
ปี 2025 เป็นอีกปีที่โลกของธุรกิจและการบริหารคนเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงขับจากดิจิทัล เทคโนโลยี และข้อมูลที่เปลี่ยนเกมอย่างต่อเนื่อง
Buzzebees จึงถือโอกาสนี้จัดงาน Digital Connect 2025: From Insight to Impact ขึ้น เป้าหมายของงาน ไม่ใช่แค่งานสัมมนาเทคโนโลยีทั่วไป แต่เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำความคิด นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรม มาร่วมกันชี้ทิศทางอนาคต ว่าจะนำ ข้อมูลและไอเดียไปสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องจริงได้อย่างไร
สำหรับ HR งานนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้เห็นว่า การบริหารคนในยุคดิจิทัลไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลคนเท่านั้นอีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนไปสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์ที่ต้องผสมผสานเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างประสบการณ์พนักงานที่ตอบโจทย์ความคาดหวังใหม่ ๆ ของคนทำงาน
และถ้า HR ไม่ก้าวตาม ก็เท่ากับองค์กรสุ่มเสี่ยงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
หากใครพลาดงานนี้ไป ไม่ต้องเสียใจ HREX สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจจากงานมาให้แล้ว ติดตามได้เลยในบทความนี้
[Toc]
Digital Connect 2025 #1 – Unveiling Our Vision: The 2026 Roadmap

คุณ ไมเคิล เชน CEO และผู้ก่อตั้ง Buzzebees ชี้ว่าโลกทุกวันนี้ซับซ้อนกว่าเดิมอย่างมาก วิธีสร้างแบรนด์และความภักดีของลูกค้าไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อน การเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือการเกิดขึ้นของ TikTok คือหลักฐานชัดเจน
นอกจากนั้น โลกธุรกิจวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย AI อย่างมาก แพลตฟอร์มของ Buzzebees เองก็นำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ได้หลายด้าน ไม่เพียงแค่ส่งมอบเครื่องมือ แต่ยังมอบมุมมองแบบองค์รวม (Holistic View) ที่ช่วยให้ลูกค้าได้เปิดโลกใหม่ ๆ และเสริมศักยภาพในการแข่งขัน เป้าหมายของเขาคือการเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรคู่ค้าก้าวไปสู่ความสำเร็จระยะยาว
เขาย้ำว่า สิ่งที่ Buzzebees มุ่งทำในวันนี้จะส่งผลต่อทศวรรษข้างหน้า เพราะปัจจัยสำคัญไม่ใช่แค่คุณภาพของสื่อ แต่ยังรวมถึงปริมาณ ช่องทาง และวิธีที่ผู้บริโภครับสาร Buzzebees จึงสร้างอีโคซิสเต็มและเฟรมเวิร์กที่ทำให้องค์กรสามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมายได้จริง
Buzzebees มองว่า True Success ขึ้นอยู่กับการทำ Full Funnel Marketing ที่ครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ไปจนถึงการสร้างยอดขาย พวกเขาช่วยให้องค์กร leverage ทุกช่องทาง ทั้งการตลาดดิจิทัล การทำงานกับ KOL ระดับไทยและต่างประเทศ และการเชื่อมโยง KOL เข้ากับแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นระบบ อีกหนึ่งสูตรลับของอีคอมเมิร์ซที่ Buzzebees ให้ความสำคัญคือ Logistic Efficiency ซึ่งถือเป็นหัวใจในการทำให้การซื้อขายออนไลน์เดินหน้าอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Buzzebees ยังเป็นผู้นำด้าน Loyalty & Engagement Platform โดยนำ AI มาใช้เพื่อขับเคลื่อน ROI จนก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีฐานผู้ใช้กว่า 200 ล้านราย พวกเขายังลงทุนใน Brand Health Check, Marketing Automation และ Rewards Network ที่ได้รับความนิยมสูงทั้งในไทยและเริ่มขยายไปสู่ตลาดโลก
และเป้าหมายในปี 2026 คือการเป็นผู้นำด้านเครือข่าย KOL ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ควบคู่กับการก้าวสู่การเป็น Largest e-Commerce Enabler & Logistic Provider และ The Most Advanced Loyalty & Engagement Platform ที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
