|
HIGHLIGHT
|

POCCC คือ แนวคิดการบริหารจัดการที่แบ่งหน้าที่ของผู้บริหารออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์กร การบังคับบัญชาสั่งการ การประสานงาน และการควบคุม แนวคิดนี้พัฒนาโดย อองริ ฟาโยล (Henri Fayol) วิศวกรเหมืองแร่และนักคิดด้านการบริหารชาวฝรั่งเศส เพื่อช่วยให้องค์กรที่มีคนและงานจำนวนมากดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
แม้ POCCC จะเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว แต่แก่นของแนวคิดยังใช้ได้กับการบริหารองค์กร โครงการ และทีมข้ามสายงาน บทความนี้จะอธิบายว่า POCCC ย่อมาจากอะไร แต่ละขั้นตอนทำหน้าที่อย่างไร พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ข้อดี ข้อจำกัด และความแตกต่างจาก POLC กับ PDCA
Contents
- POCCC คืออะไร และย่อมาจากอะไร
- องค์ประกอบของ POCCC มีอะไรบ้าง
- ตัวอย่างการใช้ POCCC ในองค์กร
- POCCC ยังใช้ได้ในยุคปัจจุบันหรือไม่
- POCCC ต่างจาก POLC และ PDCA อย่างไร
- ประวัติโดยย่อของอองริ ฟาโยล (Henri Fayol)
- หลักในการบริหารจัดการ (Principles of Management) ตามแนวคิดของ อองริ ฟาโยล (Henri Fayol)
- ประโยชน์ของ POCCC ต่อการบริหารองค์กร
- ข้อจำกัดของ POCCC ที่ควรรู้
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ POCCC
- บทสรุป
POCCC คืออะไร และย่อมาจากอะไร

POCCC คือกรอบหน้าที่ทางการจัดการ (Management Functions) 5 ประการที่ Henri Fayol เสนอไว้ ได้แก่ Planning, Organizing, Commanding, Coordinating และ Controlling โดยแต่ละหน้าที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างดำเนินงาน จนถึงการประเมินผลและแก้ไขสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากแผน
| องค์ประกอบ | ความหมาย | คำถามสำคัญของผู้บริหาร |
|---|---|---|
| P – Planning | การวางแผน | เป้าหมายคืออะไร จะวัดความสำเร็จอย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง |
| O – Organizing | การจัดองค์กร | ใครรับผิดชอบงานใด ต้องใช้คน งบประมาณ และเครื่องมือเท่าไร |
| C – Commanding | การบังคับบัญชาสั่งการ | ใครตัดสินใจ และจะสื่อสารให้ทีมลงมือทำอย่างชัดเจนได้อย่างไร |
| C – Coordinating | การประสานงาน | แต่ละฝ่ายต้องส่งต่องานและข้อมูลกันเมื่อใด ผ่านช่องทางใด |
| C – Controlling | การควบคุม | ผลจริงต่างจากแผนหรือมาตรฐานตรงไหน และต้องแก้ไขอย่างไร |
องค์ประกอบของ POCCC มีอะไรบ้าง
P – Planning: การวางแผน
Planning คือการกำหนดเป้าหมาย วิธีดำเนินงาน ระยะเวลา ทรัพยากร ตัวชี้วัด และแผนรับความเสี่ยงก่อนลงมือ ผู้บริหารควรตอบให้ได้ว่าองค์กรต้องการเปลี่ยนอะไร ภายในเมื่อใด และจะใช้ข้อมูลใดตัดสินว่างานสำเร็จ การวางแผนที่ดีควรชัดเจนพอให้ทีมทำงานร่วมกันได้ แต่ยืดหยุ่นพอสำหรับปรับเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน
O – Organizing: การจัดองค์กร
Organizing คือการเปลี่ยนแผนให้เป็นโครงสร้างการทำงาน โดยกำหนดบทบาท หน้าที่ ผู้รับผิดชอบ สายการรายงาน งบประมาณ และเครื่องมือที่จำเป็น จุดสำคัญคือการแบ่งงานไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือเกิดช่องว่าง พร้อมจัดคนให้เหมาะกับความสามารถและปริมาณงาน
C – Commanding: การบังคับบัญชาสั่งการ
