Search
Close this search box.

สรุป 5 เทรนด์การใช้ชีวิตที่ HR ควรรู้จากงาน Accenture Life Trends 2025

สรุป 5 เทรนด์การใช้ชีวิตที่ HR ควรรู้จากงาน Accenture Life Trends 2025

โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Life Trends หรือแนวโน้มพฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบัน ไม่ได้ส่งผลแค่กับผู้บริโภคและธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคาดหวังของพนักงานต่อองค์กรและรูปแบบการทำงานในอนาคตอีกด้วย

สำหรับ HR การเข้าใจแนวโน้มระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น สำคัญมากต่อการปรับกลยุทธ์เพื่อการบริหารบุคลากร เช่น การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การดึงดูดและรักษาคนเก่ง การพัฒนา Employee Experience การวางนโยบายการทำงานที่ตอบโจทย์ยุคใหม่ ฯลฯ ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จขององค์กรด้วย

HREX ได้เข้าร่วมงาน Accenture Life Trends 2025: Unveiling Global Trends that Shape Thai Consumer Behavior เนื้อหาสาระของงานคือการเจาะลึกถึง 5 แนวโน้มสำคัญระดับโลกที่จะกำหนดทิศทางใหม่ให้กับธุรกิจและแบรนด์ในปีนี้ โดยมีคุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม Group Chief Human Resources Officer จาก AIS, คุณมนประภา รัตนกนกพร Country Marketing Lead (Whoscall), Gogolook (Thailand), คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล ex-Netflix, ex-Amazon, ex-Brandthink, คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer จาก SCBX และ คุณสุนาถ ธนสารอักษร Managing Director, Accenture Song ทำหน้าที่ Moderator

สาระสำคัญของงานเสวนามีเรื่องใดบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้เลย

5 เทรนด์ Accenture Life Trends 2025

คุณสุนาถเผยว่า ทุกปี Accenture จะศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน และการบริโภคของคนทั่วโลก และเผยผลการศึกษาพฤติกรรม ซึ่งทำมาติดต่อกันเป็นปีที่ 17 แล้ว สำหรับผลสำรวจเทรนด์การใช้ชีวิตในปี 2025 พบว่าประเด็นสำคัญจะเกี่ยวข้องกับความผันผวนที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้คนทั่วโลก จนส่งผลกระทบต่อทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจ โดยมี 5 เทรนด์ที่ทุกคนควรรู้และตื่นตัวดังนี้

สรุป 5 เทรนด์การใช้ชีวิตที่ HR ควรรู้จากงาน Accenture Life Trends 2025

Accenture Life Trends 2025 #1. Cost of Hesitations

ปัจจุบันคนไทยเจอเรื่องผิดปกติให้ลังเลทุกวัน ทั้งการหลอกลวงผ่านคอลเซนเตอร์ การแชร์คอนเทนต์จริง-ปลอม ที่ยากจะพิสูจน์ จนกระทบต่อการใช้ชีวิต

ต้นทุนของความลังเล และความผิดปกตินี้ทำให้มีปัญหาทางธุรกิจด้วย เพราะสิ่งที่แบรนด์เคยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่าย จะทำได้ยากขึ้นแล้ว เพราะลูกค้าตัดสินใจซับซ้อนขึ้น พร้อมตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ ถี่ถ้วนขึ้นว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในหน้าฟีดสื่อสังคมออนไลน์คือสิ่งที่เราอยากเห็นจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่ถูกป้อนมาทางอัลกอริทึ่ม 

คุณมนประภา เสริมว่าข้อมูลเรื่องการหลอกลวงสอดคล้องกับข้อมูลของ Who’s Call ที่สำรวจเจอว่า คนไทยทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากมิจฉาชีพจนความเชื่อมั่นสั่นคลอน ทั้งคอลเซนเตอร์ หรือการซื้อของออนไลน์ รวมแล้วมีความเสียหายคิดเป็นเงินถึง 79 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมจำนวนเงินของผู้ที่โดยหลอกแต่ไม่ได้แจ้งความด้วย

อีกสถิติที่คุณมนประภาแจกแจงก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคนั้น ต้องใช้เงินเยอะมาก ทุกการสูญเสีย 25 บาทของผู้บริโภค 1 คน แบรนด์ต้องเสียเงิน 100 บาทเพื่อเรียกคืนชื่อเสียงกลับมา และหากไม่รีบแก้ปัญหานี้ จะยิ่งสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่ายมากขึ้น

ด้านคุณสุธีรพันธุ์ เสริมว่าปัญหาการหลอกลวง ทำให้สถาบันการเงินเองต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นด้วยการป้องกันปัญหาที่ตามมา ทุกองค์กรจะหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องราคา

