Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากงาน #6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

#6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

เมื่อ Harmony (ความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) กลายเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนองค์กรในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน HREX จึงจัดงาน #6 Roundtable: CHRO & HR Director Forum เพื่อให้เหล่าผู้นำด้านทรัพยากรมนุษย์จากองค์กรชั้นนำของไทยได้ล้อมวงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เข้มแข็งแต่ยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

งานนี้ไม่ใช่แค่การอัปเดตเทรนด์ HR แต่เป็นการก้าวเข้าไปสัมผัสหัวใจของการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง

หากผู้นำ HR ท่านใดพลาดงานนี้ไป HREX ได้สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจไว้ให้แล้ว ติดตามได้เลยในบทความนี้

รีแคปสถานการณ์ HR และความสำคัญของ Harmony

#6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

Harmony ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในค่านิยมองค์กร นี่คือสิ่งจำเป็นที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ

คุณ ณัฐวุฒิ กุลแก้ว, Community Management จาก HREX ได้เปิดเวทีเสวนาด้วยการชี้ให้เห็นว่า Harmony เป็นหนึ่งในคุณค่าที่มักปรากฏอยู่ใน Core Value ของแทบทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือเล็ก สัญชาติไทยหรือต่างชาติ ต่างก็เผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ความกลมกลืนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องแสวงหา เพื่อรักษาสมดุลและเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

ด้วยเหตุนี้ งาน #6 Roundtable: CHRO & HR Director Forum จึงถูกจัดขึ้นเพื่อตั้งคำถามและร่วมกันหาคำตอบว่า เราจะสามารถสร้าง Harmony ในองค์กรได้อย่างไรให้พอดี ทั้งกับบริบทขององค์กร ทีมงาน และตัวบุคคล เพื่อให้จิ๊กซอว์เล็กใหญ่ในองค์กรประกอบกันได้อย่างลงตัว 

นอกจากการแชร์ประสบการณ์จากผู้นำ HR เวทีนี้ระดมความคิดเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้จริง เพราะหนึ่งในคำถามคลาสสิกที่คนทำงาน HR มักเจอคือ จะสร้าง Harmony ยังไงให้เหมาะสมกับบริบทของเรา ?

HREX จึงหวังว่าการล้อมวงเสวนาครั้งนี้ จะไม่ใช่แค่คำตอบของคำถามนั้น แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดแนวคิด และนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กลมกลืน แข็งแรง และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

Co-Working Space กับ Future of Harmony

#6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

Co-Working Space นอกจากเป็นพื้นที่ทำงาน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สร้าง Harmony ให้เกิดขึ้นจริง 

คุณ ปรินท์ สารสิน Activation & Value Creation Senior Manager จาก Glowfish ได้แชร์แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบพื้นที่ของ Glowfish ว่า เขาอยากให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทำงานก็ได้ เล่นก็ได้ และเติบโตไปด้วยกันได้ โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต หรือที่เรียกว่า Work-Life Harmony ที่ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จงาน แต่ยังต้องมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และกับคนที่ทำงานร่วมกันด้วย

Glowfish ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ Co-Working Space แต่เป็น Community ที่หลอมรวมผู้คนหลากหลายให้มาอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ผู้ใช้งานสามารถมีความสุขระหว่างการทำงาน และยังต่อยอดความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมหลังเลิกงาน เช่น การแฮงเอาท์หรือร่วมเวิร์กชอป ทำให้เกิดสายสัมพันธ์และพลังบวกที่ส่งเสริมการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและองค์กร

คุณปรินท์ยังกล่าวเสริมว่า ความสำเร็จของพื้นที่แห่งนี้ไม่วัดจากขนาดเป็นตารางเมตร แต่จากคุณค่าของช่วงเวลาที่ผู้คนได้ใช้ร่วมกัน ทุกคนที่เข้ามาใน Glowfish จะได้ประสบการณ์ที่มากกว่าการเช่าโต๊ะทำงาน

เพราะที่นี่คือพื้นที่ของความทรงจำ การแบ่งปัน และการเติบโต เป็นต้นแบบของสังคมที่เขาเชื่อว่าเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้กลมกลืนกัน Harmony ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

