
ยุคของการพัฒนาคนด้วยหลักสูตรสำเร็จรูปกำลังกลายเป็นอดีต เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนเกมการเรียนรู้ในองค์กรครั้งใหญ่
ELSA แพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย AI จึงถือโอกาสจัดงานเสวนา Panel Discussion: Powers Scalable and Personalized People Growth with AI Agent เพื่อหาแนวทางการใช้ AI Agent ในการพัฒนาศักยภาพคนอย่างตรงจุดและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีผู้นำในวงการเทคโนโลยีและ HR ไม่ว่าจะเป็น
- คุณ สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ Managing Director & Executive Director จาก SiS Distribution (Thailand) PCL.
- คุณ โชติจิณณ์ วีระเสรีวัฒนะ Director of Business Development Thailand จาก ELSA
- คุณ สหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager จาก HREX
ใครพลาดงานเสวนานี้ไปไม่เป็นไร HREX สรุปสาระสำคัญมาให้ได้อ่านกันแล้ว ดังนี้
AI Agent ขุมพลังใหม่ขับเคลื่อนศักยภาพคนในองค์กร
คุณโชติจิณณ์ เริ่มเล่าปูมหลังว่า เส้นทางของเทคโนโลยีการเรียนรู้ดินทางมาไกลจากการเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิม มาสู่ยุค e-Learning, Virtual Classroom และปัจจุบันคือยุคของ Agentic AI หรือยุคที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถสื่อสาร ตอบสนอง และปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้แบบเรียลไทม์
ด้วยความก้าวหน้าของโมเดลภาษา LLM และการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่าง ELSA ที่ใช้ AI Agent ช่วยปรับบทเรียนตามน้ำเสียงและปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียน คุณโชติจิณณ์ยังมองว่า ในอนาคตที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป วิวัฒนาการใหม่จะมาในรูปแบบ AGI (Artificial General Intelligence) และ Quantum Computing ที่จะยกระดับการเรียนรู้ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น
ด้านคุณสมชัย เสริมภาพรวมของ AI ด้วยการปูพื้นความเข้าใจเกี่ยวกับข้อจำกัดในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการแปลภาษาที่ไม่รู้บริบท หรือความเข้าใจภาพที่ยังมีข้อผิดพลาด แต่ปัจจุบัน AI เรียนรู้จากข้อมูลมหาศาลเร็วขึ้น ง่ายขึ้น สามารถวิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงาน ไปจนถึงการให้เหตุผลที่มีความเป็นเหตุเป็นผลขึ้น สิ่งที่สำคัญที่นำพา AI มาถึงจุดนี้คือมันเรียนรู้จาก Data ที่เราป้อนให้ และหากผู้ใช้สามารถสื่อสารได้ชัดเจน AI ก็จะให้คำตอบที่แม่นยำและเป็นประโยชน์มากขึ้น
ความสามารถของ AI ในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่การตอบคำถามหรือช่วยคิด แต่รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม Productivity ของคนอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าหากใช้ AI อย่างเหมาะสม และผู้ที่ยังไม่เริ่มต้นใช้ หรือไม่มีความคิดว่าจะใช้ AI ช่วยงานจะเสียเปรียบมากในการทำงานในอนาคต เพราะ AI สามารถเข้ามาช่วยคิด ช่วยทำ และช่วยวิเคราะห์ได้ดีกว่ามนุษย์ในบางด้านอย่างชัดเจน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้งานยังคงต้องควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย ไม่สามารถอ้างอิงข้อมูลจาก AI ได้แบบเพียว ๆ
AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่องค์กรควรมี แต่คือคู่คิดที่จะช่วยให้การพัฒนาคนในองค์กรเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย เป็นระบบ และยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงในวันนี้อาจยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สำหรับองค์กรที่กล้าปรับตัวและลงมือทดลอง AI Agent จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่การเติบโตครั้งใหม่ ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร
อยากใช้ AI พัฒนาคนในองค์กร ต้องเริ่มอย่างไร ?
แม้ AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานคนจำนวนมาก แต่พอเป็นงาน HR การใช้จริงกลับมีความคลุมเครือในหมู่ผู้บริหารและ HR หลายคน ทั้งกลัวว่า AI จะมาแทนคนหรือไม่ ? และองค์กรของเราเหมาะจะใช้ AI แล้วหรือยัง ?
