
วันที่ 2 แล้วกับงาน THAILAND HR TECH Conference & Exposition 2025 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดย สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) งานวันนี้ยังคงมีเวทีเสวนาที่อัดแน่นด้วยมุมมองหลากหลายจากผู้นำองค์กร นักกลยุทธ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ HR เข้าใจอนาคตของการทำงานอย่างรอบด้านยิ่งขึ้นเช่นเคย
ตลอดทั้งวัน เราได้เห็นแนวทางใหม่ ๆ ในการใช้ AI อย่างชาญฉลาด การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้คนกล้าลองผิดลองถูก ไปจนถึงการดูแล Well-Being ที่เชื่อมโยงกับผลประกอบการอย่างแยกไม่ออก
ใครที่กำลังมองหาแนวทางสร้างองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง บทสรุปของวันนี้มีคำตอบที่น่าสนใจมากมายให้หยิบไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ทันที HREX ขอสรุปเนื้อหามาให้อ่านกันแล้ว ติดตามเลยในบทความนี้
Contents
1.HUMAN.AI – THE INCLUSIVE FORMULA FOR THE FUTURE WORKFORCE

ในวันที่ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการทำงานจำนวนมาก คำถามสำคัญที่องค์กรทุกแห่งต้องตอบให้ได้ไม่ใช่แค่เราพร้อมหรือยัง ? แต่คือเราจะพาทุกคนไปพร้อมกันได้อย่างไร ?
คุณอภิรัตน์ หวานชะเอม Head of TRUE X จาก True Digital Group พูดถึงแนวคิด Human.AI หรือการอยู่ร่วมกันอย่างมีพลังของมนุษย์และ AI ที่ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่เป็นเรื่องของ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
คุณอภิรัตน์เตือนว่า ถ้าผู้บริหารใช้ AI เพียงเพื่อลดต้นทุน เพื่อลดคนออก โดยไม่วางแผนรองรับ นั่นไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการสร้างช่องว่างใหม่ระหว่างองค์กรขนาดใหญ่และเล็ก ระหว่างคนที่ปรับตัวได้กับคนที่ถูกมองข้าม สิ่งนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายองค์กรในระยะยาว เพราะความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ไม่รวมทุกคนไว้ด้วย ย่อมไม่มีวันยั่งยืน
เพื่อให้ AI เป็นพลังเสริม ไม่ใช่พลังทดแทน คุณอภิรัตน์เสนอให้แบ่งบทบาทงานออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- งานที่สามารถให้ AI ทำแทนได้เกือบทั้งหมด (Routine Tasks)
- งานที่ AI ต้องทำงานร่วมกับคนภายใต้การวิเคราะห์และตัดสินใจ (Supervise)
- และงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างคุณค่า (Creative Work)
การแยกแบบนี้ไม่ใช่เพื่อจัดอันดับใครเก่งกว่าใคร แต่เพื่อวางระบบให้คนทุกกลุ่มสามารถเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกัน โดยไม่ถูกทิ้งกลางทาง
สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่สอนแค่การใช้ AI แต่ต้องสอนให้คนเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร และเราจะทำงานร่วมกับมันอย่างไร แนวทางนี้จะช่วยให้เกิด Reskill และ Upskill ที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่ปรับเปลี่ยนงาน แต่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อให้คนทุกระดับในองค์กรสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ได้อยู่แนวหน้าเทคโนโลยี
Inclusive คือการเปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายบทบาทเข้าถึงเครื่องมือเดียวกัน และได้รับประโยชน์ในแบบที่เหมาะสม AI อาจสร้าง Productivity ได้ แต่คนเท่านั้นที่สร้าง Empathy ตัดสินใจครั้งสำคัญ และเป็นภาพอนาคตให้กลายเป็นความจริงได้ หากเรารู้จักใช้จุดแข็งของทั้งสองฝั่ง ผสานกันอย่างฉลาด เราจะได้ Workforce ที่ไม่เพียงแค่มีประสิทธิภาพ แต่ยังมีคุณค่า
และนั่นคือหัวใจของ Human.AI เทคโนโลยีที่ดีที่สุด คือเทคโนโลยีที่พา “ทุกคน” ไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่บางคน
2.From CEO to Heart of People: A Transformational Journey Toward Trust and Purpose in the Age of Intelligence