Commanding คือการทำให้ทีมเข้าใจทิศทางและลงมือทำ ผู้บริหารต้องตัดสินใจ มอบหมายงาน สื่อสารความคาดหวัง และรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ ในบริบทปัจจุบัน หน้าที่นี้ควรใช้ภาวะผู้นำ การรับฟัง การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการสร้างแรงจูงใจควบคู่กับอำนาจตามตำแหน่ง
C – Coordinating: การประสานงาน
Coordinating คือการเชื่อมคน งาน ข้อมูล และเวลาให้แต่ละฝ่ายทำงานสอดคล้องกัน โดยเฉพาะงานข้ามแผนกที่มีจุดส่งต่องานจำนวนมาก ผู้บริหารควรกำหนดเจ้าของงาน ช่องทางสื่อสาร รอบประชุม และเงื่อนไขการส่งต่อให้ชัด เพื่อลดงานตกหล่น ความขัดแย้ง และการตัดสินใจที่ล่าช้า
C – Controlling: การควบคุม
Controlling คือการติดตามผลเทียบกับเป้าหมาย มาตรฐาน งบประมาณ และกรอบเวลา แล้วดำเนินการแก้ไขเมื่อผลไม่เป็นไปตามแผน การควบคุมที่ดีไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการสร้างวงจรข้อมูลย้อนกลับให้ทีมเห็นปัญหาเร็ว เรียนรู้ และปรับการทำงานได้ทันเวลา
ตัวอย่างการใช้ POCCC ในองค์กร
สมมติว่าองค์กรต้องการนำระบบ HRIS ใหม่มาใช้เพื่อลดเวลางานเอกสารและทำให้ข้อมูลพนักงานเป็นศูนย์กลางเดียว สามารถประยุกต์ใช้ POCCC ได้ดังนี้
- Planning: กำหนดเป้าหมาย เช่น ลดเวลาจัดทำเงินเดือน 30% ภายใน 6 เดือน ระบุขอบเขต งบประมาณ ตัวชี้วัด และความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล
- Organizing: ตั้งเจ้าของโครงการ แบ่งหน้าที่ระหว่าง HR, IT, Finance, ผู้ให้บริการระบบ และตัวแทนผู้ใช้งาน พร้อมจัดสรรงบประมาณและเวลา
- Commanding: ผู้บริหารอนุมัติแนวทาง ตัดสินใจประเด็นสำคัญ สื่อสารเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง และมอบอำนาจให้ทีมแก้ปัญหาในขอบเขตที่กำหนด
- Coordinating: วางรอบประชุม แผนย้ายข้อมูล การทดสอบระบบ การอบรม และช่องทางรายงานปัญหา เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานตามลำดับเดียวกัน
- Controlling: ติดตามกำหนดการ งบประมาณ ความถูกต้องของข้อมูล อัตราการใช้งาน และข้อผิดพลาด หากผลต่ำกว่าเป้าหมายให้หาสาเหตุและปรับแผน
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า POCCC ไม่ใช่เพียงทฤษฎีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ใช้เป็นเช็กลิสต์บริหารโครงการ ทีม หรือการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรได้เช่นกัน
POCCC ยังใช้ได้ในยุคปัจจุบันหรือไม่
POCCC ยังมีประโยชน์ในฐานะกรอบคิดพื้นฐาน เพราะช่วยเตือนให้ผู้บริหารไม่มองเฉพาะการวางแผน แต่ต้องจัดคน สื่อสาร ประสานงาน และติดตามผลให้ครบ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำงานปัจจุบันมีทีมแบบข้ามสายงาน การทำงานทางไกล และการตัดสินใจที่กระจายอำนาจมากขึ้น จึงไม่ควรตีความ Commanding ว่าเป็นการสั่งจากบนลงล่างเพียงทางเดียว
แนวทางที่เหมาะสมคือใช้ POCCC เป็นรายการหน้าที่ที่ต้องดูแล แล้วปรับวิธีปฏิบัติให้เข้ากับบริบท เช่น เปลี่ยนจากการควบคุมทุกขั้นเป็นการกำหนดเป้าหมายและขอบเขตตัดสินใจ ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการติดตาม และเปิดพื้นที่ให้ทีมเสนอทางเลือก ในตำราการจัดการยุคใหม่ หน้าที่ Commanding และ Coordinating มักถูกรวมเป็น Leading จนเกิดกรอบ POLC ที่ประกอบด้วย Planning, Organizing, Leading และ Controlling