คุณสหธร ได้ถ่ายทอดมุมมองว่า จากประสบการณ์ตรงที่เคยพูดคุยกับ HR จำนวนมาก HR ส่วนใหญ่รู้สึกไม่แน่ใจและกลัวว่าจะควบคุมมันได้ไหม รวมถึงไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นใช้ AI อย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน
นอกจากนั้นยังมองว่า AI เป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของฝ่าย IT หรือองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง AI เข้าถึงง่ายขึ้น มีต้นทุนต่ำลง หากองค์กรไหนผู้บริหารและ HR ยังกังวลสามารถสร้าง Sandbox ภายในองค์กร และให้พนักงานส่วนหนึ่ง มาร่วมลองผิดลองถูก เรียนรู้ไปด้วยกันก่อน ขอเพียงองค์กรรู้ว่าอยากใช้ AI ช่วยงานอะไร แก้ปัญหาอะไรกันแน่ เช่น ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน หรือใช้วัดผลความก้าวหน้าของพนักงานในระยะยาว ซึ่งการวัดผลเหล่านี้สามารถประเมินได้จากทั้งความเร็วในการทำงาน และคุณค่าการพัฒนาในระยะยาว
คุณโชติจิณณ์ เสริมว่าความเข้าใจผิดที่เขาพบมากที่สุดมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่
- มองว่า AI เป็นแค่หุ่นยนต์สอนหนังสือที่โต้ตอบเชิงเดียว
- เชื่อว่าการเรียนกับ AI ขาดมิติด้านอารมณ์และมนุษยสัมพันธ์
- เข้าใจผิดว่าการใช้ AI ต้องมีทักษะเฉพาะหรือจับต้องยาก ทั้งที่ในความเป็นจริง AI อย่าง ELSA สามารถสอนภาษาได้ตั้งแต่แม่บ้านจนถึงผู้บริหาร โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน ที่สำคัญคือยังช่วยลดต้นทุนขององค์กรได้มากกว่าการจ้างครูสอนแบบตัวต่อตัวถึง 80% และให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเมื่อนำไปใช้จริง
การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงแค่การวางระบบ แล้วปล่อยให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ต้องมีการออกแบบระบบติดตามผล การวางเป้าหมายการเรียนรู้ และการกำกับให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการออกกำลังกายที่ต้องทุ่มเท และใช้เวลาจึงจะเห็นผล
สุดท้ายแล้ว ทุกองค์กรมักตั้งคำถามว่าใช้ AI แล้วคุ้มไหม ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่วิธีการนำไปใช้ หาก AI ถูกออกแบบให้เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเสริมศักยภาพ ไม่ใช่ผู้มาแทนที่ และหากองค์กรกล้าที่จะเริ่มต้นทดลอง เรียนรู้ และวัดผลอย่างเป็นระบบ ก็จะเห็นว่า AI ไม่ได้มาแย่งงานคน แต่กลับมาเสริมให้คนเก่งขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และพร้อมต่อการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน
Personalized Learning ในองค์กรใหญ่ เป็นไปได้แค่ไหน?
หนึ่งในความท้าทายขององค์กรขนาดใหญ่ มีพนักงานจำนวนมาก และความหลากหลายทั้งในด้านทักษะ ประสบการณ์ และเป้าหมายย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คำถามที่องค์กรใหญ่มักพบก็คือ สามารถเอา AI มาใช้เสริมการเรียนรู้ทุกคนได้จริงไหม ?
Manager ของ HREX ชี้ว่าการใช้แนวทาง One Size Fits All หมดยุคไปแล้ว คอร์สเรียนหรือโปรแกรมพัฒนาแบบเดียวกันให้กับพนักงานทุกคนอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้ คือต้องมีข้อมูล (Data) ที่เพียงพอ มีระบบ Knowledge Management ที่ยืดหยุ่น เหมาะสม จะช่วยให้แม้อยู่ภายใต้โครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ ก็สามารถออกแบบระบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคนได้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอีกประการคือ ทัศนคติของพนักงานเอง คุณโชติจิณณ์เสริมว่าเมื่อพนักงานต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษใหม่ หลายคนมักไม่ยอมเรียนเพราะรู้สึกว่าไม่มีเวลา หรือมองว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมีผลโดยตรงต่อโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงาน

แก้ปัญหา AI ไม่ใช่แก้เรื่องเทคโนโลยี แต่แก้ที่ความรู้สึกของคน
ยิ่งธุรกิจต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศักยภาพพนักงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรคือเรื่องที่ต้องทำ คำถามใหญ่ที่พบเจอได้ในหลายองค์กรก็คือ AI จะมีบทบาทอย่างไรในภารกิจนี้ ?
คุณสหธร มองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Stage ของธุรกิจ หากองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การวัด ROI ทันที แต่คือการทดสอบว่า AI สามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ เช่น ช่วยลดเวลาทำงาน หรือทำให้ทีมสามารถส่งมอบงานได้เร็วขึ้น ก่อนที่เมื่อองค์กรเติบโตมากขึ้น AI จะสามารถต่อยอดสู่การสร้างธุรกิจใหม่ หรือช่วยปรับโฟกัสกลยุทธ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้นได้
อีกสิ่งที่หลายองค์กรต้องเตรียมพร้อมพนักงานคือ Mindset โดยทำให้พวกเขาไม่กลัวว่า AI จะมาแทนที่บทบาทของตัวเอง เพราะในความจริง AI เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น และเป็นเพียงอีกหนึ่งพัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีมาตลอดหลายสิบปี เป้าหมายของการใช้ AI ไม่ใช่การตัดคนออกจากระบบ แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถของคนในระบบให้มากที่สุด ซึ่งองค์กรควรสื่อสารเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วย
ส่วน Managing Director ของ SiS Distribution เห็นด้วยว่า ปัญหาของ AI ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นความรู้สึกของคนต่างหาก เมื่อพนักงาน โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากแล้วรู้สึกว่า AI คือของใหม่ที่เข้าใจยาก ความกลัวจึงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ยิ่งหากพนักงานต้องทำงานซ้ำ ๆ ไม่ได้ใช้ทักษะเชิงกลยุทธ์มากนัก ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอาจถูกแทนที่ได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เขาขอให้คำแนะนำว่า ผู้บริหารควรมองว่านี่คือโอกาสในการยกระดับคนในองค์กร ให้เปลี่ยนจากแรงงานธรรมดา ไปเป็นพนักงานที่มีมูลค่า เมื่อนั้น AI จะเข้ามาแทนที่เราไม่ได้ และทำให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นด้วย
สุดท้าย ตัวแทนจาก ELSA กล่าวสรุปว่า อย่าเพิ่งตัดสินว่า AI ดีหรือไม่ ก่อนจะได้ลิ้มลองด้วยตัวเอง เพราะเมื่อพนักงานได้สัมผัสว่า AI ช่วยให้เขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานมากขึ้น และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพชัดเจนขึ้น ความกลัวจะค่อย ๆ จางหายไป และเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ทำให้องค์กรไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล

