
ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ารวดเร็ว AI หรือปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ขณะเดียวกันปัจจัยเรื่อง สุขภาวะ (Well-being) ของพนักงานก็ไม่สามารถละเลยได้ เพราะการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว รวมถึงการรักษาสุขภาพกายและใจ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในระยะยาว
ช่วงเช้าของวันที่ 10 กันยายน 2024 ที่ผ่านมา HREX ร่วมกับ Massive Momentum จัด Webinar หรืองานเสวนาออนไลน์หัวข้อ “Balancing AI and Well-being at Work: อนาคตของการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีความสุข” ซึ่งเป็นการผสมผสาน 2 หัวข้อที่ HR โหวตว่าอยากฟังมากที่สุด หลังจากมีการเปิดให้ HR เข้าไปโหวตเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
สำหรับวิทยากรที่มาร่วมให้ความรู้ 2 ท่าน ได้แก่ อ.พีท – ณัฐพล ยงค์ไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ในการทำงาน และ อ.แบต – สุปรียส์ กาญจนพิศศาล ผู้เชี่ยวชาญด้าน Well-being สำหรับคนทำงาน โดยมีคุณสหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager จาก HREX ทำหน้าที่เป็นพิธีกร
หาก HR คนไหนไม่ได้เข้าฟังเสวนาดังกล่าวไม่ต้องเสียใจไป เพราะ HREX สรุปเนื้อหาสาระมาให้ได้อ่านกันแล้วดังต่อไปนี้

ความหมายของ Well-being ที่คนทำงานควรรู้
อ.แบต เริ่มจากการนิยามว่า Well-Being หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีในทุกมิติของมนุษย์ ตั้งแต่การมีร่างกายดี สุขภาพจิตดี สุขภาพการเงินดี ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีราบรื่น ฯลฯ โดยทุกมิติเหล่านี้ต้องสอดคล้องกัน
ด้านอ.พีท เห็นด้วยว่า Well-Being เป็นเรื่องการดูแลสุขภาพกายและใจของคนในทุกมิติเช่นกัน และเสริมว่าเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการทำงานด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เกิด Work-Life Balance เพราะยิ่งคนเราต้องการความก้าวหน้า บางคนอาจมุ่งหน้าทำงานอย่างเดียวจนลืมการพักผ่อน ดูแลตัวเอง ทั้งที่มันสำคัญมาก ๆ และยิ่งคนเราทำงานเกินเวลา ไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ จะนำมาสู่ความเครียด ความกดดัน ทำให้พนักงานหมดไฟ ส่งผลเสียต่อการทำงานในท้ายที่สุด
อ.แบตเสริมว่าประเด็นหมดไฟ คนเหลือแต่กายหยาบ แต่สภาพจิตใจไม่พร้อมพบเจอได้เป็นประจำ และยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยีพัฒนาไปรวดเร็ว ผู้ประกอบการยิ่งมีความคาดหวังสูงว่าอยากให้พนักงานทำงานออกมาทันกระแส โดยอาจลืมไปว่าพนักงานทุกคนมีทักษะ หรือมีความรวดเร็วในการทำงานและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน พอบางคนเดินหน้าช้ากว่าคนอื่น ความกดดันนั้นยังก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางใจด้วย
สำหรับคำแนะนำที่ อ.แบต อยากมอบให้ก็คือ กินให้อิ่ม กินให้อร่อย นอนให้หลับ หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้าง และหาเวลาใช้ร่างกายเยอะ ๆ ซึ่งประการหลังสำคัญสุด เริ่มจากการอย่าอยู่ติดโต๊ะทำงานนาน ๆ ลองลุกขึ้นยืน เดินไปเข้าห้องน้ำ ขยับเขยื้อนร่างกายทุกชั่วโมงจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ ทำให้ร่างกายได้รู้สึกว่าพบเจอสิ่งใหม่ ๆ ผ่อนคลายสายตาจากการจ้องหน้าจอ ซึ่งจะช่วยให้มีพลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

AI กับบทบาทเรื่อง Well-Being
AI มีข้อดีมากมาย อ.พีท บอกว่า AI ยิ่งได้รับความนิยม ยิ่งช่วยให้เรามี Productivity มากขึ้น ช่วยให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับการทำงานในยุคที่ของการทำงานอย่างยืดหยุ่น
