงานศิลปะมาไว้ในออฟฟิศต้องอาศัยความรู้ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าทดลองด้วยตัวเอง เพราะการเลือกงานศิลปะที่ผิดพลาดจะส่งผลเสียต่อองค์กรมากกว่าที่คิด

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars Longa, Vita Brevis) คือหนึ่งในประโยคเกี่ยวกับศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย ประโยคนี้พยายามเปรียบเปรยให้เห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่นาน แต่ศิลปะคือสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะทุกแง่มุมของชีวิตหากต้องการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีศิลปะมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ศิลปะจะช่วยเปลี่ยนทุกสถานการณ์ให้มีแง่งาม เกิดความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ถือเป็นบริบทสำคัญของการทำงานทุกชนิด

เราสามารถนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างไร ? หาคำตอบได้ที่นี่

พลังของศิลปะ (The Power of Art) ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไร

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

ก่อนที่เราจะไปเจาะประเด็นเรื่องของศิลปะกับการทำงาน เราต้องอธิบายเรื่องศิลปะกับชีวิตให้เห็นภาพชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักมองว่าศิลปะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เข้าถึงได้ยากจนตัดสินใจมองข้ามการดูงานศิลปะไปโดยปริยาย ทั้งที่การศึกษาศิลปะไม่จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้มากมายขนาดนั้น เพราะเป้าหมายของงานศิลปะไม่ได้มีเพียงเรื่องความสวยงาม แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)  ดังนั้นขอเพียงเปิดใจดูก็จะได้ประโยชน์บางอย่างกลับไปแน่นอน 

ประโยชน์เบื้องต้นของการดูงานศิลปะ

ความสุขจากการดูงานศิลปะ งดงามเหมือนการตกหลุมรัก : ศาสตราจารย์ซาเมียร์ เซกี (Semir Zeki) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจาก University College of London กล่าวว่าเมื่อเราดูงานศิลปะดี ๆ สมองของเราจะทำงานแบบเดียวกับตอนที่ตกหลุมรักคือการหลั่งสารสร้างความสุขอย่างโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเกิดขึ้นขณะฟังเพลงดี ๆ ได้เช่นกัน

1. ศิลปะช่วยเยียวยาและรักษาจิตใจ : งานศิลปะช่วยลดความเครียดได้โดยตรง และเป็นตัวแทนของ 3 องค์ประกอบสำคัญในชีวิต ได้แก่ความผ่อนคลาย, ความพึงพอใจ และการนำเสนอตัวตน ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจสำหรับคนที่มีปัญหาทางจิตหรือแม้แต่คนทั่วไปที่อยากพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การรักษาโดยใช้ศิลปะ (Arts Therapy) ถูกใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ยุค ’70 เป็นต้นมา

2. ความสวยงามของศิลปะจะช่วยให้มีความสุข : หลักการง่าย ๆ ของความสุขคือการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีแต่ความสวยงาม ทั้งนี้รสนิยมความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน รูปแบบของงานศิลปะที่ทำให้อิ่มเอมใจจึงแตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อให้การดูงานศิลปะมีประโยชน์กับชีวิตมากขึ้น เราควรเก็บข้อมูลและหาคำตอบว่างานศิลปะแบบไหนที่ส่งผลต่อหัวใจมากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้เราหาเครื่องประดับ, รูปภาพ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ดีกว่าแค่ดูงานและมีความสุขไปวัน ๆ

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

3. งานศิลปะช่วยยืนยันว่าชีวิตของเรามีคุณค่ามากพอหรือไม่ : ทฤษฎีลําดับขั้นความต้องการมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of needs) ของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) กล่าวว่ามนุษย์จะแบ่งลำดับความต้องการออกเป็นขั้น ๆ ตั้งแต่ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) เรื่อยไปจนถึงความต้องการเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต (Self-Actualization) ในรูปแบบของพีระมิด

โดยที่มนุษย์จะยกระดับความต้องการขึ้นไปต่อเมื่อความต้องการในระดับล่าวกว่าถูกเติมเต็มเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ซึ่งความพอใจในศิลปะจัดอยู่ในลำดับสูงสุด นี่คือสาเหตุว่าทำไมมนุษย์แต่ละคนจึงมีความพอใจในงานศิลปะแตกต่างกัน ทั้งนี้ความพอใจดังกล่าวจะเปลี่ยนไปตามช่วงอายุหรือขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถตอบสนองความต้องการของชีวิตได้มากแค่ไหน

4. ศิลปะทำให้เราเข้าใจตัวเองดีขึ้น : เรื่องบางเรื่องไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือหรือคำพูด ดังนั้นงานศิลปะจะเปิดโอกาสให้เราตีความสิ่งตรงหน้าให้สอดคล้องกับมุมมองของชีวิตแต่ละช่วง กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้เราถ่ายทอดความคิดออกมาได้ง่ายขึ้น การตีความตรงนี้มีลักษณะของความเป็นส่วนตัว (Personal Experiences) ที่ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งนี้หมายรวมถึงงานศิลปะทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นจิตกรรม, ประติมากรรม, บทกวี, นาฏยศิลป์ หรือบทเพลงก็ตาม

ทำไมพนักงานบริษัทถึงควรทำงานศิลปะ แม้จะไม่มีฝีมือก็ตาม

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงานมีวิจัยจากปี ค.ศ. 2014 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร PLOS ONE กล่าวว่าการทำงานศิลปะส่งผลโดยตรงต่อสมองส่วนเครือข่ายอัตโนมัติที่ทำงานเมื่อมีการพักผ่อน (Default Mode Network) สมองส่วนนี้จะทำงานในลักษณะเหมือนออโต้ไพล็อต (Autopilot) ช่วยให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีผิดพลาด

โดยนักวิทยาศาสตร์บอกว่าสมองส่วนนี้จะพัฒนาเมื่อเรากำลังนอนหลับหรือนั่งเหม่อ เฟ้อฝัน (Daydreaming) และตอนที่เรารู้สึกประทับใจกับงานศิลปะ ซึ่งเป็นพิสูจน์ให้เห็นว่างานศิลปะมีอิทธิพลกับจิตใจของมนุษย์ได้จริง ๆ ทั้งนี้แม้การเสพย์งานศิลปะจะให้ประโยชน์มาก แต่การลงมือทำด้วยตนเองแม้จะไม่ได้มีทักษะอะไรเป็นพิเศษกลับให้ผลดียิ่งขึ้นไปอีก

Journal Art Therapy ยืนยันถึงข้อมูลดังกล่าว โดยบอกว่าการลงมือทำงานศิลปะเพียง 45 นาทีจะช่วยให้ร่างกายลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisal) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากสมองที่ทำให้เกิดโรคเครียดและวิตกกังวล รวมถึงมีวิจัยที่ให้นักศึกษาปีหนึ่งทำงานศิลปะก่อนเข้าสอบ 30 นาทีและพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

Psychology of Aesthetics, Creativity, and the Arts ยังเผยว่าการทำงานศิลปะจะช่วยคลายความเศร้าของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการวิจัยใช้วิธีเปิดภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเศร้าหมองให้ผู้ร่วมวิจัยดู จากนั้นแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มที่ทำงานศิลปะโดยอ้างอิงจากเนื้อหาที่เพิ่งชม (เพื่อสะท้อนถึงการระบายอารมณ์เมื่อมีความเศร้า), กลุ่มที่ทำงานศิลปะโดยไม่อ้างอิงกับอะไรเลย (เพื่อลดความเกี่ยวเนื่องของศิลปะกับบริบทอื่น) และกลุ่มสุดท้ายที่ให้นั่งเฉย ๆ เพื่อจัดการอารมณ์อย่างเงียบ ๆ

ผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่าคนที่ทำงานศิลปะโดยไม่อ้างอิงกับบริบทใดสามารถจัดการความรู้สึกได้ดีที่สุด ดังนั้นเราสามารถนำผลลัพธ์นี้ไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาภายในองค์กรได้เลย

จะเห็นว่าเป้าหมายของการทำงานศิลปะภายในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางเพื่อกระตุ้นสมองและความรู้สึกนึกคิดบางอย่างมากกว่า เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็อาจถึงเวลาที่ HR จะเปลี่ยนการอบรมพนักงานแบบเดิม ๆ มาเป็นการอบรมเชิงศิลปะดูก็ได้ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยยกระดับองค์กรให้พัฒนาไปอีกขั้นโดยไม่ทันรู้ตัว

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

ศิลปะ (Art) ในที่ทำงานมีประโยชน์อย่างไร

ปัจจุบันองค์กรแทบทุกแห่งพยายามหาสวัสดิการและเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพนักงาน และมีหลายครั้งที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่ามีวิธีการอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่ทุกบริษัทสามารถทำได้และมีหลักฐานยืนยันว่ามีประโยชน์กับการทำงานจริง ๆ