Digital Connect 2025 #2 – Co-Creating the Future of Engagement: A Dialogue with Meta

พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ธุรกิจในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพาตัวชี้วัดผิวเผิน เช่นจำนวนไลก์หรือยอดวิวอีกต่อไป แต่ต้องมองไปถึงแอ็คชั่น หรือการมีส่วนร่วม ว่าคอนเทนต์ที่ทำสามารถกระตุ้น หรือสร้างความพึงพอใจที่ต่อยอดสู่ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้หรือไม่
สิ่งนี้คือหัวใจของการออกแบบกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารในยุคใหม่
หนึ่งในเทรนด์สำคัญที่คุณ ณฐมน ประดิษฐ์ชัย Partner Manager, Business Messaging จาก APAC หยิบยกขึ้นมาในเวทีเสวนานี้ คือเทรนด์การเติบโตของวิดีโอ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram ที่สถิติชี้ว่า 60% ของเวลาที่ผู้ใช้ใช้ในแพลตฟอร์มอยู่กับวิดีโอ และ Reels
และที่สำคัญคือ 74% ของผู้ชมดูแล้วมีแอ็คชั่นบางอย่างหลังดู ไม่ว่าจะเป็นการกดส่งข้อความหาธุรกิจหรือแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ ซึ่งกรณีหลังมีจำนวนถึง 79%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคอนเทนต์วิดีโอไม่ใช่แค่เพื่อการสร้างการรับรู้ แต่คือตัวเร่งการตัดสินใจที่ทรงพลัง หากธุรกิจสามารถออกแบบให้เกิดการกระทำตามมาได้ก็จะเพิ่มโอกาสการปิดการขายอย่างมหาศาล
ในบริบทประเทศไทย จุดที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการแชท ซึ่งโดดเด่นกว่าหลายประเทศ ผู้บริโภคไทยกว่า 79% ชอบติดต่อธุรกิจผ่านการสนทนา เพราะรู้สึกง่าย รวดเร็ว และตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัว อีกทั้ง 83% ของคนไทยยอมรับว่าเคยแชทกับธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน ดังนั้นธุรกิจที่สามารถออกแบบประสบการณ์แชทที่เป็นส่วนตัวและไร้รอยต่อ จะได้เปรียบในการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคไทยอย่างยั่งยืน
ขณะที่คุณ ณัฐธิดา สงวนสิน ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Buzzebees ทิ้งท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายใหญ่ของธุรกิจคือการทำให้กลยุทธ์ CRM เชื่อมโยงกับเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย กำไร หรือความพึงพอใจของลูกค้า การบริหารความสัมพันธ์ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่ต้องถูกออกแบบให้ไร้รอยต่อในทุกขั้นตอนของเส้นทางลูกค้า (Seamless Journey) ยิ่งเชื่อมโยงได้แนบแน่น และเมื่อนั้น โอกาสที่ผู้บริโภคจะซื้อซ้ำหรือมีส่วนร่วมก็จะสูงขึ้น
การสร้าง Engagement ที่แท้จริงจึงเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ
Digital Connect 2025 #3 – Swipe to Sell: Playbook การเชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่ยั่งยืน

ยิ่งข้อมูลไหลเร็วราวกับสายน้ำ การสร้างแบรนด์ไม่อาจอาศัยเพียงการสื่อสารแบบออฟไลน์เหมือนในอดีตได้อีกต่อไป แต่ต้องหาวิธีใช้พลังของโลกออนไลน์ เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่ยั่งยืนด้วย
คุณ จิตรภณ ไตรรัตน์วรวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจาก ดัชมิลล์ ยอมรับว่าองค์กรต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายขึ้นของผู้บริโภค จากที่องค์กรพึ่งพาแต่ช่องทางออฟไลน์มานาน ทำให้ต้องเร่งศึกษาพฤติกรรมและความชอบของลูกค้า เพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้เร็วและตรงใจยิ่งกว่าเดิม