Harmony by Design: How Happiness Science Builds Chief Harmony Officers

#6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

ดร. สฤกกา พงษ์สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบูรณาการงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่ หัวหน้า Happiness Science Hub ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC), MQDC ชวนคิดต่อว่า อะไรคือปัจจัยที่แท้จริงที่ช่วยขับเคลื่อน Performance ของพนักงาน และทำให้องค์กรมีความกลมกลืนมากขึ้น หนึ่งในคำตอบที่หลายองค์กรมองข้ามคือ การออกแบบพื้นที่ทำงานที่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการออกแบบเพื่อความรู้สึกที่ดี ความสัมพันธ์ และ Productivity ที่ยั่งยืน

หลายองค์กรนิยมใช้แนวคิด Open Plan และ Hot Seat ที่ให้พนักงานนั่งรวมกันในพื้นที่เปิด โดยหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการสื่อสารและความร่วมมือ แต่จากการสังเกตพฤติกรรมจริง พบว่า 70% ของพนักงานกลับพูดคุยกันน้อยลง ใส่หูฟังเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน และขาดสมาธิในการทำงาน ปัญหานี้สะท้อนว่า เราอาจกำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และการนั่งรวมกันไม่ได้เท่ากับเข้าใจกันเสมอไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือผลกระทบของ AI ต่อบรรยากาศในองค์กร ในปี 2025 เริ่มเห็นชัดว่า ผู้คนในองค์กรเริ่มขาดการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจริง ๆ หันไปถาม AI มากกว่า แม้กระทั่งในเรื่องที่ควรถามหัวหน้าโดยตรง บางองค์กรใช้ AI เพียงเพราะตามกระแส ขาดแนวทางชัดเจน ส่งผลให้ทำ Talent Management ทำได้ยากขึ้น ความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership) และความอยู่ร่วมกัน ร่วมไม้ร่วมมือกัน (Inclusive) ลดลง ขณะที่ความรู้สึกเหงากลับเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ

MQDC กำลังศึกษาคลื่นสมองของมนุษย์เพื่อเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า Work-Life Balance แบบสมบูรณ์แบบอาจไม่มีจริง แต่สิ่งที่ทำได้คือการออกแบบงานและสภาพแวดล้อมให้ยากพอดี เพราะงานที่ง่ายเกินไปจะน่าเบื่อ ขณะที่งานที่ยากเกินไปจะทำให้ท้อแท้ ดังนั้นการออกแบบที่ดีจะช่วยให้พนักงานรักษาสมดุล เค้นศักยภาพ และเพิ่ม Performance ได้ในระยะยาว

เพื่อให้ Harmony เกิดขึ้นได้จริงในองค์กร ดร. สฤกกา ได้ยกตัวอย่าง 7 องค์ประกอบที่ควรคำนึงในการออกแบบพื้นที่ทำงาน ดังนี้

  • พื้นที่ส่วนตัว: โต๊ะทำงานแบบส่วนตัวช่วยเพิ่ม Productivity และลดความเครียด การจัดกลุ่มควรไม่เกิน 2–5 คน
  • สีและความรู้สึก: ใช้สีขาว-น้ำเงินช่วยเสริมมู้ดในการทำงาน
  • พื้นที่สีเขียว: วางต้นไม้เล็ก ๆ ประมาณ 3 ต้น ช่วยลดความเครียด 8%, เพิ่ม Focus 20%, เพิ่ม Productivity 15%
  • อุณหภูมิห้อง: ควรอยู่ระหว่าง 20–24 องศาเซลเซียส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • ระดับเสียง: ไม่ควรเกิน 48 เดซิเบล เพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิ
  • คุณภาพอากาศ: ควรมีการระบายอากาศดี ระดับ CO₂ ไม่เกิน 1,000 ppm เพื่อความสดชื่น ลดความเหนื่อยล้า
  • แสงธรรมชาติ: พนักงานควรได้สัมผัสแสงแดดบ้าง ช่วยลดความเครียด 10%, ลดภาวะซึมเศร้า 20%, และเพิ่มคุณภาพการนอน