ซึ่งคำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำก็คือการใช้ “ศิลปะ” เพราะเป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์รอบด้าน ทั้งในแง่ของการตกแต่งพื้นที่ให้สวยงาม เรื่อยไปจนถึงการทำงานกับความรู้สึกของมนุษย์ซึ่งถือเป็นรากฐานที่คอยผลักดันให้คนทำตามเป้าหมายอย่างมีพลังใจมากขึ้น

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

เราสามารถแบ่งประโยชน์ของการใช้ศิลปะในที่ทำงานออกมาได้ดังนี้

1. ศิลปะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ : เมื่อเราต้องสร้างงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง องค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแรงบันดาลใจ ดังนั้นการล้อมรอบตัวเองด้วยงานศิลปะที่สวยงาม ลึกซึ้งจะเปิดโอกาสให้พนักงานได้ตีความซึ่งจะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นหากเทียบกับภาพทั่วไปที่ไม่มีมิติอะไรเป็นพิเศษ

2. ศิลปะทำให้เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น (First Impression): ลองนึกดูว่าครั้งสุดท้ายที่คุณสนใจกำแพงออฟฟิศเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? บางคนอาจตอบคำถามนี้ไม่ได้เพราะกำแพงออฟฟิศส่วนใหญ่มักเป็นเพียงผนังสีขาว ๆ สะอาดตาปราศจากการตกแต่งใด ๆ ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้มีคุณค่ามากขึ้นทั้งกับตัวพนักงานและลูกค้าที่ผ่านเข้ามาเห็น

งานศิลปะที่ดียังช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น เช่น หากเราอยู่ในห้องประชุมที่เคร่งเครียด งานศิลปะที่ดูสงบก็จะช่วยปรับอารมณ์ของเรา หรือหากเราติดภาพที่ดุดันในห้องสำหรับพักผ่อน ผู้พบเห็นก็อาจปรับอารมณ์ตามไม่ทันจนรู้สึกสับสน การเลือกงานศิลปะสักอย่างจึงจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเสมอ

3. ศิลปะทำให้การพักสายตาของคนมีประโยชน์มากขึ้น : การทำงานทุกอย่างจะต้องมีเวลาพักผ่อน หรืออย่างน้อยก็พักสายตาสักระยะ ดังนั้นแทนที่เราจะปล่อยให้เวลาสั้น ๆ ตรงนั้นผ่านไปอย่างสูญเปล่า ถ้าเราเพิ่มงานศิลปะเข้าไปให้มันมีความหมายมากขึ้น ก็จะเป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพงานอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยให้พนักงานจดจ่อกับงานและสร้างความสดใหม่ในหัวสมอง วิธีนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า Necessary Distraction (การถูกหันเหความสนใจที่จำเป็น)

ผลวิจัยจาก ดร.เคร็ก ไนท์ (Dr.Craig Knight) จาก University of Exeter กล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะเข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ

ทั้งนี้เพราะวัยทำงานส่วนใหญ่ต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันในที่ทำงาน และบรรยากาศปกติในออฟฟิศที่เรามักพบเจอก็คือกองเอกสาร, ข้าวของเครื่องใช้ที่เหมือนจะคอยย้ำให้เห็นว่าสถานที่ดังกล่าวคือขั้วตรงข้ามกับคำว่าสะดวกสบายจริง ๆ ดังนั้นงานศิลปะจะเข้ามาปรับอารมณ์ของพนักงานให้รู้สึกถึงความอบอุ่นหัวใจและใกล้เคียงกับการอยู่บ้าน (Feels Like Home) มากกว่าที่เคยเป็น

การเลือกงานศิลปะมาตกแต่งที่ทำงานมีเคล็ดลับอย่างไร ?