ส่วนคุณ ยี้ ชเรเนค Head of APAC Business Messaging Partnership จาก Meta จาก Meta เสริมว่า โควิด-19 คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์เลือนหายไป และทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมหาศาล แต่ก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจต้องใช้ประโยชน์จากการมีข้อมูลเชิงลึกเพื่อเข้าใจว่าใครคือกลุ่มลูกค้าที่แท้จริง และควรใช้ช่องทางใดในการสื่อสาร
เพราะข้อมูลไม่มีวันสิ้นสุด นั่นทำให้การทำการตลาดก็ไม่มีวันหยุดเช่นกัน สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือการเชื่อมทุก Touchpoint ของลูกค้าเข้าด้วยกันให้ราบรื่นและตอบโจทย์ที่สุด
ตัวอย่างจากต่างประเทศช่วยยืนยันทิศทางนี้ได้อย่างดี เช่น Alfamart ซูเปอร์มาร์เก็ตในอินโดนีเซียที่ใช้แอปแชทในการระบุตัวตนลูกค้าและพฤติกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้นักการตลาดสื่อสารและส่งโปรโมชั่นได้ตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น หรือแบรนด์ Watsons ที่ลงโฆษณาบน Facebook แบบปรับแต่งให้เห็นเฉพาะบุคคล ช่วยดึงลูกค้าเข้าสู่ร้านค้าได้จริง
ฝั่งของดัชมิลล์เองก็เริ่มทดลองใช้ Chatbot และระบบของ Meta เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงแคมเปญได้ง่ายขึ้นและสร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกว่าเดิม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการตลาดยุคใหม่คือการผสมผสานเทคโนโลยีกับข้อมูล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมที่เกินกว่าการกดไลก์หรือแชร์
หนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันคือ ความสำคัญของ Loyalty Program ว่านี่แหละคือขุมทรัพย์ข้อมูลที่ทำให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าในเชิงลึกมากขึ้น สามารถรู้ว่าพวกเขาซื้อบ่อยแค่ไหน สนใจสินค้าแบบใด และต้องการประสบการณ์อย่างไร เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมอย่างยืดหยุ่น แบรนด์ก็จะสามารถออกแบบโปรโมชั่นและการสื่อสารที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น สร้างผลลัพธ์ได้ทั้งในแง่ยอดขายและความสัมพันธ์ระยะยาว
ท้ายที่สุด ทั้ง 2 ท่านเห็นตรงกันว่าอนาคตของการตลาดคือ Omnichannel ที่เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ในประเทศไทยที่การใช้แอปแชทเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การขาย การเก็บข้อมูล และการสร้างประสบการณ์ลูกค้าต้องผสานเข้ากับแพลตฟอร์มสนทนาอย่างจริงจัง
อีกทั้งเวลาก็สำคัญไม่แพ้ช่องทาง ธุรกิจต้องรู้ว่าลูกค้าเริ่มพิจารณาซื้อเมื่อใด เช่น การเตรียมการตลาดตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีเพื่อต้อนรับปีถัดไป และเหนือสิ่งอื่นใดคือการเข้าใจว่าความต้องการของผู้บริโภคจะยิ่งแตกย่อยและเฉพาะตัวขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์ที่สามารถหาจุดขายที่โดดเด่น ตรงใจ และนำเสนอได้ถูกจังหวะ ย่อมสร้างพลังมหาศาลทั้งในเชิงยอดขายและการบอกต่อโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณามากมาย
Digital Connect 2025 #4 – The Creator Economy Growth Engine: เปลี่ยน Creator ให้เป็นกองทัพการตลาด สร้างการเติบโตแบบทวีคูณ

คุณ อชิรวิชญ์ ประพันธ์พงษ์ชัย CEO จาก Mediabuzz, คุณ จิตริน พฤกษ์แสงกุล Head of Content จาก Catdumb, คุณ ธวัชชัย สาริเพ็ง TikTok Creator จาก Baonon Kongo และคุณ วรัชญา อุรุพงศา Co-Founder และ CEO จาก SEIGO Group มาร่วมแชร์กันว่า Affiliate Marketing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจครีเอเตอร์ในยุคปัจจุบัน
เหตุผลคือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ทำรายได้โดยตรงจากการขายสินค้า และสามารถวัดผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็นยอดขายต่อการลงทุน หรือผลตอบแทนที่วัดเป็นตัวเลข ROI ได้ชัดเจน
เพราะลูกค้ายุคนี้ไม่ได้สนใจเพียงยอดไลก์หรือยอดผู้ติดตาม ยอดผู้เข้าถึง แต่เขาสนใจว่าขายได้เท่าไหร่ ?