สุดท้าย ดร. สฤกกาเน้นย้ำว่า Harmony ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบด้วย เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยการออกแบบอย่างมีความเข้าใจ ทั้งด้านกายภาพ อารมณ์ จิตใจ และสังคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีและการทำงานที่มีคุณภาพ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ การมีผู้นำที่เข้าใจศาสตร์ของความสุข จึงอาจกลายเป็นบทบาทสำคัญขององค์กรแห่งอนาคต

 

Roundtable Discussion

#6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

HR จากองค์กรหลากหลายรูปแบบ และมีคนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นคุณ เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ CEO & Founder จาก Ultimate Destiny, คุณ สุภาพร บัญชาจารุรัตน์ Executive Director – Human Resources จาก Phyathai & Paolo Hospital Group และคุณ ณัฐกานต์ ครองผล Manager – Learning Solution Design, Banpu Academy มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และเคล็ดลับ สู่การสร้าง Harmony ในองค์กร

โดย คุณ สหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager จาก HREX ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

และนี่คือสาระสำคัญของ Roundtable Discussion: Future of Harmony

 

นิยามความหมาย Harmony คืออะไร ?

คุณสุภาพร มองว่า การสร้าง Harmony ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดห้อง หรือทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ใด ๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าพนักงานรู้สึกว่าอยากนั่งร่วมโต๊ะกับใคร และรู้สึกมีคุณค่ากับองค์กรหรือไม่

เธอย้ำว่า HR ต้องเริ่มจากการวางระบบที่เอื้อต่อความสัมพันธ์และความเข้าใจ ไม่ใช่การบังคับให้เกิด Harmony แต่สร้างเงื่อนไขให้มันเกิดขึ้นได้อย่างธรรมชาติ เพราะเมื่อคนในองค์กรรู้สึกมีคุณค่า ความกลมกลืนจะตามมาเอง

ในมุมมองของผู้นำสายสตาร์ทอัพอย่างคุณเชาวนนท์ มองว่า Harmony อาจเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูไม่น่าเกี่ยวข้องอย่างความเชื่อและวัฒนธรรมองค์กร แม้จะเป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การเปิดพื้นที่ให้คนได้สะท้อนตัวตน ได้รู้ว่าตัวเองขาดอะไร หรือต้องการอะไรผ่านเครื่องมือทางจิตวิญญาณ หรือแม้แต่สายมูในแบบที่องค์กรยอมรับ ก็ช่วยให้คนรู้จักตัวเองและเพื่อนร่วมงานมากขึ้น สุดท้ายจะเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น และนำไปสู่ความกลมกลืนในมิติที่ลึกกว่าแค่การทำงานร่วมกัน

ขณะที่คุณณัฐกานต์ อธิบายว่า Harmony ต้องเกิดจากความเชื่อใจมากกว่าความเหมือนกัน ในบริบทขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายสูงอย่าง Banpu การสร้างวัฒนธรรม Banpu Heart คือการให้เกียรติในความต่าง (Harmony of Diversity) พร้อมหลอมรวมความต่างนั้นผ่านวิสัยทัศน์เดียวกัน (Harmony in Vision) เพื่อให้ทุกคนเห็นทิศทางร่วมกัน เธอเน้นว่าเมื่อพนักงานเชื่อใจกัน เคารพกัน ความร่วมมือ (Harmony in Collaboration) ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เฉพาะภายในทีมเท่านั้น แต่ขยายออกไปสู่การทำงานข้ามสายงานด้วย

แม้แต่ละองค์กรจะมีวิธีการสร้าง Harmony ที่ต่างกันตามบริบท แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ HR คือผู้ออกแบบความกลมกลืนผ่านความเข้าใจ ความเมตตา และการมองมนุษย์อย่างเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่ทรัพยากร หากเราอยากให้องค์กรมีวัฒนธรรมที่ดี ก็ต้องเริ่มจากคนที่เชื่อว่าความเมตตาไม่ใช่จุดอ่อน และพร้อมส่งต่อพลังบวกให้กับคนรอบตัว เพราะ Harmony ที่แท้จริงนั้น เริ่มจากสายตา ท่าที และความรู้สึกของคนที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

 

ความท้าทายในการสร้าง Harmony

หนึ่งในความท้าทายหลักขององค์กรในช่วงที่ธุรกิจเติบโตคือ คนอาจไม่เติบโตไปพร้อมกัน

คุณณัฐกานต์ เชื่อว่าการเติมคนใหม่เข้ามาสู่ทีมย่อมตามมาด้วยความหลากหลายทางความคิด และวิธีการทำงาน ซึ่งผู้นำองค์กรจำเป็นต้องมีบทบาทในการเชื่อมโยงความต่างเหล่านี้ให้กลมกลืน ผ่านการสื่อสารอย่างเข้าใจและวางระบบที่เอื้อต่อการสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว

คุณเชาวนนท์ เล่าว่าการรีบทำอะไรบางอย่างโดยไม่เข้าใจคนภายในองค์กร อาจทำให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว ผู้นำต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่บาลานซ์ความต้องการของลูกค้า กับความสามารถของทีม ผ่านการเปิดใจคุย และออกแบบกระบวนการทำงานร่วมกันใหม่ให้ตอบโจทย์ทุกฝ่าย ซึ่งเป็นรากฐานของ Harmony อย่างยั่งยืน

ในบริบทของโรงพยาบาล Harmony ต้องอยู่เหนือความหลากหลายส่วนบุคคล คุณสุภาพร เผยถึงความท้าทายเฉพาะในองค์กรที่มีพนักงานหลายเจเนอเรชัน โดยเฉพาะ Gen Y และ Z ที่มีความชัดเจนเรื่องอัตลักษณ์ส่วนตัว เช่น การแสดงออกทางเพศและการแต่งกาย เธอมองว่า HR ต้องยอมรับและให้พื้นที่กับความหลากหลายเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจถึงบริบทของการให้บริการในโรงพยาบาล ซึ่งต้องการภาพลักษณ์ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วย จุดสมดุลของ Harmony จึงไม่ใช่การจำกัดความเป็นตัวตน แต่คือการแยกแยะระหว่างความเป็นส่วนตัวกับบทบาทหน้าที่อย่างมีวุฒิภาวะ

สิ่งที่ Speakers ทั้ง 3 ท่านกล่าวตรงกันก็คือ หัวใจของ Harmony คือการให้พนักงานอยากอยู่ อยากร่วม ไม่ใช่แค่อยู่ให้ได้

ไม่ว่าองค์กรจะมีความหลากหลายแค่ไหน หากพนักงานไม่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า หรือไม่เข้าใจเป้าหมายของงาน Harmony ก็จะไม่เกิดขึ้น คุณสุภาพรสรุปอย่างลึกซึ้งว่า การปรับ Mindset พนักงานให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำ เช่น การช่วยชีวิตผู้ป่วย หรือการสร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น คือจุดเริ่มต้นของ Harmony ที่แท้จริง เพราะเมื่องานมีความหมาย คนก็จะเลือกอยู่ร่วมกันอย่างเต็มใจ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน

 

Harmony สร้างได้จากระบบและผู้นำที่ตั้งใจ

หนึ่งในแก่นสำคัญของการสร้าง Harmony ที่ทุกองค์กรต้องตระหนักคือ การดูแลสุขภาพของคนในองค์กร ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงใจ ระบบงาน และความสัมพันธ์ด้วย คุณสุภาพร บัญชาจารุรัตน์ ชี้ว่า เมื่อคนมีสุขภาพดี มีแรงใจและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า Harmony ก็จะเกิดขึ้นเอง แต่ต้องเข้าใจว่าผลลัพธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ต้องใช้ความต่อเนื่องและความจริงใจจากองค์กร ที่กล้าสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และเชื่อมั่นว่าทุกคนพัฒนาได้

ทั้งคุณสุภาพรและทีม Banpu เห็นตรงกันว่า ผู้นำเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Harmony ให้เกิดขึ้นได้จริง การลงทุนในคอร์ส Leadership & Well-being จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาทักษะ แต่คือการปลูกฝังมายด์เซ็ตให้หัวหน้าเป็นคนที่ดูแลคน ไม่ใช่แค่สั่งการเพราะเมื่อหัวหน้ามีท่าทีที่ดี ใส่ใจ และมีพลังบวก ทีมก็จะรับพลังนั้นไปด้วย องค์กรที่กลัว Turnover Rate จะต่ำเกินไป อาจพลาดโอกาสในการเติมพลังใหม่ ๆ ให้ทีม เพราะการมีแต่คนเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้ Harmony หยุดนิ่งไม่พัฒนาเช่นกัน