POCCC ต่างจาก POLC และ PDCA อย่างไร
| กรอบแนวคิด | องค์ประกอบ | เหมาะใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| POCCC | Planning, Organizing, Commanding, Coordinating, Controlling | ต้องการมองหน้าที่การบริหารองค์กรหรือโครงการให้ครบ โดยเน้นโครงสร้าง การสั่งการ และการประสานงาน |
| POLC | Planning, Organizing, Leading, Controlling | ต้องการกรอบบริหารที่กระชับและให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำในองค์กรสมัยใหม่ |
| PDCA | Plan, Do, Check, Act | ต้องการแก้ปัญหา ทดลอง วัดผล และปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องเป็นรอบ |
POCCC และ POLC จึงตอบคำถามว่า “ผู้บริหารต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง” ส่วน PDCA ตอบคำถามว่า “ทีมจะพัฒนากระบวนการอย่างต่อเนื่องอย่างไร” องค์กรสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น ใช้ POCCC วางโครงสร้างโครงการ และใช้ PDCA ปรับปรุงวิธีทำงานในแต่ละรอบ
ประวัติโดยย่อของอองริ ฟาโยล (Henri Fayol)อองริ ฟาโยล (Henri Fayol) (ค.ศ.1841–1925) เป็นชาวฝรั่งเศสที่ทำงานด้านวิศวกรเป็นสายอาชีพหลัก เมื่ออายุ 19 ปี เขาได้เข้าทำงานเป็นวิศวกรให้กับบริษัทเหมืองแร่ Compagnie de Commentry-Fourchambault-Decazeville ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในฝรั่งเศส สถานะของบริษัทตอนนั้นอยู่ในขั้นเกือบจะล้มละลาย แต่หลังจากที่เขาได้เข้าไปร่วมงานนั้นทำให้เขาได้มีโอกาสร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ จนดึงให้บริษัทพ้นจากภาวะล้มละลาย และกลับมาประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจอีกครั้งภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ในส่วนของ อองริ ฟาโยล (Henri Fayol) ก็ได้รับการชื่นชมและมอบความไว้วางใจให้เขาขึ้นเป็นผู้อำนวยการของบริษัทแห่งนี้ด้วย ณ ตอนนั้นเขาต้องดูแลพนักงานถึง 1,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่มากในยุคนั้น ในขณะที่บริหารองค์กรอยู่เขาได้พัฒนาหลักการการทำงาน ตลอดจนหลักการบริหารขึ้นมา และสรุปได้เป็น หลักการ 14 ประการ เพื่อเป็นทิศทางให้ผู้บริหารตลอดจนองค์กรใช้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ในปี ค.ศ.1916 ช่วงสองปีก่อนที่เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้อำนวยการนั้น เขาได้นำเอาหลักการบริหาร 14 ประการนี้ ตีพิมพ์ลงในหนังสือที่ชื่อว่า “Administration Industrielle et Generale ; prévoyance, organisation, commandement, coordination, controle.” เพื่อเผยแพร่หลักการดังกล่าว นอกจากนี้เขาก็ยังได้เขียน หน้าที่ 5 ประการทางการบริหาร (POCCC) เพื่อใช้ควบคู่กับหลักการบริหารทั้ง 14 ประการนี้ด้วย และทั้งหน้าที่และหลักการที่เขาบัญญัติขึ้นนั้นก็ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายจนประสบความสำเร็จ และกลายมาเป็นหนึ่งในแนวคิดทฤษฎีการบริหารจัดการ (Management Theory) ที่ได้รับการยกย่อง แล้วก็ยังได้รับความนิยมสำหรับการบริหารองค์กรมาถึงปัจจุบันด้วย |
หลักในการบริหารจัดการ (Principles of Management) ตามแนวคิดของ อองริ ฟาโยล (Henri Fayol)

อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า อองริ ฟาโยล (Henri Fayol) ได้นำเอาประสบการณ์การบริหารจัดการของตนมาสร้างเป็นหลักในการบริหารจัดการ 14 ประการ ที่ก่อให้เกิดความสำเร็จขององค์กร ซึ่งหลักการนี้ยังได้รับการยกย่องและใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหลักการจัดการทั้ง 14 ประการนั้นมีรายละเอียดดังนี้
- การแบ่งหน้าที่และการทำงาน (Division of Work) การวางโครงสร้างองค์กรตลอดจนการทำงานจะทำให้เราเห็นหน้าที่และการทำงานของแต่ละคนในองค์กรได้ชัดเจน นั่นนำมาซึ่งการแบ่งงานให้ส่วนต่างๆ ทำได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย การแบ่งงานกันทำนั้นควรแบ่งตามทักษะและความชำนาญของแต่ละคน เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
- อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority & Responsibility) การปฏิบัติงานที่ดีเมื่อได้รับอำนาจหน้าที่ในการทำงานแล้วต้องมีความรรับผิดชอบต่องานที่ทำด้วย การตัดสินใจ ออกคำสั่ง บริหารจัดการ จะต้องสามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
- ระเบียบวินัย (Discipline) การทำงานหมู่มากนั้นจำเป็นจะต้องมีระเบียบวินัยในการทำงาน หากทุกคน ทุกตำแหน่ง ทำงานอย่างมีระเบียบวินัย นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ แล้ว ยังทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย ระเบียบวินัยนั้นเป็นกรอบข้อตกลงในการปฏิบัติร่วมกัน เคารพเชื่อฟัง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ระเบียบวินัยควรบังคับจากบนลงล่าง มีหลักการที่ชัดเจน และมีบทลงโทษไว้รองรับผู้ที่ฝ่าฝืนด้วย แต่ก็ควรลงโทษตามเหตุผลตลอดจนมีความเป็นธรรม ระเบียบวินัยยังหมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่หลบหลีกเพื่อเอื้อประโยชน์ฝ่ายใด ผู้บังคับบัญชาควรปฏิบัติตามระเบียบวินัยให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย
- เอกภาพแห่งการบังคับบัญชา (Unity of Command) การมีหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพที่สุดนั้นจำเป็นจะต้องมีเพียงคนเดียว เพื่อมีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งการ และส่งผลให้การตัดสินใจสามารถทำให้ปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที การมีผู้บังคับบัญชาหลายคนนั้นจะทำให้เกิดการสับสนใจการสั่งการไปจนถึงการปฏิบัติงาน และอาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ช้าได้เนื่องจากรอมติสรุปอีกครั้ง การมีผู้บังคับบัญชาหลายคนยังอาจทำให้เกิดการขัดแย้งได้ง่ายอีกด้วย ทั้งความขัดแย้งในการทำงานและความขัดแย้งระหว่างผู้บังคับบัญชาเอง
- เอกภาพของทิศทางการดำเนินงาน (Unity of Direction) การทำงานควรมีแผนงานหลักเพียงแผนงานเดียว อาจมีแผนสำรองไว้รองรับแต่ก็ควรยึดถามแผนงานหลักเป็นอันดับแรกก่อน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนใจการทำงาน มีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน แล้วการทำงานที่เป็นกลุ่ม หน่วยงาน หรือแม้แต่องค์กร สิ่งสำคัญคือการมีเป้าหมายร่วมกัน การที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันนั้นจะทำให้ทุกคนเห็นแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน มีหลักยึด มีเส้นทางเดินที่ไปสู่ทิศทางเดียวกัน และมีแรงผลักดันร่วมกันในการก้าวไปสู่จุดหมาย ทำให้แผนงานประสบผลสำเร็จได้ง่ายและมีพลัง
- ผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นรองกว่าประโยชน์ส่วนรวม (Subordination of Individual Interest) คุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ควรยึดถือในการทำงาน ควรยึดถือประโยชน์ขององค์กร ประโยชน์ของส่วนรวม มาก่อนประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้ควรอยู่บนบรรทัดฐานแห่งความยุติธรรม ความถูกต้อง ความเหมาะสมด้วย หลักบริหารข้อนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของอริสโตเติลที่ว่า ส่วนรวมคือผลรวมจากส่วนย่อย (the whole is the sum of its parts) บุคคลแต่ละคนจึงควรยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า หากส่วนรวมอยู่ไม่ได้ ตัวเขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
- การให้ผลประโยชน์ตลอดจนค่าตอบแทน (Remuneration) แน่นอนว่าการทำงานนั้นย่อมมีการจ้างงาน องค์กรควรมีการคำนวนผลตอบแทนที่เหมาะสม ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบ ที่สำคัญต้องได้รับความเห็นชอบตลอดจนพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง การให้ผลประโยชน์ตอบแทนยังควรปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เหมาะสมอีกด้วย อย่างกรณีที่องค์กรสามารถประกอบการได้ผลกำไรที่มากขึ้น ก็ควรปันผลตอบแทนให้ลูกจ้างมากขึ้นตาม เป็นต้น ในส่วนของเรื่องค่าตอบแทนนั้นอาจไม่ใช่การจ่ายในรูปแบบเงินเสมอไป ยังรวมถึงค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นๆ อาทิ ของรางวัล สวัสดิการ ผลประโยชน์รูปแบบอื่น การฝึกอบรม ตลอดจนการยกย่องเชิดชูซึ่งสามารถสร้างความพอใจให้พนักงานได้อีกด้วย
- สมดุลของการรวมและกระจายอำนาจ (The Degree of Centralization) การรวมอำนาจไว้ศูนย์กลางนั้นจะง่ายต่อการควบคุมสั่งการ และทันท่วงที ตัดสินใจได้ฉับไว ศูนย์รวมอำนาจความเป็นจุดเดียวและอาจมีการกระจายอำนาจลดหลั่นไปยังส่วนต่างๆ แต่ต้องมีลำดับความสำคัญที่แตกต่างและมีอำนาจที่แตกต่างกันด้วย เพื่อการควบคุมที่เป็นระบบและง่ายต่อการปฏิบัติงาน
- สายการบังคับบัญชา (Scalar chain) การวางสายงานจะทำให้เราเห็นอำนาจการบังคับบัญชา ตลอดจนระดับขั้นของการบริหารงานอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความลื่นไหลตลอดจนกระบวนการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ บริหารจัดการได้ง่าย แก้ไขปัญหาได้ว่องไวตรงจุด ทั้งยังช่วยให้เกิดระเบียบในการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูล รวมถึงการจัดการเนื้อหาของการสื่อสารให้เหมาะสมได้อีกด้วย
- ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความพร้อมในการทำงาน (Order) ทุกอย่างหากอยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สะดวกและง่ายดายขึ้น บริหารจัดการได้อย่างไม่ติดขัด และดำเนินตามมาตรฐานได้อย่างราบรื่น ทุกคนควรเคารพระเบียบวินัยขององค์กรและปฏิบัติให้เกิดความเรียบร้อยเหมาะสม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยนี้ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบอย่างรอบด้าน ไม่สะเพร่า เอาใจใส่ ตลอดจนใส่ใจรายละเอียดในการทำงานอีกด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้ผลงานออกมาดี และส่งเสริมให้องค์กรประสบความสำเร็จ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยนี้ยังหมายถึงเรื่องสถานที่ทำงาน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการจัดระเบียบทั้งองค์กร ให้มีความพร้อม สะอาด น่าทำงาน และอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมด้วย
