Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

เพราะโลกในปี 2025 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว BRANDi บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ระดับองค์กร จึงจัดงาน Future-Ready 2025 ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันมุมมอง และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้นำและองค์กรต่าง ๆ ในการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต ภายใต้หัวข้อหลัก “The Unknown Horizon”

ภายในงานจะครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ผ่านการบรรยายและการเสวนาที่เข้มข้น ทั้งในระดับ Macro (ระดับโลก), Market (ตลาดและการปรับตัวของธุรกิจ) และ Micro (ความสำเร็จเชิงปฏิบัติและการเชื่อมโยงระดับบุคคล) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดในชีวิตจริง

HREX.asia ได้ร่วมเข้าไปฟังงานนี้ด้วย โดยเราได้สรุปงาน Future-Ready 2025 แล้ว พร้อมพาคุณสำรวจแนวโน้มระดับโลกที่เปลี่ยนไปในทุกมิติของการเติบโต ดังนี้

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

“The Unknown Horizon: Global Scape, Glocal Solutions” – การปรับตัวเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและสมดุล

คุณ ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท BRANDi & Companies และประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) เล่าเปิดงาน Future-Ready 2025 ด้วยการบรรยายที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่าง Profit (กำไร), People (ผู้คน) และ Planet (สิ่งแวดล้อม) ซึ่งเป็น 3 แกนหลักที่ทุกองค์กรต้องพิจารณาในการเตรียมตัวสู่อนาคต

โดยคุณปิยะชาติได้กล่าวถึงบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนา AI และเทคโนโลยี Deep Learning ซึ่งปัจจุบันกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและนวัตกรรม รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การเข้าสู่ Ageing Society ซึ่งทำให้แรงงานรุ่นเก่าต้องปรับตัว และแรงงานรุ่นใหม่ต้องการการศึกษาและพัฒนาทักษะที่มีคุณภาพมากขึ้น

เขาชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำไปสู่ 4 ความท้าทายหลักระดับโลก:

  1. ตื่นตูม (Panic) จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและการเมืองโลก
  2. แตกแยก (Fragmentation) ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและการแข่งขันที่เข้มข้น
  3. ตีบตัน (Stagnation) อันเกิดจากการเติบโตที่ไม่สมดุลในหลายพื้นที่
  4. ตกต่ำ (Degradation) ของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข

ด้วยเหตุนี้ BRANDi จึงให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่าน 3 ขั้นตอน คือ :

  1. Discover Core – ค้นหาจุดแข็งและศักยภาพขององค์กร เพื่อสร้างความแตกต่างที่ยั่งยืน
  2. Empower Core – เพิ่มพลังและศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
  3. Grow from Core – สร้างการเติบโตจากสิ่งที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นให้กำไร (Profit) สอดคล้องกับความยั่งยืน (Planet) และคุณค่าต่อผู้คน (People)

นั่นก็เพราะ “ต้นไม้ไม่สามารถเติบโตในดินที่ไม่ดี” องค์กรก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการ “ดิน” หรือบริบทที่เหมาะสมในการเติบโต โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากตลาดโลก จำเป็นต้องหา “Global Solutions” ที่ปรับใช้ได้กับบริบทท้องถิ่น

เขายังเน้นว่าการสร้างสมดุลระหว่าง Profit, People และ Planet ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำเพื่อความอยู่รอด และเพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คน

 

Macro-Framework: Future-Ready Economy – เศรษฐกิจที่พร้อมรับอนาคตด้วยความยั่งยืน

ต่อเนื่องกับคุณ ปิยะชาติ อิศรภักดี ที่ได้บรรยายถึงความท้าทายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างเกินขีดจำกัด (Over-Nature Consumption) ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง เช่น การขาดแคลนน้ำสะอาดและอาหารทะเลในอนาคต แม้มีความพยายามระดับโลก เช่น พิธีสารโตเกียวหรือข้อตกลงปารีส แต่กลับยังสร้างคาร์บอนเพิ่มขึ้นในทุกครั้งที่จัดประชุม

นอกจากนี้ เขาเน้นถึงปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเติบโตจากหนี้สิน โดยหลายประเทศต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ซึ่งลดโอกาสในการนำเงินมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร

ทั้งนี้ คุณปิยะชาติได้เสนอแนวคิด Sustainomy ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งสร้างนิยามใหม่ของระบบทุนนิยมที่ให้ความสำคัญไม่เพียงแต่กับผลตอบแทนทางการเงิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) และ เทคโนโลยี (Tech Capital) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของคนให้ฉลาดขึ้นและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เศรษฐกิจอนาคตต้องคืนคุณค่าให้มนุษย์ มุ่งเน้นการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตและความยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” คุณ ปิยะชาติ อิศรภักดี กล่าวปิด

