
ตลาดแรงงานไทยปี 2025 เปลี่ยนตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ใครคาดคิด ดังนั้นเพื่อจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงที CareerVisa Thailand จึงจับมือกับ JobThai จัดงาน Next Move: Career Trends & Skills in Thailand: 2025 Onward งานเปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มตลาดแรงงานประจำปี พร้อมรวมผู้นำองค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมมาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ตรงในเวทีเสวนาสุดเข้มข้น
หาก HR ท่านใดพลาดงานนี้ไป HREX สรุปทุกประเด็นสำคัญที่ HR และผู้นำองค์กรไม่ควรพลาดมาให้ได้อ่านกันแล้ว ติดตามได้ในบทความนี้เลย
Next Move #1 Background and Key Findings of the Report by CareerVisa

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานยุคใหม่ CareerVisa ได้เปิดเวทีด้วยข้อมูลสำรวจที่น่าสนใจจากกลุ่มตัวอย่าง 305 คน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 21-30 ปี และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี พบว่ารูปแบบการทำงานที่คนรุ่นใหม่ปรารถนามากที่สุดคือ ไฮบริด (Hybrid) ถึง 43.9% เพราะแม้จะชอบความยืดหยุ่น แต่ก็ยังอยากเข้าสำนักงานเพื่อพบเจอเพื่อนร่วมงาน ขณะที่รองลงมา 39.3% เลือกแบบ Remote เต็มรูปแบบ และมีเพียง 17% ที่ยังต้องการทำงานแบบ Onsite เต็มตัว
เมื่อถามถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกงาน คำตอบที่ได้มีความหลากหลาย แต่หลัก ๆ แล้วมี 5 อย่างที่กลุ่มตัวอย่างจะให้ความสำคัญมากที่สุดเวลาหางานคือ รายได้ต้องดี ตามด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร สวัสดิการที่เหมาะสม รวมถึงการมี Work-Life Balance และความยืดหยุ่นในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนอาจเจองานที่ใช่แล้ว แต่ก็เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตจนต้องลาออกแบบ Naked Resignation หรือลาออกโดยไม่มีงานรองรับ สิ่งที่พนักงานรับไม่ได้คือการถูกเอาเปรียบให้ต้องทำงานเกินขอบเขต การไม่เปิดรับความคิดเห็นของคนในองค์กร การได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าความคาดหวัง การทำงานที่ขาดความเป็นมืออาชีพและไม่มีระบบที่ชัดเจน และการมี Work ไร้ Balance
ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเทคโนโลยี AI การเมือง เศรษฐกิจ และสุขภาพ คนรุ่นใหม่จึงใส่ใจและพัฒนาทักษะ Hard Skills มากขึ้น แม้ทุกวันนี้เราจะพูดถึงทักษะด้าน AI เยอะมาก แต่ความสามารถด้าน AI กลับไม่ใช่ทักษะที่ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะคนรุ่นใหม่ให้ค่าน้ำหนักไปที่ทักษะการใช้โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับงาน (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงถึง 56.6%) ตามด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ การวางแผนธุรกิจ ทักษะภาษาที่สาม และทักษะการสืบค้นข้อมูล
ส่วน Soft Skills คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ละเลยแต่อย่างใดเพราะมองว่า การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น คือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ต่อการเติบโตของเส้นทางอาชีพ
ผลสำรวจของ CareerVisa ยังพบว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังต้องการความมั่นคงจากงานการมีประจำที่ใช่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะทำควบคู่กับงาน Freelance โดยช่องทางหางานประจำที่พวกเขาใช้เยอะที่สุด 3 อันดับแรกก็คือแพลตฟอร์มหางาน เว็บไซต์ของบริษัทต่าง ๆ ที่เปิดรับผู้สมัคร และ Social Media
Next Move #2 Workforce Insights 2025 by JobThai

Session ต่อมา คราวนี้คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ COO และผู้ร่วมก่อตั้ง JobThai เปิดเผยพฤติกรรมสุดอินไซต์ของผู้สมัครงานผ่านแพลตฟอร์ม JobThai ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2025 ซึ่งสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของแรงงานไทยยุคดิจิทัลได้อย่างชัดเจน
โดย 74% ของผู้ใช้งาน JobThai เข้าแพลตฟอร์มผ่านมือถือ ขณะที่ผู้ใช้ผ่าน Desktop อยู่ที่ 20% และมีเพียง 6% เท่านั้นที่คลิกสมัครงานผ่าน Application