- ความเสมอภาค (equity) องค์กรควรให้ความสำคัญกับความเสมอภาค ในที่นี้หมายถึงความเสมอภาคในฐานะที่เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน ควรได้รับสิทธิและการปฏิบัติที่มีมนุษยธรรม ไม่กดขี่ ข่มแหง รังแก หรือทำร้ายให้เกิดความเสียหายใดๆ ควรมีความเอื้ออารีย์ต่อกัน เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความซื่อสัตย์ ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน
- เสถียรภาพในการทำงาน (Stability of Tenure of Personnel) การทำงานที่มีเสถียรภาพจะทำให้พนักงานอุ่นใจการทำงาน ไม่กังวล และเต็มที่กับการทำงาน หากองค์กรเอื้ออำนาจให้เกิดการย้ายงานที่ง่าย หรือองค์กรไม่มีมาตรฐานในการทำงานที่ชัดเจนที่มีผลทำให้พนักงานต้องออกจากงาน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบนี้ย่อมส่งผลเสียต่อการทำงานได้เช่นกัน เมื่อพนักงานขาดเสถียรภาพในการทำงานก็ย่อมทำให้องค์กรไม่มีเสถียรภาพตามไปด้วย นอกจากจะทำให้การทำงานสะดุดไม่ราบรื่นแล้วยังลดความน่าเชื่อถือขององค์กรได้อีกต่างหาก สิ่งที่องค์กรควรบริหารจัดการก็คือทำให้พนักงานรู้สึกว่ามีความมั่นคงในการทำงาน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีความสุขกับการทำงาน รวมถึงให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อลดอัตราการเข้าออกของพนักงานให้ต่ำลง และสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นกับองค์กรได้
- เสรีภาพในการนำเสนอสิ่งใหม่ (Initiative) พนักงานควรมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดอุปนิสัยคิดริเริ่มอันเป็นพื้นฐานที่ดีของการทำงานไม่ว่าจะลักษณะใดหรือสายอาชีพใดก็ตาม ซึ่งนี่คือจุดแข็งขององค์กรได้เลยทีเดียว องค์กรควรส่งเสริมให้มีการแสดงออก เปิดโอกาสให้พนักงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเสนอแนวความคิดใหม่ๆ รวมถึงเสนอแนะด้านการทำงาน ปัญหาที่พบ ตลอดจนแนวทางที่ควรแก้ไขปรับปรุง นั่นยังจะทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรด้วย และการเปิดโอกาสให้พนักงานได้เสนอแนวความคิดใหม่ๆ อาจทำให้องค์กรได้วิธีการปฏิบัติงานใหม่ๆ ตลอดจนเป็นแนวทางในการผลิตผลผลิตใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรขึ้นได้เช่นกัน
- ความเข้าใจและการไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Esprit de Corps) หลักการบริหารข้อนี้นำมาจากหลักการการทหารของกองทัพฝรั่งเศสที่แปลความได้ว่า “สามัคคีคือพลัง” นั่นเอง องค์กรควรทำงานอย่างสอดประสานกันด้วยดี เพื่อผลลัพธ์ขององค์กรที่ยอดเยี่ยมที่สุด พนักงานทุกคนต้องทำงานอย่างเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน และมีความเป็นทีม ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ตลอดจนรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ก้าวไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จร่วมกัน
ประโยชน์ของ POCCC ต่อการบริหารองค์กร
- มองการบริหารได้ครบวงจร: เชื่อมเป้าหมาย โครงสร้าง คน การประสานงาน และการวัดผลไว้ในกรอบเดียว