เวทีนี้ทำให้ HR ได้รับพลังบวกแบบเต็มหัวใจตั้งแต่เช้าจากคุณวู้ดดี้ มิลินทจินดา พิธีกรมากความสามารถที่ขึ้นเวทีพร้อมบทเรียนจากชีวิตจริงว่า ช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนบทบาทมาเป็น Head of HR คือบทบาทที่ทำให้เขามีความสุขมากที่สุด มากยิ่งกว่าวันที่เป็น CEO หรือพิธีกรชื่อดังเสียอีก
คุณวู้ดดี้เล่าย้อนให้ฟังถึงช่วงชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเป้าหมายแบบเดิม ๆ ตัวเลข รายการ และความสำเร็จภายนอก จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาป่วยกะทันหัน ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยภาวะ Panic และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามว่า…ที่ผ่านมาเขาเคยใส่ใจคนในองค์กรมากพอหรือยัง เคยคุยกับทีมอย่างเข้าใจจริง ๆ หรือเปล่า
หลังจากหันมาโฟกัสที่บทบาท HR เขาเริ่มเห็นพนักงานในมุมใหม่ เริ่มฟังมากขึ้น ถ่อมตัวลง และเข้าใจความหลากหลายของพลังงานและความตั้งใจของแต่ละคน เขาค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ขององค์กร แต่คือชีวิตและหัวใจของคนที่ทำงานอยู่ร่วมกัน เขาเคยกอดแขกทุกวัน แต่ไม่เคยกอดพนักงานเลย ครึ่งปีที่ผ่านมา เขาเปลี่ยนความสัมพันธ์นั้น และพบความสุขที่เงินซื้อไม่ได้
หนึ่งในบทเรียนที่เขาอยากมอบให้ทุกคนคือมุมมองใหม่ของคำว่า FAIL – มันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือ F = Found | A = Another | I = Important | L = Lesson
เราล้มได้ทุกวัน ไม่ใช่เพราะล้มเหลวทุกวัน แต่เพราะเราเรียนรู้ทุกวัน และนั่นคือสัญญาณของการลงมือทำงานจริง
ประสบการณ์ในฐานะ HR ยังทำให้เขาย้อนทบทวนตนเองลึก ๆ ตั้งแต่บทบาทของผู้นำ ที่เคยกินข้าวคนแรก เปลี่ยนมาเป็นคนกินคนสุดท้าย ไปจนถึงการยอมรับว่า เราทุกคนมีหลายด้าน ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และเราต้องเรียนรู้วิธีเข้าถึงคนแต่ละแบบด้วยวิธีที่ต่างกัน ไม่มีสูตรตายตัวในการบริหารคน
คุณวู้ดดี้กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบงานว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาการ Panic ไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้เข้าถึงและเข้าใจบทบาท HR อย่างเช่นในทุกวันนี้
3.The Next Thai Advantage

คุณกระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล จาก KBTG มาพร้อมมุมมองสุดเข้มข้นและจริงจังแบบเด็กเนิร์ดผู้หลงใหลในเทคโนโลยี เล่าว่าเราอยู่ในยุค Agentic AI ที่ไม่ได้แค่ช่วยตอบคำถาม แต่ ทำงานแทนเราได้ทั้งระบบ และปลายทางของทั้งหมดนี้คือ Physical AI วันที่ AI ไม่ได้อยู่แค่ในจอ แต่ออกมาเคลื่อนไหวในโลกจริง
แต่ถึง AI จะเก่งแค่ไหน Human ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะ AI ที่เราใช้ในวันนี้ จะกลายเป็นเวอร์ชันที่ห่วยที่สุดในอนาคต ไม่มีทางที่เราจะหยุดมันได้ แต่เราสามารถใช้มันอย่างรู้เท่าทัน เพื่อทำให้ตัวเราเป็น Best Human in the Loop ไม่ใช่ผู้ถูกแทนที่ แต่เป็นคนที่ทำให้ AI มีความหมายมากกว่าแค่เครื่องมือ
เขายังมองว่า AI วันนี้ทำงานได้เทียบเท่า Junior Co-worker หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ แต่การเปรียบเทียบ AI ที่ถูกต้องไม่ใช่เปรียบเทียบกับมนุษย์ แต่ต้องคิดว่าเรากำลังทำงานกับเอเลี่ยนที่มีพลังพิเศษ เราจึงต้อง เปลี่ยนจากคนทำงานให้เป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการทั้งคนและ AI ให้ทำงานได้ร่วมกันและลงตัว โดยไม่หลงไปกับความเก่งของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
จุดเปลี่ยนคือ อย่ามองว่า AI คือทางลัดหรือทางรอดแบบสำเร็จรูป เพราะถ้าเริ่มต้นผิด กระดุมเม็ดแรกติดผิด ทุกอย่างก็จะเพี้ยนหมด คุณกระทิงย้ำว่า 10% โฟกัสที่ AI, 20% ที่กระบวนการ และอีก 70% ต้องมองระบบทั้งองค์กรแบบ Holistic
และอย่าลืมด้วยว่า Empathy, Accountability, Transparency และ Bias Control คือ 4 เสาหลักของการสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืนในยุค AI
สำหรับเขา การเป็นองค์กร AI-Ready ต้องมีมากกว่าแค่เทคโนโลยี ต้องมี Mental Agility คือความยืดหยุ่นทางใจ พร้อมเรียนรู้และพร้อมเปลี่ยน ทำให้พนักงานพร้อมจะ “เอ๊ะ ?” ตลอดเวลา เวลาใช้ AI ให้เราถามมันจนกว่าเราจะเจอข้อผิดพลาด เพราะ AI ไม่ทำให้เราโง่ลง ยกเว้นเราปล่อยให้มันทำ
ดังนั้นอย่ากลัวตกงาน แต่จง Reskill ตัวเอง อย่างต่อเนื่อง เพราะงานใหม่จะเกิดขึ้นเสมอ ขอแค่เราไม่หยุดพัฒนา
สุดท้าย สิ่งที่ทำให้มนุษย์ยัง ไม่แพ้ AI คือความเข้าใจและเห็นใจต่อกัน ไม่ใช่การตามใจพนักงาน แต่คือการ Validate เขาอย่างมีเมตตา คนที่เชื่อมั่นจากใจ จะกลายเป็นพลังที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และเมื่อเราฝึกใจให้ไม่กลัววิกฤติ วันหนึ่งเราจะโอบกอดมันได้อย่างสง่างาม
สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน THAILAND HR TECH Conference & Exposition 2025 Day 1 |
4.Wages, Wallets & Well-Being: อนาคตของสวัสดิการพนักงานในโลกที่ไร้สาขาธนาคาร

2 ตัวแทนจาก Salary Hero คุณสมจิตรา ธนะโสภณ MANAGING DIRECTOR และคุณภูมิพัฒน์ โสภณสุทธิพงศ์ CORPORATE PARTNERSHIP MANAGER มาชวนคุยถึงอนาคตของสวัสดิการพนักงาน ในโลกที่ไร้สาขาธนาคาร
เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่แน่นอน และซับซ้อน งานของ HR ก็เปลี่ยนตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น สวัสดิการพนักงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยดึงดูด รักษา และพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนั้นพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป พนักงานในปัจจุบันมีความหลากหลาย แตกต่าง ทั้งในแง่ของรุ่น ไลฟ์สไตล์ และความต้องการทางการเงิน การมีสวัสดิการแบบมาตรฐานเดียวจึงอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป งานวิจัยจาก McKinsey ชี้ว่าไม่เพียงแต่ต้องให้พนักงานมีศักยภาพด้านการเงินเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้พวกเขาใช้ศักยภาพนั้นในการดำรงชีวิตได้จริง HR ต้องมองเรื่องเงินเป็นเรื่องของ Well-Being ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน
สวัสดิการที่ยืดหยุ่น จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นในยุค Work without Borders คนทำงานอยากได้ความยืดหยุ่นทั้งด้านเวลา การทำงาน และการเงิน เช่น การเบิกค่าจ้างล่วงหน้า ไม่ได้แปลว่าองค์กรสนับสนุนให้พนักงานใช้เงินเกินตัว แต่ในโลกที่เปราะบางซับซ้อน การมีลมหายใจฉุกเฉิน ให้พนักงานได้พึ่งพาก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าไม่มีเลย โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลชี้ว่า คนไทยจำนวนมากยังต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ การมีทางออกที่ยืดหยุ่นจากองค์กรจะช่วยป้องกันปัญหาเรื้อรังได้
การออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์จึงต้องคิดจากมุมของคนเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือแบบแผนเดิม ๆ HR ต้องกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่ง Well-Being ร่วมกับผู้บริหาร คิดกลยุทธ์ที่ไม่ใช่แค่ดีบนกระดาษ แต่ขับเคลื่อนได้จริง และปรับตามพฤติกรรมการใช้เงินของคนในยุคที่ทุกอย่างทำได้ผ่านมือถือ แม้กระทั่งธนาคารเองยังไม่ต้องมีสาขาอีกต่อไป
เพราะ Well-Being ไม่ใช่แค่การมีสุขภาพดี แต่คือการมีชีวิตที่ดีและมั่นคงในทุกมิติ HR จึงไม่ใช่แค่ผู้ดูแลผลประโยชน์พนักงานอีกต่อไป แต่คือตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง (Well-Being Catalyst) ที่จะช่วยให้องค์กรกลายเป็นพื้นที่ที่คนอยากอยู่ ทำงาน และเติบโตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะมีธนาคารอยู่ใกล้หรือไม่ก็ตาม
5.Human V.S. AI ใครจะอยู่ ใครจะไป ตำแหน่งไหนรอด ทักษะไหนรุ่ง ปรับตัวอย่างไรให้ได้ไปต่อในยุค AI

ยิ่ง AI พัฒนาเร็วติดจรวด คำถามสำคัญคือ อาชีพไหนจะอยู่หรือไป อาชีพไหนต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอดบ้าง ?
เวทีเสวนานี้ คุณนกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ จาก Conicle, คุณอภิชาติ ขันธวิธิ จาก Q Gen Consultant และเพจ HR The NextGen และคุณกษิดิศ สตางค์มงคล จาก DataRockie ต่างมีมุมมองแตกต่างแต่ชัดเจนตรงกันว่า ไม่ว่าอาชีพไหนก็ต้องปรับตัว หากอยากรอดในยุคของ AI ที่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป เพราะมันอยู่ตรงหน้าเราแล้ว
เริ่มจากอาชีพยอดฮิตอย่างเซลส์ แม้คุณนกรณ์มองว่าอาชีพนี้น่าจะรอด เพราะยังต้องใช้ความสัมพันธ์และทักษะที่ AI ทดแทนยาก แต่เศรษฐกิจซบเซาอาจทำให้ไม่รุ่ง ส่วนคุณอภิชาติเสริมว่าหลายองค์กรเริ่มใช้เทคโนโลยีมาช่วยขายมากขึ้น นวัตกรรมกำลังลดบทบาทเซลส์แบบดั้งเดิม คนที่อยู่รอดคือคนที่ผสานพลังกับ AI ได้ กล้าใช้ AI เป็นผู้ช่วย แล้วเกลางานให้มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ดีขึ้น
คุณกษิดิศให้มุมมองชวนคิดว่า ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครบอกได้ชัดว่าอาชีพไหนร่วงหรือรุ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะพัฒนาตัวเองอย่างไรในช่วงเวลานี้ แต่ที่แน่นอนคือ ถ้าไม่ปรับตอนนี้ คือนับถอยหลังสู่การร่วงไปแล้ว งานที่ต้องใช้วิจารณญาณหรือปฏิสัมพันธ์สูงอย่างขายตรงหรือสร้างสรรค์อาจยังปลอดภัย แต่หลายงานที่สามารถถูกแทนได้ ก็ต้องพร้อมปรับบทบาททันที
ด้านสาย Developer ซึ่งเคยรุ่งสุดในยุคเทค คุณกษิดิศยกตัวอย่างชัดเจนว่า แม้แต่ทีม AI ของ Microsoft ยังถูกเลย์ออฟ เพราะฉะนั้นความเก่งไม่การันตีความอยู่รอด คนที่รอดต้องเป็นเจ้าของความรู้ เป็นผู้สร้าง ไม่ใช่แค่ผู้ใช้เทคโนโลยี ส่วนคุณนกรณ์เห็นว่าอาชีพ Tech Developer ยังมีอนาคตถ้าเก่งจริง เพราะ AI จะช่วยเพิ่ม Productivity ได้ แต่ก็ต้องเร่งพัฒนาทักษะ มิฉะนั้นจะแค่รอดชั่วคราว ไม่ใช่รอดตลอดไป
แต่ไฮไลต์ของเวทีนี้อยู่ที่อาชีพ HR ที่หลายคนไม่กล้าถามว่ารอดไหม ? คุณอภิชาติแยกชัดว่า งาน HR สาย Admin มีแนวโน้มร่วงแน่นอน เพราะ AI สามารถจัดการงานเอกสาร ซ้ำซาก ได้แม่นยำและถูกกว่า แต่ HR สายกลยุทธ์จะรอดและรุ่งถ้าเปลี่ยนบทบาทเป็น AI Enabler และ Change Champion คนที่พาองค์กรไปข้างหน้า พร้อม AI อย่างมีแผน มีหัวใจ
สุดท้าย คุณนกรณ์เน้นว่า HR ยุคใหม่ต้องดูแลทั้งคน และ AI ต้องเข้าใจทั้งความต้องการของมนุษย์ และความสามารถของเทคโนโลยี ถ้า HR ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ ความสัมพันธ์ในองค์กรจะเสียหาย และคุณค่าของ HR จะค่อย ๆ หายไป แต่ถ้าทำได้ HR จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์กรรอดไปพร้อมกันทุกคน
6.Experience Design & Culture Roadmap: Tech, Engagement and Productivity Challenges