มีหลายคนในองค์กรที่ตั้งคำถามว่าทำไม HR ไม่ทำอะไรสักที ? แต่ในความเป็นจริง เราทุกคนเริ่มสร้าง Harmony ได้เองตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องรอใคร การมี Mindset แบบผู้นำในตัวเอง และการมองเห็นคุณค่าของความหลากหลายคือก้าวแรกของ Harmony in Diversity ซึ่ง Banpu ยกตัวอย่างการสร้าง Harmony ข้ามประเทศ ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำจากหลายวัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจและเคารพความแตกต่างกันอย่างแท้จริง และนำไปสู่การทำงานร่วมกันได้ในทุกบริบท

สุดท้าย คุณเชาวนนท์ ชวนเปิดมุมมองใหม่ในการใช้ศาสตร์ เช่น การอ่านใบหน้า โหงวเฮ้ง หรือแม้แต่ฮวงจุ้ย เพื่อเข้าใจพลังของคนแต่ละคนมากขึ้น เขามองว่าศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่ความเชื่อแบบงมงาย แต่คือเครื่องมือในการ Personalize การบริหารคนให้เหมาะกับบริบท ช่วยให้ทีมเปิดใจและเชื่อมต่อกันเร็วขึ้น แม้ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินทุกอย่าง แต่สามารถใช้ประกอบการวางทีม วางบทบาท และเข้าใจพฤติกรรมของคนได้ลึกยิ่งขึ้น

Harmony ไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยกันตลอดเวลา เราเห็นต่างกันได้ แต่ต้องเคลียร์กันตรงไปตรงมา และเดินหน้าร่วมกันได้แม้จะไม่รักกัน นั่นแหละคือความกลมกลืนที่แท้จริงในโลกการทำงาน

 

Future of Harmony เกิดขึ้นได้จากความเป็นมนุษย์

คำถามสุดท้ายที่ผู้ดำเนินรายการถาม Speakers ทั้ง 3 ท่านก็คือ Future of Harmony จะเป็นอย่างไร ซึ่งได้รับคำตอบที่น่าสนใจหลากหลายแบบ

คุณเชาวนนท์ มองว่าแม้โลกปัจจุบันและอนาคต ผู้คนจะใช้เทคโนโลยีและ AI มากขึ้น แต่หัวใจของการสร้าง Harmony ที่แท้จริงยังหนีไม่พ้น Human Touch หรือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและจริงใจระหว่างคน และในกรณีสำคัญก็คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและผู้บริหาร

เขาเชื่อว่าการทำความรู้จักกันในองค์กร ไม่ใช่แค่เพื่อความสนุก แต่เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเชื่อใจ และพื้นที่ปลอดภัยให้คนได้เติบโตและสนับสนุนกัน ทั้งนี้ AI ก็ยังสามารถมีบทบาทได้ เช่น การวิเคราะห์แนวโน้ม หรือเสริมพลังผ่านศาสตร์เฉพาะขององค์กร เช่นที่ Ultimate Destiny ใช้ในการอ่านพลังงานและเข้าใจความต่างของคน

ฝั่งของ BANPU ชวนให้คิดว่า ก่อนที่องค์กรจะมองไปยังการออกแบบอนาคตที่เต็มไปด้วย Harmony เราต้องย้อนกลับมาทบทวนปัจจุบันก่อน ว่าพนักงานของเรารู้สึกอย่างไร ? เราเคยฟังพวกเขาอย่างแท้จริงหรือยัง ? การวางแผนอนาคตโดยไม่เข้าใจจุดยืนของคนในองค์กรตอนนี้ ย่อมยากที่จะปรับใช้ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นการรับฟังและเข้าใจเสียงจริง ๆ ของคนทำงาน จะเป็นรากฐานของการสร้าง Harmony ที่ยั่งยืน และนำไปสู่การเติบโตในอนาคตอย่างสมดุล