- ทำให้บทบาทและอำนาจตัดสินใจชัด: ลดความซ้ำซ้อน ช่องว่างความรับผิดชอบ และความล่าช้าในการทำงาน
- ช่วยบริหารงานข้ามฝ่าย: การให้ความสำคัญกับ Coordination ทำให้เห็นจุดส่งต่องานและข้อมูลระหว่างทีม
- ติดตามและแก้ไขได้เป็นระบบ: Controlling ช่วยให้ผู้บริหารเทียบผลจริงกับเป้าหมายและแก้ปัญหาก่อนกระทบวงกว้าง
- ปรับใช้ได้หลายระดับ: ใช้ได้ตั้งแต่การบริหารองค์กร โครงการ แผนก ไปจนถึงกิจกรรมที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

จุดเด่นของ POCCC คือความเรียบง่ายและครอบคลุม ผู้บริหารสามารถใช้ทั้ง 5 หน้าที่เป็นเช็กลิสต์เพื่อทบทวนว่าแผนที่ดีมีโครงสร้างและกลไกนำไปปฏิบัติรองรับแล้วหรือยัง ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงการกำหนดเป้าหมาย
ข้อจำกัดของ POCCC ที่ควรรู้
- แนวคิดดั้งเดิมมีโครงสร้างแบบลำดับชั้นสูง หากใช้เคร่งเกินไปอาจทำให้การตัดสินใจช้าและลดความคล่องตัวของทีม
- คำว่า Commanding อาจไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม จึงควรประยุกต์เป็นการนำทีม การสื่อสาร และการให้อำนาจตัดสินใจ
- POCCC อธิบายหน้าที่ของผู้บริหารได้ดี แต่ไม่ได้ให้วิธีทดลองหรือปรับปรุงงานอย่างละเอียด จึงอาจใช้ร่วมกับ PDCA, Agile หรือเครื่องมือบริหารโครงการอื่น
- กรอบนี้ไม่ควรถูกใช้เป็นขั้นตอนตายตัว เพราะการวางแผน จัดองค์กร ประสานงาน และควบคุมมักเกิดขึ้นซ้ำและส่งผลต่อกันตลอดโครงการ
ดังนั้น คุณค่าของ POCCC ไม่ได้อยู่ที่การทำตามตำราแบบเคร่งครัด แต่อยู่ที่การใช้เป็นกรอบตรวจสอบว่าหน้าที่สำคัญของการบริหารถูกดูแลครบและเหมาะกับบริบทขององค์กรหรือไม่
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ POCCC
POCCC ย่อมาจากอะไร ?
POCCC ย่อมาจาก Planning, Organizing, Commanding, Coordinating และ Controlling หรือ การวางแผน การจัดองค์กร การบังคับบัญชาสั่งการ การประสานงาน และการควบคุม
ใครเป็นผู้คิดค้นทฤษฎี POCCC ?
POCCC เป็นแนวคิดของ อองริ ฟาโยล (Henri Fayol) นักบริหารและวิศวกรเหมืองแร่ชาวฝรั่งเศส ผู้เสนอหน้าที่การบริหาร 5 ประการและหลักการบริหาร 14 ข้อ
POCCC เหมาะกับองค์กรแบบใด ?
POCCC ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด โดยเฉพาะงานหรือโครงการที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายและต้องการความชัดเจนเรื่องเป้าหมาย บทบาท การประสานงาน และการติดตามผล องค์กรขนาดเล็กสามารถลดความเป็นทางการและใช้เป็นเช็กลิสต์ได้
บทสรุป
ทฤษฎี POCCC ของ อองริ ฟาโยล (Henri Fayol) ช่วยอธิบายหน้าที่หลักของการบริหาร 5 ด้าน ตั้งแต่ Planning ไปจนถึง Controlling จุดแข็งคือทำให้ผู้บริหารเห็นทั้งแผน โครงสร้าง คน การทำงานร่วมกัน และผลลัพธ์ในภาพเดียว แม้แนวคิดจะเกิดขึ้นมานาน แต่ยังประยุกต์ใช้ได้เมื่อปรับ Commanding ให้สอดคล้องกับภาวะผู้นำและการทำงานแบบมีส่วนร่วมในปัจจุบัน
การนำ POCCC ไปใช้จึงควรเริ่มจากเป้าหมายจริงขององค์กร กำหนดผู้รับผิดชอบและวิธีประสานงานให้ชัด ติดตามด้วยข้อมูล และพร้อมปรับวิธีบริหารเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน หากต้องการพัฒนากระบวนการอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้ POCCC ควบคู่กับ PDCA เพื่อให้ได้ทั้งโครงสร้างการบริหารและวงจรการเรียนรู้