เมื่อพิจารณาคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่คนมักใช้บน JobThai ผลออกมาพบว่า คนหางานที่ “หยุดเสาร์-อาทิตย์” เยอะสุด ตามด้วย “งานรับเด็กจบใหม่” สะท้อนความต้องการ Work-Life Balance และโอกาสสำหรับ First Jobber โดยมีคำค้นอย่าง “งานภาษาจีน” และ “นักศึกษาฝึกงาน” โผล่ขึ้นมาเป็นสัญญาณการเตรียมตัวสู่โลกการทำงานที่เปิดกว้างขึ้น
ที่น่าสนใจคือช่วงเวลาที่คนมักจะหางานใหม่เยอะที่สุด คือวันจันทร์ตอน 11 โมงเช้า หมายความว่าคนจำนวนมากกำลังมองหาโอกาสใหม่ขณะทำงานอยู่ที่เดิม และวันเสาร์-อาทิตย์กลับเป็นช่วงที่มีการหางานต่ำที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีคนหางานตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนว่าความกังวลเรื่องอาชีพได้กลายเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอนอยู่ทุกเวลา
ในมุมขององค์กร 5 ธุรกิจที่เปิดรับสมัครมากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก ยานยนต์ ธุรกิจบริการ และก่อสร้าง ขณะที่สายงานที่คนสมัครมากที่สุด ได้แก่ ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และ Electronics ซึ่งบางอุตสาหกรรมยังขาดคนแม้จะเปิดรับจำนวนมาก แสดงถึงการไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน
อีกประเด็นที่ JobThai ค้นพบคือ ทั้ง HR และคนหางานต่างพบความท้าทายในฝั่งของตัวเอง HR ต้องเจอทั้งการแข่งขันในการหาคนที่สูง ความยากกว่าจะหาคนที่มีทักษะตรงตามต้องการ และกระบวนการคัดเลือกที่ใช้เวลานานจนทำให้ต้องสูญเสียคนที่ใช่ไป
ด้านคนหางานเองก็ไม่มั่นใจในคุณสมบัติของตัวเอง กลัวว่าใบสมัครของพวกเขาจะไม่โดดเด่นสู้คนอื่น และยังเจอปัญหาค่าตอบแทนไม่ตรงใจ ที่สำคัญ หลาย ๆ คนสมัครงานไปแล้วแต่ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับเลย
สุดท้าย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนลาออกก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ได้แก่ ขาดโอกาสเติบโต ขาดสมดุลชีวิต ทำงานแล้วเครียด รายได้ไม่คุ้มค่า และสวัสดิการไม่ตอบโจทย์ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนทำงาน แต่เป็นสัญญาณให้ทุกองค์กรต้องเร่งปรับตัว หากอยากรักษาคนเก่งให้อยู่กับทีมได้นานขึ้น
Next Move #3 Navigating Thailand’s Workforce Challenges: Strategies for 2025 and Beyond

Session นี้ได้รับเกียรติจาก 3 ผู้บริหารคนเก่งจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ (COO และผู้ร่วมก่อตั้ง JobThai), คุณปตุพร บาลเย็น (AVP Recruitment, Bangkok Bank) และคุณสุชญา ปาลีวงศ์ (HR Director, Shopee) มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในโลกแรงงานปี 2025 ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และความคาดหวังที่สูงขึ้นจากทั้งฝั่งพนักงานและนายจ้าง
คุณปตุพร เล่าว่าหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพเจอผลกระทบทั้งจากภายในและภายนอก นำโดยโรคระบาด และเทคโนโลยีที่เข้ามา Disrupt อย่างรวดเร็ว จึงต้องเร่งปรับแผนธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือ เพราะถ้าคนไม่พร้อม องค์กรก็ไปต่อไม่ได้
ส่วน Shopee ก็เผชิญกับความท้าทายให้ต้องทำงานและปรับตัวอย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งการปรับตัวของคนเจนใหม่และเจนเก่า พร้อมเน้นการทำงานแบบ Agile และต้องทำความเข้าใจความต้องการเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงานของพนักงาน โดยไม่ลดประสิทธิภาพงาน
Shopee ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนคนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
- Exposure – เปิดโอกาสให้เห็นการทำงานระดับภูมิภาค
- Empower – ให้พื้นที่ลองผิดลองถูก พร้อมฟีดแบ็กสร้างสรรค์
- Impact – ใช้เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์เชิงบวก
ขณะที่ JobThai ก็เห็นตรงกันว่า การส่งเสริมให้คนเรียนรู้ตลอดชีวิต คือหัวใจของความยั่งยืนในองค์กรยุคใหม่ พร้อมแชร์ว่าการดูแลพนักงานแบบ Tailor-made หมายถึงหัวหน้าต้องเข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละคน แล้วเติมเต็มทักษะของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยคอร์สออนไลน์ คอร์สที่เกี่ยวกับ AI หรือการเรียนรู้แบบเฉพาะทาง พร้อมจัดเวิร์กชอปหลากหลายตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีไปจนถึงสุขภาพ โดยยึดหลักว่าองค์กรที่ดีคือองค์กรที่ไม่หยุดพัฒนาคน และผู้นำเองก็ต้องมีความกล้าพอที่จะยอมรับว่าพวกเขามีเรื่องที่ไม่รู้เหมือนกัน เพื่อจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกับพนักงานทุกคน
เมื่อถามถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่องค์กรควรทำในปีนี้ ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า “AI” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว แต่คือเครื่องมือที่ต้องเข้าใจและใช้อย่างชาญฉลาด
คุณสุชญา มองว่าเราต้องรู้ว่าเมื่อไรควรใช้ AI และเมื่อไรควรใช้คน ส่วนคุณปตุพร ย้ำถึงการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและยั่งยืน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ไม่ให้หมดไปพร้อมกับการเกษียณ และ JobThai เสริมว่า หัวใจคือการทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าของการพัฒนา เพื่อให้องค์กรไทยก้าวไปสู่แนวหน้าได้จริง
คนคือหัวใจขององค์กร และการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ไม่แน่นอนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากองค์กรไม่เริ่มจากการลงทุนในทักษะ ความเข้าใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะความเปลี่ยนแปลงไม่เคยรอใคร
และคนที่พร้อมปรับตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอดและเติบโตอย่างแท้จริง
Next Move #4 Building the Employer of Choice: What the New Generation Truly Want

เวทีสุดท้ายของงานได้รับเกียรติจาก 3 ผู้นำจากองค์กรใหญ่ SCB, Thai Honda และ CP Axtra มาแชร์เคล็ดลับการ Building the Employer of Choice ว่าอะไรที่ทำให้คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย และองค์กรควรปรับตัวยังไงเพื่อไม่ให้ตกขบวนแรงงานคุณภาพในปี 2025 เป็นต้นไป
คุณวสันต์ สินพิทักษ์สกุล Group Chief People Officer, CP Axtra เริ่มต้นด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่าอดีตไม่สามารถการันตีอนาคตได้ ต่อให้เมื่อก่อนแบรนด์โลตัสและแม็คโครของ CP Axtra จะเคยประสบความสำเร็จเพียงใด ถ้าองค์กรไม่ฟังคนรุ่นใหม่ กลัวความล้มเหลว จนเลือกทำสิ่งเดิม ๆ อยู่กับที่ ก็ยากจะดึงดูดพนักงานที่มีใจอยากสร้างสิ่งใหม่ได้ องค์กรที่อยากเติบโตต้องกล้าให้พื้นที่พวกเขาลองผิดลองถูก
ส่วนคุณวรรณพร ศรีวัฒนางกูร VP, People Communication & Employer Branding จาก SCB ที่มีอายุยาวนานกว่า 120 ปี ก็ไม่หยุดนิ่งในการปรับตัว ธนาคารพยายามสื่อสารจุดแข็งของการเป็นองค์กรที่มั่นคง ควบคู่กับการทรานส์ฟอร์มไปสู่ยุค Digital Bank with Human Touch ไม่ใช่แค่เติบโตแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการใส่ใจเรื่องคน ใส่ใจลูกค้า และเตรียมพนักงานให้พร้อมเปลี่ยนผ่านด้วยการ Upskill-Reskill อยู่เสมอ เพราะความเปลี่ยนแปลงจะไม่มีวันหยุดรอใคร
ในมุมของ คุณมนสิชา สังข์สุวรรณ General Manager จาก Thai Honda เน้นย้ำว่าแม้องค์กรจะมีภาพลักษณ์แบบญี่ปุ่นที่ดูเคร่งครัด แต่จริง ๆ แล้วให้ความสำคัญกับคนเป็นหัวใจหลัก ไม่ใช่แค่การสร้างนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์อันดับหนึ่งในไทย แต่ยังดูแล Well-Being พนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งการช่วยเหลือครอบครัว การมีแพลตฟอร์มสื่อสารข้ามภาษา ไปจนถึงการส่งเสริมให้พนักงานมีพื้นที่ปล่อยของ และได้รับการยอมรับที่เป็นรูปธรรม
เมื่อพูดถึงเทรนด์สำคัญในยุค AI ทุกคนเห็นตรงกันว่าทักษะที่องค์กรต้องการไม่ใช่แค่ความรู้เทคนิค แต่รวมถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์จริง CP Axtra ชูว่า ใครไม่ใช้ AI ก็เหมือนเดินช้ากว่าคนอื่น และองค์กรเองก็ต้องออกแบบระบบที่ใช้ข้อมูล ช่วยให้คนตัดสินใจดีขึ้น พร้อมส่งเสริมให้พนักงานกลายเป็น Talent 5.0 ที่เก่งทั้งเทคโนโลยีและพร้อมเติบโตอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย เมื่อให้เลือก 1 สิ่งที่จะใช้สร้างแบรนด์นายจ้างให้คนรุ่นใหม่อยากมาร่วมงาน ตัวแทนจากทั้ง 3 องค์กรให้คำตอบที่ต่างกันแต่ทรงพลัง
CP Axtra เน้นความจริงใจในตัวตน ว่าองค์กรต้องชัดเจนในเอกลักษณ์ของตนแล้วสื่อสารออกไปให้ตรงกลุ่ม ด้าน Thai Honda ชูวัฒนธรรมและพฤติกรรมร่วม ที่เริ่มจากการสังเกตและเข้าใจเจนใหม่ แล้วหลอมรวมทุกคนทุกช่วงวัยเข้าหากัน
ขณะที่ SCB มองว่าความจริงใจคือหัวใจ แม้เราอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่พร้อมให้โตไปด้วยกันในวัฒนธรรมที่ให้ความรู้สึกแบบองค์กรสตาร์ทอัพ แต่มอบความมั่นคงให้กับพนักงานได้เสมอ สมกับเป็นธนาคารที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน