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

New Global Horizon: Thriving in an Unknown Horizon – เติบโตอย่างแข็งแกร่งในโลกที่ไม่แน่นอน

ในหัวข้อการเสวนานี้ ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ได้แก่ คุณ ปรเมธี วิมลศิริ ประธาน Macro-Socioeconomics Agenda BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) และที่ปรึกษาอาวุโสด้าน Intelligence Management บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด, คุณ มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ คุณ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังนายกสภาวิศวกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยและประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ดำเนินเวทีโดยคุณ จิรวุฒิ กนกอรรจน์ ผู้อำนวยการ Geoeconomics Agenda BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) และ ที่ปรึกษาด้าน Intelligence Management บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด 

ทั้งหมดได้ร่วมกันวิเคราะห์ความท้าทายและโอกาสที่สำคัญในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ดังนี้

เริ่มต้นด้วย พลวัตเศรษฐกิจโลก ความท้าทายที่ต้องจับตา โดยคุณปรเมธี เปิดประเด็นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโต 4% ในปี 2025 ขณะที่ประเทศไทยอาจโตเพียง 2.8% โดยมีปัจจัยความเสี่ยง เช่น สงครามการค้า การผลิตที่ย้ายฐานจากจีน และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก

เขาจึงเน้นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือการปรับนโยบายด้านพลังงานของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ภาครัฐต้องเตรียมการเจรจาเพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างสมดุล

ต่อมาคือประเด็น พลังงาน ที่คุณมนตรีเสริมว่า ความมั่นคงด้านพลังงานจะเป็นปัจจัยสำคัญ สังเกตได้ว่าโลกหลังโควิดจะเน้นพลังงานมากขึ้น แม้ไทยใช้พลังงานจากแก๊สธรรมชาติมากที่สุด แต่ยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งคุณมนตรีทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจำเป็นต้องใช้เวลานาน ไทยควรเตรียมแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ปิดท้ายด้วยประเด็น เทคโนโลยีและ AI ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยคุณสุชัชวีร์ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังขาดการลงทุนใน AI อย่างจริงจัง ไม่สามารถผลิต Hardware ได้ และมีความก้าวหน้าใน Software เพียงเล็กน้อย ฉะนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็น 

เขาแนะนำให้ไทยลงทุนกับการศึกษาและการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่ยกเว้นภาษีให้ผู้สำเร็จการศึกษาด้าน Computer Science

โดยในช่วงปิดท้ายคุณสุชัชวีร์ เสนอแนวทางการพัฒนาประเทศไทยด้วยการเน้นสร้างคนให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยี สร้างนโยบายที่ชัดเจน และผลักดันความเป็น “ชาตินิยมอ่อน ๆ” เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในระดับประเทศ

“ประเทศไทยไม่สามารถเป็นกลางหรือรอให้โลกเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป การลงทุนกับการศึกษา การสร้างทรัพยากรมนุษย์ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศก้าวผ่านความท้าทายไปได้” คุณสุชัชวีร์กล่าว

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

Market-Framework: Future-Ready Ecosystem – สร้างตลาดที่ยั่งยืนเพื่อรองรับอนาคต

Session ต่อมา คุณ ศศรินทร์ บวรโชคชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ปรึกษา บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศทางการตลาด (Market Ecosystem) ในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ธุรกิจไม่ได้มุ่งเพียงแค่การทำกำไร (Profit) แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คน (People) และสิ่งแวดล้อม (Planet) ไปพร้อมกัน

เธอเน้นว่าธุรกิจในยุคนี้ถูกผลักดันให้แบกรับภาระจากแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังของผู้บริโภค ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ไม่ได้เพียงแต่กระทบต่อสุขภาพของผู้คน แต่ยังลดกำลังซื้อและทำให้เศรษฐกิจในบางพื้นที่ชะลอตัวลง

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินทุน (Capital) แต่ขาดระบบที่ทำให้เงินในระบบถูกเปลี่ยนให้เป็นการลงทุนที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแท้จริง ความท้าทายนี้ทำให้ธุรกิจต้องคิดใหม่ในวิธีการดำเนินงาน โดยปรับตัวจากการเน้นขายสินค้า (Product) ไปสู่การสร้างบริการ (Service), การพัฒนาแพลตฟอร์ม (Platform), และท้ายที่สุด การสร้างความเชื่อมั่นในระดับองค์กร (Market Corporate) เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและพร้อมสนับสนุน