ฝั่ง Catdumb ชี้ให้เห็นว่า Affiliate โตเร็วเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนหันมาเสิร์ช เช็กราคา และสั่งซื้อผ่านมือถือแทนที่จะเดินห้างเหมือนเมื่อก่อน เมื่อบวกกับโปรโมชั่นและงบการตลาดที่แพลตฟอร์มทุ่มลงมา ทำให้ครีเอเตอร์มีโอกาสสร้างรายได้มหาศาล
ด้าน TikTok Creator อย่างคุณธวัชชัย ก็บอกตรง ๆ ว่าค่าคอมมิชชันตอนนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ และแพลตฟอร์มเองก็ซัพพอร์ตเต็มที่ จน Affiliate เติบโตแบบก้าวกระโดด
แต่การจะเป็นครีเอเตอร์ที่ทำยอดขายได้นั้น ไม่ใช่แค่โพสต์ขายของแล้วจบ คุณธวัชชัยเล่าว่าต้องมีมายด์เซ็ตที่ชัดเจน เขาแบ่งเป้าหมายการทำคอนเทนต์สำหรับ Affiliate ออกเป็น 3 ส่วนคือ
- 70% เน้นขายสินค้า
- 15% ป้ายยา และ
- 15% สร้างตัวตน
เพราะครีเอเตอร์ที่ดีต้องไม่ใช่แค่ตัวกลางขายสินค้า แต่ทำให้คนจำแบรนด์และจำครีเอเตอร์ได้พร้อมกัน ยิ่งถ้าคิดเหมือนเป็นเจ้าของสินค้าเอง ความน่าเชื่อถือจะสูงขึ้น และสุดท้ายก็สร้างยอดขายได้จริง
ฝั่ง Catdumb ยกตัวอย่างวิธีรักษาเอนเกจเมนต์ว่า ต้องเอาตัวตนของเพจมาผูกกับการขายสินค้าด้วย เช่น ความกวน ๆ สนุก ๆ ของ Catdumb ถูกนำมาใส่ในคอนเทนต์ Affiliate ทำให้คนรู้สึกเหมือนฟังเพื่อนคุย ไม่ใช่ถูกยัดเยียดขายของ และที่สำคัญคือต้องอินกับสินค้าที่โปรโมตจริง ๆ เมื่อผู้ติดตามเชื่อว่าครีเอเตอร์ใช้ของจริงและสนุกกับมัน ความน่าเชื่อถือก็จะส่งต่อไปถึงการตัดสินใจซื้อของแฟนเพจ
ทาง Mediabuzz ยังเล่าในมุมมองของ Agency ว่า การเลือกครีเอเตอร์วันนี้ไม่ได้วัดจากยอดฟอลโลเวอร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูคาแรกเตอร์ ความเหมาะสม ความเข้ากันของแบรนด์สินค้ากับครีเอเตอร์ รวมถึงผลลัพธ์หลังบ้านว่าเคยขายอะไรได้จริงหรือไม่
แม้ครีเอเตอร์ที่มียอดติดตามน้อยก็อาจเป็นกำลังสำคัญถ้าเจอสินค้าที่ตรงกลุ่ม หรือถ้าได้รับการปรับคอนเทนต์และเสริมด้วยโฆษณาออนไลน์ เหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นกองทัพการตลาดที่ทรงพลังในอนาคต
Digital Connect 2025 #5 – เมื่อลูกค้าไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง: กลยุทธ์สื่อสาร Omnichannel อย่างไรให้ไม่หลงทาง

ลูกค้าไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง หมายถึงอะไร ? ความหมายก็คือในโลกการตลาดทุกวันนี้ ลูกค้าต่างมี Touchpoint หรือมีช่องทางมากมายในการพบเจอหรือเลือกซื้อสินค้า ความท้าทายของคนทำงานการตลาดจึงไม่ใช่แค่วางแผนว่าจะเข้าถึงพวกเขาอย่างไร แต่จะทำอย่างไรให้ลูกค้าไม่หลงทางและยังจดจำแบรนด์ได้อยู่เสมอ