นอกจากนั้น คุณสุภาพร เชื่อมั่นว่า HR จะไม่หายไปจากองค์กร ตรงกันข้าม มันจะยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อโลกซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐมีแนวโน้มจะผลักดันให้ HR เป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบรับรอง และเธอยังเสริมคุณณัฐกานต์ว่า เวลาฟังเสียงพนักงาน อย่าเชื่อแบบสอบถาม Engagement 100% อย่างไร้ข้อสงสัย เพราะความจริงที่อยู่เบื้องหลังคำตอบสำคัญกว่าตัวเลข หากพนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะพูดความจริง หรือไม่เชื่อมั่นในระบบที่เป็นธรรม Harmony ก็จะไม่เกิด ถึงเวลาที่ HR ต้องเป็นคนที่พนักงานกล้าพูดด้วย มากกว่าแค่คนที่นั่งอยู่ในฝ่ายบุคคล

การสร้าง Harmony ที่แท้จริง ต้องเริ่มจากตัวบุคคลในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า พนักงาน หรือ HR เอง ทุกคนมีบทบาทในการออกแบบความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนในองค์กร ไม่ต้องรอให้ใครเริ่มก่อน คือแนวคิดที่สะท้อนออกมาจากทุกมุมมองในเวทีนี้ เพราะ Harmony ที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากนโยบาย แต่เริ่มจากท่าทีของคนที่เลือกจะเข้าใจ เชื่อใจ และเติบโตไปด้วยกัน

 

เวิร์กชอปสุดพิเศษ เพื่อให้ผู้นำเข้าใจตัวเอง และบริการจัดการทีมได้ดี ผ่านการเข้าใจความแตกต่าง ด้วยศาสตร์การอ่านใบหน้าและคน 5 ธาตุ

#6 Roundtable CHRO & HR Directors Forum: Future of Harmony

ใน Session สุดท้ายของงานนี้ได้รับเกียรติจาก มาสเตอร์อลิซ หรือคุณ อันธิกา ลิมปิอนันต์ชัย 5 Elements Energy & Physiognomy Expert จาก Ultimate Destiny มาจัดเวิร์กชอปเพื่อให้ผู้นำเข้าใจตัวเอง และบริการจัดการทีมได้ดี ผ่านการเข้าใจความแตกต่าง ด้วยศาสตร์การอ่านใบหน้าและคน 5 ธาตุ

มาสเตอร์อลิซ เริ่มด้วยการตั้งคำถามว่า HR ต้องการอะไรกันแน่ ? หลายคนตอบว่า Harmony ตามชื่อของงาน แต่มาสเตอร์อลิซก็ถามให้ชวนคิดต่อว่าแล้วความสุขของตัวเราเองล่ะ อยู่ตรงไหนในชีวิตการทำงานของเรา ? และอย่าลืมประเด็นนี้เด็ดขาด

จากนั้น มาสเตอร์อลิซ จึงพาผู้เข้าร่วมเข้าสู่โลกของศาสตร์ใบหน้าและโหงวเฮ้ง ซึ่งแม้จะฟังดูเหมือนสายมู แต่เธอก็อธิบายว่าเป็นศาสตร์ที่มีการสังเกต วิเคราะห์ และสืบทอดกันมาหลายร้อยปี เช่น หากใครที่ตาชั้นเดียวอาจบ่งบอกถึงความมีเหตุผล ส่วนตาสองชั้นที่ใหญ่ มักเป็นคนใช้อารมณ์และอ่อนไหว

แต่เธอก็ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเอาสิ่งนี้ไปตัดสินใครทันที แต่เปลี่ยนเป็นการเก็บข้อมูลเป็นสถิติเพื่อดูว่าแม่นหรือไม่ แล้วค่อยนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีสติ และมีเมตตา

ฮวงจุ้ย ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่มีอิทธิพลต่อเราถึง 33.3% สัมพันธ์ต่อพลังงานรอบตัว เช่น พลังของพื้นที่การทำงาน ลองสังเกตดูว่าผนังด้านหลังโต๊ะทำงานเป็น Solid Wall หรือไม่ ถ้าไม่ ให้ลองไปหาที่นั่งตรงนั้นดู แล้วจะพบว่าส่งผลต่อความรู้สึกมั่นคงของคนทำงานด้วย เป็นต้น

“เวิร์กชอปนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคน แต่ยังรวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างพลังงานที่ดีทั้งในระดับบุคคลและองค์กร เพราะพลังงานที่ดีเท่ากับการทำงานที่ดี”

หนึ่งในไฮไลต์ที่ทุกคนให้ความสนใจคือ ศาสตร์ 5 ธาตุ ซึ่งช่วยให้เรารู้จักนิสัยและพลังงานของตัวเองและคนรอบข้าง ได้แก่

  • ธาตุไฟ — กระตือรือร้น พลังล้น
  • ธาตุน้ำ — ลึกซึ้ง อ่อนไหว คิดเยอะ
  • ธาตุไม้ — มุ่งมั่น มีเป้าหมายชัดเจน
  • ธาตุดิน — มั่นคง อดทน แบกรับทีมได้ดี
  • ธาตุทอง — ลุยเต็มที่ จริงจังและมุ่งมั่น

เมื่อรู้จักธาตุของตัวเองแล้ว มาสเตอร์อลิซแนะนำให้ HR นำความรู้นี้ไปปรับวิธีสื่อสารกับคนแต่ละธาตุให้เหมาะสม เช่น ถ้าเจอคนธาตุน้ำที่คิดมาก อาจต้องใช้การฟังและความเข้าใจ หรือถ้าคนในทีมขาดไฟก็อาจเติมพลังด้วยความท้าทาย หรือใช้ Gamification เพื่อจุดประกายความสนุกในงาน

ท้ายที่สุด Master Alice ฝากไว้ว่า การเข้าใจคนอื่นเริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อน เพราะเมื่อเรารู้ว่าพลังงานของเราคืออะไร เราจะหยุดตัดสินคน และเริ่มเชื่อมโยงกับเขาได้ดีขึ้น เวิร์กชอปนี้จึงไม่ได้สอนแค่ศาสตร์การอ่านใบหน้า แต่คือการเรียนรู้วิธีมองความต่างให้เป็นพลัง และนี่คืออีกก้าวสำคัญของ HR ในการออกแบบ Harmony ให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกวันทำงาน

 

สรุป

Harmony ในองค์กร ไม่ใช่แค่แนวคิดสวยงามหรือภารกิจของฝ่าย HR เท่านั้น Harmony คือผลลัพธ์จากระบบความสัมพันธ์ และความตั้งใจร่วมกันของคนในทุกระดับ การสร้างความกลมกลืนจึงเริ่มได้จากการเข้าใจคน ตั้งแต่ระดับบุคคล ทีม ไปจนถึงระดับองค์กร ผ่านการฟังกันจริง ๆ ให้คุณค่ากันจริง ๆ และออกแบบวิธีทำงานร่วมกันอย่างมีมนุษยธรรม

Future of Harmony ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะมันเริ่มขึ้นแล้ว นี่คือแนวทางที่องค์กรยุคใหม่ต้องมองอย่างจริงจัง เพื่อรักษาคนเก่ง เสริมพลังให้ทีม และทำให้องค์กรเติบโตไปอย่างยั่งยืนในวันที่โลกเต็มไปด้วยความซับซ้อน ความไม่แน่นอน และความหลากหลาย

สุดท้ายนี้ HREX ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมงาน #6 Roundtable: CHRO & HR Director Forum – Future of Harmony ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ HR จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างลึกซึ้ง รวมถึงวิทยากรทุกท่านที่ช่วยจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับวงการ HR ไทย

และแน่นอนว่างานครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดผู้สนับสนุนใจดีที่ร่วมสนับสนุนเวทีแห่งการเรียนรู้นี้ ได้แก่ Ultimate Destiny, Pacific Prime, Digix Technology, Reeracoen, Salary Hero, Bolt Business, Aeon MaxValue, Engoo และ RISC by MQDC ซึ่ง HREX ขอขอบคุณจากใจอีกครั้ง

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดงานล้อมวงพูดคุยกับผู้นำ HR อย่างใกล้ชิดในครั้งต่อไป และจะมาในหัวข้ออะไร สามารถติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดได้ที่ HREX แพลตฟอร์มของคนทำงาน HR ที่รวมพลังสร้างอนาคตของงานไว้ด้วยกัน

CTA in Content Website 1600 x 500

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้