การเลือกตกแต่งที่ทำงานด้วยงานศิลปะตามรสนิยมไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเราเลือกได้ทั้งงานที่ถูกจริตและงานที่ทำให้งานดีขึ้นได้จริงก็คงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งงานศิลปะที่ใช้ในที่ทำงานส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้าน เนื้อหา, ขนาด, การจัดวาง และรูปแบบของงาน

โดยมักเป็นงานที่สร้างความรู้สึกในแง่บวก (Positive-Mood) เช่นภาพของวิวทิวทัศน์สีเขียวขจี, ต้นไม้ใบหญ้าที่ปลอดโปร่งจนผู้พบเห็นรู้สึกอยากจะไปเดินเล่นในสวนนั้นดูบ้าง หรือไม่ก็เป็นภาพของแม่น้ำไหลเชี่ยวไม่หยุดนิ่งที่มักถูกใช้เพื่อความสวยงามและเพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อตามขนบธรรมเนียม 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากต้องการให้มีประโยชน์มากขึ้นก็ควรเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกสักนิดหนึ่ง เช่นให้เป็นภาพในลักษณะของการมองจากที่สูงไปที่ต่ำ เพราะภาพแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกเหมือนการมองย้อนกลับไปสู่อดีต ทำให้สมองคิดว่าเราผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำงานตรงหน้าได้ดีขึ้น เปรียบได้ว่าภาพลักษณะดังกล่าวไปกระตุ้น “ความมีอายุ” (Old-Timer) ในจิตใต้สำนึกเหมือนคนแก่ที่ชอบย้อนกลับมาตกตะก่อนประสบการณ์ในอดีต

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

ถ้าคุณไม่อยากให้พนักงานรู้สึกเครียด และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ก็ควรติดตั้งงานศิลปะที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย เช่น ภาพของคนที่ดูแลประคับประคอง หรือรูปปั้นของคนกอดกัน งานลักษณะนี้จะไปย้ำเตือนให้ผู้พบเห็นย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่ตนเป็นที่รักของใครสักคน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความเครียดหรือภาวะกดดันทั้งหลายขณะทำงาน 

งานศิลปะที่นำมาใช้ต้องไม่วุ่นวายเกินไป ให้คิดว่างานศิลปะบางอย่างอาจเหมาะกับการเอาไว้ที่หอศิลป์มากกว่า แต่ในที่นี้เรากำลังเลือกงานที่นำมาไว้ในที่ทำงานและต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนวิวทิวทัศน์ที่คนต้องเห็นทุกวัน ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวนถึงความเหมาะสม

ทั้งในแง่ของความสวยงาม รวมถึงความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้องค์กรควรเลือกใช้งานศิลปะที่ทำให้คนดูแล้วมีความสุข ตีความได้หลากหลาย มากกว่างานที่มีเนื้อหาแบบเฉพาะเจาะจงและแสดงถึงความหดหู่ เคร่งเครียด หรือน่ากลัว

เกร็ดเล็กน้อยก็คือองค์กรบางแห่งมักตกแต่งสถานที่โดยอ้างอิงจากโลโก้บริษัท ซึ่งหากมองกันตามตรงจะเห็นว่าวิธีการออกแบบโลโก้ในปัจจุบันมักมีความสุดโต่ง คือไม่มินิมอลไปเลย ก็โดดเด่นสีสันรุนแรงไปเลย ซึ่งถ้าเราเอามาใช้ตกแต่งโดยปราศจากความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการใช้สีก็จะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ ดังนั้นหากคุณไม่รู้ว่าควรเลือกงานศิลปะในที่ทำงานแบบใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า

พาทีมไปหอศิลป์ ! เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยศิลปะ

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

เมื่อพูดถึงคำว่า Company Outing คนมักนึกถึงการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นหมู่คณะและการวางแผนของทีม HR ที่ใช้เวลานานกว่าจะออกมาเป็นทริปบริษัทสนุก ๆ สักครั้งหนึ่ง แต่เคยคิดไหมว่าหากเราเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีงบประมาณหรือผลกำไรมากมาย การไปทริปหรูหราเปลี่ยนบรรยากาศคือสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นถ้าอยากมี Company Outing ที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์บ้าง จะต้องทำอย่างไร ?

มีวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Positive Psychology บอกว่าหากเรามองในแง่คอนเซปต์แล้ว การไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมาก เพราะพนักงานจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งกับตัวเองและเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน ดังนั้นถ้าองค์กรหรือแผนกใดต้องการพาพนักงานไปเปลี่ยนบรรยากาศ การรวมกลุ่มไปเที่ยวหอศิลป์ใกล้ ๆ ออฟฟิศก็ถือเป็นทางเลือกที่แหวกแนว ใช้ทุนน้อย และให้ผลลัพธ์ที่ดีในเวลาอันรวดเร็ว