ใน Session นี้จึงได้รับเกียรติจากคุณ สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล Director of Planning and Ideas จาก Brandbaker, คุณ จิตพล ศิริวัฒนเมธางกูร Co-Founder จาก Gentlewoman และคุณ จักรชลัช เกษจำรัส Managing Director และ Founder จาก Journal Corp มาแชร์ถึงกลยุทธ์สื่อสาร Omnichannel ว่าสำคัญอย่างไรในการทำให้ลูกค้าไม่หลงทางไปหาแบรนด์อื่น
ความท้าทายที่ทั้ง 3 ท่านต่างพูดถึงก็คือ ยุคนี้ผู้บริโภคเสพมีคอนเทนต์ให้เสพเยอะมากในแต่ละวัน การสร้างแบรนด์หนึ่งให้ติดอยู่ในใจจึงยากกว่าที่เคยเป็นมา
Gentlewoman แบ่งปันประสบการณ์ตรงในธุรกิจแฟชั่นว่า ช่วงที่เปิดสาขากลางย่านสยามและเปิดเว็บไซต์แรก ๆ แต่ในสัปดาห์แรกกลับแทบไม่มีคนเข้ามา จึงต้องหาวิธีเรียนรู้ว่าสัญญาณจากลูกค้าแบบไหนที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ และสัญญาณที่ออกมาผ่านข้อมูลยิ่งมีความสำคัญ เพราะมันบอกได้ว่าของแบบไหนที่ควรเดินหน้าขายต่อ และอะไรควรหยุดขาย หรือเปลี่ยนวิธีการขาย เมื่อผสมกับการบริหารแบบ Agile และการอ่านเทรนด์ที่แม่นยำ จะช่วยให้แบรนด์ปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันเวลา
ฝั่ง Journal Group ที่ทำธุรกิจน้ำหอมแบรนด์ไทยเล่าว่า ช่วงโควิดคือตัวเร่งให้ต้องหาวิธีขายของให้สัมผัสถึงความรู้สึกจริง แม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ลองสินค้าจริง แต่ทุกแพลตฟอร์มต่างมีธรรมชาติของมันเอง นักการตลาดต้องรู้ให้ได้ว่าลูกค้าคือใคร เข้าช่องทางไหน แล้วจะไปต่อที่ใด พอรู้แล้วจะได้ตามติดต่อ เพื่อไม่ให้ความสนใจของลูกค้าหลุดหายระหว่างทาง และที่สำคัญคือ ต้องคิดไปให้ไกลกว่าที่ลูกค้าคิด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหวัง
สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องคือ ผลิตภัณฑ์คือพระเอก เป็นหน้าเป็นตาให้แบรนด์ ถ้าของดี ยังไงใคร ๆ ก็อยากซื้อ และสิ่งที่ยิ่งกว่าตัวผลิตภัณฑ์ดี คือภาพลักษณ์และการสื่อสารของแบรนด์ที่ต้องดีด้วย
Brandbaker เน้นว่าคอนเทนต์แต่ละแพลตฟอร์มควรออกแบบให้เข้ากับกลุ่มผู้ชม เราไม่สามารถใช้งานชิ้นเดียวกัน เผยแพร่แบบเดียวกันในทุกที่ และต้องจัดการกับความท้าทายของการวัดผลให่ได้ด้วยว่า สาเหตุที่ลูกค้าซื้อของจากเรานั้นมาจากอิทธิพลของโฆษณา คุณภาพสินค้า หรือเพราะโปรโมชั่น
สรุปแล้ว ข้อมูลยังเป็นทั้งเข็มทิศและกับดัก เราอาจมี AI มาช่วยวิเคราะห์ต่อยอดข้อมูล ต่อยอดการทำงานได้เยอะก็จริง แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะสิ่งที่ AI สร้างขึ้นอาจไม่ได้เป็นความจริงแท้เสมอไป และยังมีลูกค้าหลายส่วนรู้สึกไม่ดีหากใช้คอนเทนต์ หรือใช้ภาพจาก AI มาโปรโมทจูงใจให้ซื้อ
การสร้างกลยุทธ์ Omnichannel จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการผสมผสานข้อมูล สินค้า เรื่องเล่า และความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้พวกเขาเดินไปถึงจุดหมายที่แบรนด์ต้องการ โดยไม่หลงทางกลางทาง