ขณะเดียวกันเรายังสามารถเอา AI มาช่วยวัด Mental Health เพิ่มประสิทธิภาพด้านสุขภาวะของพนักงานได้ด้วย งานไหนที่เยอะเกินไป แล้วมีวิธีการทำที่ยุ่งยาก AI สามารถทำแทน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ช่วยทุ่นเวลาให้เรานำไปสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์มากขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีแอปพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดผ่านสมาร์ทโฟน คอยให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ว่าควรดูแลสุขภาพอย่างไร ซึ่งหากใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งเสริมให้ทั้งงานและการใช้ชีวิตสอดคล้องไปด้วยกัน โดยเราสามารถเช็คข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ เช่น เราเดินไปแล้วกี่ก้าว เรานอนหลับลึกแค่ไหน นานกี่ชั่วโมง เป็นต้น
อ.แบต ยังเล่าอีกว่า การนำ AI มาใช้เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีถือเป็นเรื่องใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญ ล่าสุดสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติพยายามเอา AI มาช่วยดูแลสุขภาพร่างกายมนุษย์ด้วย มีการทำวิจัยระยะยาว ประเมิน 10 ปีข้างหน้าว่าสุขภาพของคนจะเป็นอย่างไร หากคำตอบว่า AI จะช่วยเก็บข้อมูลส่วนบุคคลนำมาใช้ในทางการแพทย์ มาเป็นข้อมูลให้แพทย์ใช้งาน และรักษาคนไข้ได้ง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง
ซึ่งไม่เพียงแค่คนไข้จะได้ประโยชน์ แต่ยังช่วยให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ลด Workload ของงานได้มากขึ้น เป็นต้น

HR ประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างไร
วิทยากรยืนยันว่า พอมี AI คนที่จะได้ประโยชน์ไม่น้อยก็คือ HR ซึ่งจะเข้าถึงข้อมูลอย่างสุขภาพร่างกาย เพื่อนำมาใช้ประเมินว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร จะแก้ปัญหาขาดลามาสายบ่อยอย่างไร มีโรคไหนที่ควรต้องเฝ้าระวัง เป็นต้น
หาก HR เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำไปสู่การวางนโยบายให้พนักงานออกกำลังกายในช่วงเย็น เพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
แต่เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า AI จะแก้ปัญหานี้ได้ดีกว่า ? อ.แบต ไม่ได้บอกว่ามันจะดีกว่า แต่อย่างน้อย AI จะเป็นเพื่อนคู่คิดที่ดีที่ช่วยเราเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประโยชน์ได้มากกว่าการพึ่งพามนุษย์ 100% และถึง AI จะเป็นเพื่อนคู่คิด แต่อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลก่อนใช้เสมอว่า เราสามารถนำไปใช้งานได้จริงแค่ไหน
และหัวหน้างาน ไปจนถึงผู้บริหารจะต้องมองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ อย่ามัวแต่มอบหมายงานให้พนักงานเยอะขึ้น แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าจะบาลานซ์ทุกสิ่งอย่างไร ไม่ให้มากระทบสุขภาพใจของพนักงาน
ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI อย่าง อ.พีท มองว่าแม้ AI จะก้าวหน้าไปเยอะ แต่มันจะยังไม่สามารถมาแก้ไขทุกเรื่องแทนมนุษย์ได้โดยตรง “AI สนับสนุนมนุษย์ แต่ไม่ได้แทนที่มนุษย์” แน่นอนว่าคนที่ต้องตัดสินใจในขั้นสุดท้ายยังเป็นมนุษย์อยู่ดี
แต่ อ.พีท ก็แนะนำว่าการนำ AI มาใช้ในองค์กรต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย โดยเฉพาะความปลอดภัยในข้อมูลของพนักงาน อย่าลืมพิจารณาก่อนใช้งาน AI ว่านโยบายการใช้งานของแต่ละตัวนั้นคำนึงถึงเรื่องนี้แค่ไหน