หนึ่งในกรอบแนวคิดสำคัญที่คุณศศรินทร์ได้นำเสนอคือ Business and Goodness Matrix ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น เธออธิบายว่าธุรกิจต้องเริ่มจากการทำเพื่อสังคมในรูปแบบ Philanthropy ซึ่งเน้นการให้โดยไม่หวังผลกำไร จากนั้นก้าวสู่การทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมในลักษณะที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ ต่อมาคือการสร้าง CSV (Creating Shared Value) ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างธุรกิจกับชุมชน สุดท้ายคือ Net Positive Impact ที่ช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงแค่ลดผลกระทบเชิงลบ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

คุณศศรินทร์เน้นว่า ความสำเร็จของตลาดในอนาคตต้องเกิดจากตลาดที่มีความ Healthy ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ภาครัฐต้องมีบทบาทในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ ขณะที่ภาคเอกชนต้องพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกแง่มุม ทั้งด้านความต้องการส่วนบุคคลและผลกระทบต่อสังคม

ฉะนั้นการสร้างตลาดที่พร้อมสำหรับอนาคต จำเป็นต้องสร้างจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งในระดับองค์กร ระดับประเทศ และระดับโลกด้วย

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

New Market Horizon: Redefining Rule of Competition – การแข่งขันในตลาดใหม่เพื่ออนาคตยั่งยืน

การเสวนาภายใต้หัวข้อ New Market Horizon ได้รับเกียรติจากคุณ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน),  คุณ พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการ Climate Economy Agenda BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) และที่ปรึกษาด้าน Intelligence Management บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และคุณ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยมีคุณ มนต์ชัย วงษ์กิตติโกรวัล ที่ปรึกษาอาวุโสด้าน Future-ready Management บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด ดำเนินรายการ ซึ่งร่วมกันวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในตลาดโลก การปรับตัวของธุรกิจ และโอกาสในการสร้างความยั่งยืนผ่านระบบการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

โดย คุณกอบกาญจน์ เปิดประเด็นด้วยการชี้ให้เห็นว่า โลกไม่ได้เพิ่งเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ต่างออกไปในปัจจุบันคือความเร็วที่ทุกอย่างเกิดขึ้น เธอยกตัวอย่างความท้าทายของธนาคารที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอน เช่น กำแพงภาษีและการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของประเทศต่าง ๆ เธอเน้นย้ำว่า การรู้จักบริบทโลกและการพัฒนาคน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโตในยุคใหม่

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการแข่งขันในภาคการเงิน พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอะไรที่สามารถใช้เป็นข้อได้เปรียบในตลาดโลก

ต่อมา คุณพิสุทธิ์ มุ่งเน้นประเด็นด้านพลังงาน โดยกล่าวว่าการแข่งขันในอนาคตต้องตอบโจทย์ 3 สิ่งสำคัญ คือ พลังงานที่สะอาด ไม่ขาดแคลน และมีราคาที่เข้าถึงได้ โดยเขาเสริมว่า การแข่งขันในยุคนี้ต้องมองไปไกลกว่าการรอดชีวิต แต่ควรตั้งเป้าหมายให้ “เร็วขึ้น” และ “ใหม่ขึ้น” กว่าเดิม โดยเชื่อว่าความสมดุล (Sustainomy) ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อมคือจุดขายสำคัญที่ไทยสามารถพัฒนาได้

ปิดท้ายด้วยการท่องเที่ยวในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยี ซึ่ง คุณศุภจี กล่าวถึงแนวโน้มสำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะเทรนด์จากเวทีดาวอสที่ชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืนและเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญ เธอยกตัวอย่างการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์เฉพาะตัว (Personalized Travel) และการพัฒนา Workation อย่างกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเดินทางที่ผสมผสานการทำงานและการพักผ่อน

เธอยังชี้ให้เห็นว่าความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไม่ได้มีแค่เรื่องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงการปรับตัวให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรม

บทสรุปคือ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในความยั่งยืน ซึ่ง คุณกอบกาญจน์ ปิดท้ายการเสวนาด้วยการเน้นว่า ความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการพัฒนาคนและการสร้างโอกาสใหม่ ๆ เธอเชื่อว่าทุกคนมีพลังในการเปลี่ยนแปลง และประเทศไทยไม่ควรรอรัฐบาลหรือผู้นำใด ๆ แต่ควรเริ่มจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง

“อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ได้” คุณกอบกาญจน์ กล่าวปิดอย่างทรงพลัง