คุณแคทเธอรีน ค็อตเตอร์ (Katherine Cotter) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania กล่าวว่าเราสามารถสรุปข้อดีของการไปเที่ยวหอศิลป์ออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก คือการได้ความรู้และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำงานตามปกติ, การลดความเครียด และสำคัญที่สุดคือการไปหอศิลป์จะช่วยให้เรารู้สึกถึงการมีคุณค่า โดยเฉพาะกับคนที่ชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียว (Isolate) การไปหอศิลป์บ่อย ๆ จะช่วยให้คนแบบนี้เข้าใจความสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

เธออธิบายเพิ่มเติมในบทสัมภาษณ์หัวข้อ Is art the answer to our mental health problems? เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 เอาไว้ว่าการไปหอศิลป์เป็นเหมือนการพาคนหลุดไปสู่อีกโลกหนึ่ง เพราะการไปพิพิธภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์หรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ไปเยี่ยมชมกันบ่อยนัก

ดังนั้นทุกอย่างที่พบเห็นจึงเป็น “ของใหม่” ที่หาไม่ได้จากที่อื่นจนพาลคิดไปว่าเราถูกล้อมรอบด้วยบริบทของสังคมที่แตกต่างไปจากเดิม ความตื่นตาตื่นใจหรือแม้แต่ความสงสัย (ของคนที่ไม่ได้ชอบศิลปะอะไรนัก) จะทำให้เราจมอยู่กับชิ้นงานจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอาการที่หาได้ยากในชีวิตการทำงานตามปกติ ดังนั้นหากวันไหนที่เราเจอความกดดันหนักจนไม่รู้จะรับมือหรือหลีกหนีไปอย่างไร การไปหอศิลป์สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการไปหอศิลป์สามารถช่วยให้เราเข้าใจเรื่องความแตกต่างและการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Diversity & Belonging) ได้มากขึ้น เพราะเมื่อพนักงานต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิม การเข้าใจสังคมที่หลากหลายก็ถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งหากพนักงานบางคนมีนิสัยไม่ชอบเข้าสังคม การสัมผัสถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย

ดังนั้นการไปหอศิลป์จะช่วยทำให้คนเห็นว่าโลกของเรามีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่รู้จัก ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจะส่งผลเชิงจิตวิทยาให้พนักงานพร้อมเปิดใจรับความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายในองค์กร

เคล็ดลับสุดท้ายในการไปหอศิลป์ก็คือ “อย่าคิดเยอะไป” เพราะบางคนมักเลือกตีความผลงานจนอาจเข้าใจในแง่มุมที่แตกต่างจากตัวศิลปินด้วยซ้ำ 

ดังนั้นเมื่อเราไปหอศิลป์ ให้ดูงานศิลปะและตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าเราชอบงานศิลปะตรงหน้าหรือไม่, เพราะอะไร, งานศิลปะดังกล่าวทำให้นึกถึงเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะดูมาจากสาเหตุใด ? การตอบคำถามเบื้องต้นเหล่านี้ให้ได้เพียงพอแล้วที่จะพัฒนาจิตวิญญาณและทัศนคติของพนักงานแบบองค์รวม

บทสรุป The Power of Art

The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน

“ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต” นี่คือประโยคของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี อาจารย์และผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรที่สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าใจศิลปะนั้นทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับการทำงาน แต่รวมถึงแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เราได้ยินคำว่าศิลปะในการพูด, ศิลปะในการฟัง, ศิลปะในการกิน และอีกมากมายอยู่เสมอ

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ลองถามตัวเองว่าเรากระทำสิ่งนั้นอย่างมีศิลปะดีแล้วหรือยัง 

หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะและการทำงานเพิ่มเติม ปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายที่จัดอบรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ HR สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในหัวข้อที่ต้องการ หรือใช้บริการ HREX แพลตฟอร์มแรกของประเทศไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้แบบครบวงจร จะองค์กรเล็กหรือใหญ่ ก็เลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ได้เลย !

สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3

ผู้เขียน

Picture of HREX Editorial Team

HREX Editorial Team

ทีมบรรณาธิการ HREX แพลตฟอร์มความรู้และ HR Solution สำหรับคน HR ในประเทศไทย ผลิตบทความด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล กฎหมายแรงงาน การสรรหา และ HR Tech มาตั้งแต่ปี 2018 ทุกบทความผ่านการตรวจทานโดยทีมบรรณาธิการ และอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร HR และผลสำรวจในตลาดไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้