นอกจากนี้หากองค์กรกังวลเรื่องการใช้ AI จากองค์กรภายนอก ยังสามารถ Finetuning AI ขึ้นมาเองเพื่อใช้งานอย่างเหมาะสมกับองค์กรได้เลย ซึ่งจะปลอดภัยกว่า และรักษาข้อมูลได้ดีกว่า
อีกสิ่งที่ HR ต้องคำนึงก็คือ HR ต้องให้ความรู้และสร้างความเชื่อมั่นให้พนักงานด้วยว่า ข้อมูลที่พนักงานให้ไป จะไม่หลุดรั่วไหลไปยังภายนอก และหากสื่อสารสิ่งเหล่านี้ อธิบายให้พนักงานเข้าใจว่าจะช่วยให้สุขภาวะของพนักงานดีอย่างไร จะเป็นแรงจูงใจให้เขาอยากดูแลตัวเอง อยากมีสุขภาพที่ดีขึ้นตามมา

ตัวอย่าง AI ที่ช่วยให้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับหลัก Well-Being
อ.พีท และ อ.แบต ร่วมกันแชร์ว่าปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นมากมาย ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยให้ HR สามารถดูแล Well-Being ของพนักงานได้ดีขึ้น และสามารถใช้งานฟรีได้มีดังต่อไปนี้
- Culture Amp แอปพลิเคชั่นช่วยสร้างแบบสอบถามที่จะช่วยวัดความพึงพอใจของพนักงาน HR สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ละเอียดขึ้น
- Motion โปรแกรมช่วยจัดตารางงานอัตโนมัติตามลำดับความสำคัญ และยังช่วยกำหนดเวลาให้ด้วยว่า ตอนไหนควรทำอะไร งานไหนต้องมาก่อนและหลัง ช่วยพนักงานไม่ตกหล่น ไม่ผิดพลาด
- Aluna แอปพลิเคชั่นช่วยตรวจเช็คและวัดสมรรถภาพปอด
- Flo ช่วยเช็ครอบเดือนและฮอร์โมน เหมาะสำหรับผู้หญิงอย่างมาก
- Sleep Cycle เก็บข้อมูลการหายใจขณะนอนหลับว่านอนหลับมีคุณภาพเพียงใด และให้คำแนะนำว่าเราควรแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนอนอย่างไร
- Calm ช่วยฝึกสมาธิและการนอนหลับ
- Happify แอปพลิเคชั่นเกมและกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ เกมไม่ยาก แต่ช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์ได้
- Woebot หรือ AI Therapist ที่จะทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานสามารถพูดคุย ปรึกษาได้ 24 ชั่วโมง
อนาคตของ AI ต้องไปควบคู่กับ Well-Being ที่ดี
ยุคสมัยของ AI เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายคนอาจยังกังวลว่าสุขภาวะที่ดีจะเกิดขึ้นได้จริงไหม แต่วิทยากรทั้ง 2 ท่านเชื่อว่าสามารถเกิดขึ้นจริงได้แน่นอน
อ.พีท มองว่าในอนาคต AI & Well-Being จะนำไปสู่การช่วยวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละบุคคลได้ละเอียดขึ้น ไม่เพียงมีผลต่อ Productivity แต่ยังเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกของพนักงานได้ นำไปสู่การดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนตามมา โดยบทบาทในอนาคต AI จะไม่ได้เพียงแค่ช่วยป้องกัน แต่จะช่วยพัฒนา Well-Being ให้ดีขึ้นด้วย
ขณะที่ อ.แบต เสริมว่าปัจจุบันหน่วยงานทั้งรัฐบาลและเอกชนพยายามให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น มีความร่วมมือเพื่อสร้างสรรค์อนาคตการทำงานที่ดี ซึ่งก้าวแรกของการมีอนาคตที่ดี จะต้องเริ่มจากการทำให้แต่ละคนสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีก่อน แล้วจากนั้นจึงจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านสุขภาพตามมาในวงกว้างเอง
สรุป Balancing AI and Well-being at Work
จากงานเสวนาออนไลน์ “Balancing AI and Well-being at Work” ทำให้เราได้เห็นว่าทั้ง AI และการดูแลสุขภาวะ (Well-being) มีความสำคัญและต้องดำเนินไปพร้อมกันในโลกของการทำงานปัจจุบัน AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระของพนักงานได้อย่างมาก ขณะที่การดูแลสุขภาวะด้านกายและใจเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
หาก HR สามารถสร้างสมดุลระหว่าง AI และการดูแล Well-being ของพนักงานได้ จะช่วยให้เกิดความสุขและประสิทธิภาพในระยะยาว