หัวข้อสุดท้ายที่ HREX ได้ฟังในวันนี้ เป็นทัศนะของ 2 ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลอย่างคุณศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ จาก True Corporation และคุณจิตติยา ธรรมสรณ์ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ชวนเราทบทวนว่า Human Wisdom เป็นหัวใจสำคัญเสมอ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง Experience Design และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
คุณศรินทร์ราอธิบายว่า ต่อให้มี AI หรือปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวช่วย แต่ Human Wisdom จะต้องไม่หายไป วัฒนธรรมองค์กรและ Mindset ของคนในองค์กรจะทำให้องค์กรหมุนไปได้ด้วยความยั่งยืน การมี Productivity ที่ดีจาก AI นั้นสำคัญ แต่การมี Critical Thinking, Soft Skills และการตัดสินใจที่ถูกต้อง คือสิ่งที่ AI ยังแทนไม่ได้ และผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง
ทางด้านคุณจิตติยาเสริมว่า องค์กรต้องมองแบบ Outside-In เมื่อจะเลือกใช้เทคโนโลยีใด ๆ มาปรับใช้ในองค์กร และต้องฟังเสียงพนักงานก่อน จากนั้นค่อยดีไซน์ประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละเจนเนอเรชัน โดยเฉพาะองค์กรที่มีทั้ง Gen X ถึง Gen Z อยู่ร่วมกัน สิ่งสำคัญคือ HR ต้องเข้าใจความต่าง และใช้ทั้งเทคโนโลยีและใจในการออกแบบ Employee Experience ที่ตอบโจทย์ได้จริง ไม่ได้ให้เป็นแค่เรื่องสวยหรูบนหน้ากระดาษ
ทั้งนี้ การออกแบบวัฒนธรรมองค์กรและเส้นทางการทำงานของพนักงาน ต้องเริ่มจากการรู้ว่าทิศทางธุรกิจจะไปไหนใน 3 ปีข้างหน้า มีคนรุ่นใหม่เข้ามา คนรุ่นเดิมยังอยู่ แล้วจะทำให้เขาทำงานร่วมกันอย่างไร ? จะสร้างอาชีพใหม่ในองค์กร จะปรับบทบาทของคนเพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คือหน้าที่ของ HR ที่ต้องคิดล่วงหน้า ไม่ใช่แค่รอให้เทคโนโลยีมาแทนก่อนแล้วค่อยปรับ
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องใหญ่ การสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของ HR ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จอย่างแท้จริง หากเราสื่อสารให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เขาจะได้รับคืออะไร HR ต้องเป็นผู้ปูทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเกิดวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ยั่งยืน และเมื่อระบบใด ๆ ก็ตามติดตั้งได้ผลแล้ว อย่าหยุดเด็ดขาด ต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นสิ่งดี ๆ จะไม่เกิดผลระยะยาว
สุดท้าย ทั้งคู่ต่างเห็นพ้องว่า วัฒนธรรมองค์กรจะไม่มีวันแข็งแรง หากไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน HR ต้องเป็น Culture Ambassador ที่ไม่เพียงเข้าใจเทคโนโลยี แต่ต้องเข้าใจคนและความรู้สึกด้วย เพราะแม้เราจะวิ่งไปกับ AI ได้ไกลแค่ไหน แต่ถ้าคนในองค์กรไม่รู้สึกว่าเขามีส่วนร่วม ก็ไม่มีทางที่องค์กรจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างแท้จริง