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Future-Ready 2025: ก้าวสู่อนาคตด้วยการปรับตัวที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทาย

New Growth Horizon: From Conventional to Future-Ready – ปรับเปลี่ยนแนวคิด สร้างการเติบโตเพื่ออนาคต

โลกธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถยึดติดกับแนวทางแบบเดิมได้อีกต่อไป ในยุคที่การแข่งขันสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เหมือนเดิม ผู้นำองค์กรต้องมองไปข้างหน้า และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้

ในการเสวนานี้ คุณ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณ เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุมบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป, คุณ ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณ สินธ์โต วาณิชย์กิตติ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้าน New Business Management บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และ ผู้อำนวยการ Future-ready SME Agenda BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) 

ทั้งหมดได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับวิธีปรับตัวขององค์กร ตั้งแต่ระดับธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคต

เริ่มต้นด้วย คุณจรีพร ที่เน้นย้ำว่า ผู้นำต้องมองไปข้างหน้า มองเห็นอนาคตก่อนที่มันจะมาถึง ทำให้การปรับตัวของธุรกิจต้องเริ่มมานานแล้ว ถ้าเริ่มวันนี้ถือว่าช้าไป เพราะการรอคอยหรือเดินช้าไปเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ 

เธอชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มระดับโลก (Global Mega Trends) เช่น Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์), Sustainability (ความยั่งยืน), และนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

โดยเธอยกตัวอย่างว่า WHA Corporation ได้เตรียมตัวล่วงหน้าโดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจโลก การเจรจาต่อรองที่ดีเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจีนไม่ได้มาแค่เงินลงทุน แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการแข่งขันนั่นเอง

ต่อด้วย คุณดนันท์ ที่กล่าวถึงความท้าทายของ ไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่หากไม่ปรับตัว ก็อาจไม่สามารถแข่งขันได้ในยุคที่ธุรกิจขนส่งเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเอกชนสามารถให้บริการที่รวดเร็วและยืดหยุ่นกว่า

เขาอธิบายว่า ไปรษณีย์ไทยไม่ได้เป็นแค่บริษัทขนส่ง แต่เป็น เครือข่ายที่เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่มีองค์กรใดเทียบได้ หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญคือ “บุรุษไปรษณีย์” ซึ่งไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ส่งพัสดุและจดหมาย แต่ยังเป็นบุคคลที่สร้าง Trust หรือความไว้วางใจในระดับชุมชน ด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้คน

นอกจากนี้ในยุคที่ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ ไปรษณีย์ไทยเริ่มปรับตัวโดยใช้ศักยภาพของบุรุษไปรษณีย์ให้มากขึ้น เช่น การเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในด้านการพัฒนาเมือง การวางแผนสาธารณูปโภค และการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มบริการใหม่ แต่เป็นการพลิกบทบาทของไปรษณีย์ไทยให้กลายเป็น Infrastructure ที่สนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคตต่อไป

ปิดท้ายด้วย คุณเรืองโรจน์ นำประสบการณ์จากเวที Davos มาแบ่งปัน โดยกล่าวว่า ผู้นำในยุคนี้ไม่ได้บริหารแค่ “คน” อีกต่อไป แต่ต้องบริหารคนควบคู่กับ AI โดยเขาเชื่อว่า Automation และ Augmentation จะเข้ามาแทนที่งานที่เคยทำโดยมนุษย์ และแรงงานในอนาคตต้องพัฒนาทักษะ Soft Skills มากขึ้น

เขาย้ำว่าผู้นำองค์กรต้อง “เล่นเกมให้ถูก” และ “ใช้ความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดัน” การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าธุรกิจสามารถก้าวนำหน้าและปรับตัวได้เร็ว ก็จะกลายเป็นผู้นำตลาดแทนที่จะเป็นผู้ตาม

ทั้งนี้ คุณจรีพร ปิดท้ายด้วยการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทย ตื่นตัวและเริ่มลงมือทำ แทนที่จะรอให้ใครมาช่วย เธอกล่าวว่าธุรกิจไทยต้องหยุดร้องขอและเริ่มสร้างโอกาสด้วยตัวเอง การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานสะอาด, และเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในระดับโลก

เธอย้ำว่าเราต้องสร้างโลกของเราเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาเป็นต้นแบบ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูด แต่เกิดขึ้นจากการ “ลงมือทำจริง” 

CTA in Content Website 1600 x 500

ผู้เขียน

Picture of Sahatorn Petvirojchai

Sahatorn Petvirojchai

Manager of HREX.asia who works in media platforms for a long time. Interested in Global Culture, Marketing, and Self Development.

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้