หนึ่งในสิ่งที่แบรนด์อาจทำได้คือการทำ KYC ที่เปลี่ยนจาก Know You Customer ที่ผู้บริโภคต้องยืนยันตัวตน เป็น Know Your Company ที่บริษัทต้องยืนยันตัวตนต่อผู้ใช้งาน เพื่อให้รูัว่าบริษัทนี้มีตัวตนอยู่จริงไหม ซึ่งหากทำได้ จะช่วยลดความลังเลและสับสนของผู้บริโภคลงไปได้มากโข

Accenture Life Trends 2025 #2. The Parent Trap

ความผันผวนเรื่องต่อมาคือเรื่องการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ ในยุคที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำ ๆ ทุกครอบครัวจึงกังวลว่าจะให้บุตรหลานใช้เทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน เพื่อป้องกันความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กผู้หญิง ซึ่งมีผลการสำรวจจากในอังกฤษว่า เด็กผู้หญิงได้รับคอนเทนต์อนาจารส่งมาจากคนรู้จักถึง 51% ส่วนเด็กผู้ชายเจอปัญหานี้ 33% 

นอกจากนั้นยังมีวัยรุ่นถึง 56% รู้สึกว่าพอเข้าถึงเทคโนโลยีและสื่อง่ายขึ้น ทำให้เขาสนใจภาพลักษณ์ ตัวตนของตัวเองมากกว่าคนที่อายุเยอะกว่าถึง 2 เท่า ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มีวัยรุ่นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นมาสูงกว่า 150% 

คุณทีปกร อธิบายว่า คนรุ่นใหม่เติบโตมาด้วยความรู้สึกด้านบวกกับเทคโนโลยี คนจำนวนมากไม่ได้คิดว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องเลวร้าย จึงใช้งานกันเยอะ แต่ก็เริ่มเห็นผลกระทบระยะยาวจากการใช้เทคโนโลยีด้วย ทำให้เราต้องหาบาลานซ์สิ่งต่าง ๆ ให้พอดีต่อกัน

หนึ่งในวิธีแก้ที่น่าจะช่วยได้ คือการพาบุตรหลานออกไปเจอสังคม เจอโลกภายนอกให้มากขึ้น จะช่วยส่งเสริมให้ใช้ชีวิตในโลกจริงด้วยความเข้าใจมากขึ้น และหากแบรนด์ไหนอยากนำพื้นที่ของตัวเองเป็นพื้นที่กิจกรรม แล้วเปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเป็นผลดีต่อตัวแบรนด์เองและสังคมเช่นกัน

Accenture Life Trends 2025 #3. Impatience Economy

พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้คนเปลี่ยนไป ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายแบบเดิมอีกต่อไป เด็กรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเรียนจบมหาวิทยาลัยจึงจะมีงานทำ ไม่ต้องเรียนสูงก็มีอาชีพ มีเงินทอง พวกเขาพบว่าเส้นทางความสำเร็จมีได้หลายทาง และมีทางที่ไปได้เร็วขึ้น แถมยังลำบากน้อยลง ทำให้หลายคนอยากไปสู่ความสำเร็จให้เร็วที่สุด 

เช่น อยากสุขภาพดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย อยากรวยแต่ไม่อยากทำงาน อยากรวยเร็วเลยเล่นพนันออนไลน์ อยากซื้อสินค้าราคาแพงแต่ไม่อยากซื้อแพง เลยซื้อของที่หน้าตาคล้ายกันแต่ราคาถูก แม้คุณภาพและประสิทธิภาพอาจน้อยกว่า สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวเช่นกัน ต้องสื่อสารกับผู้บริโภคเยอะขึ้น

คุณสุธีรพันธุ์ ให้มุมมองว่า ความไม่ค่อยอดทนซึ่งพบเจอในคนรุ่นใหม่นั้น ยังมีผลให้ตัดสินใจเปลี่ยนงานกันบ่อยด้วย แต่ก็ตั้งคำถามว่า หากใครที่อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ ไม่พอใจวัฒนธรรมองค์กรที่มีความเก่า หรือมีกฎข้อบังคับมากมาย การเปลี่ยนงานจากองค์กรใหญ่ไปอีกองค์กรหนึ่งจะแก้ปัญหาจริงหรือไม่ เพราะองค์กรใหญ่ ๆ ก็ล้วนเต็มไปด้วยข้อบังคับเหมือนกันทั้งสิ้น และสุดท้ายคนที่อดทนมากพอ และปรับตัวเข้าหาสังคมการทำงานในบริบทที่ไม่ชอบได้ จะสามารถไปได้ไกลกว่าคนที่ไม่อดทนแล้วเปลี่ยนงานตลอดเวลา

สรุป 5 เทรนด์การใช้ชีวิตที่ HR ควรรู้จากงาน Accenture Life Trends 2025

Accenture Life Trends 2025 #4. Dignity of work

สังคมในปัจจุบันเริ่มตั้งคำถามถึงเกียรติยศของการทำงาน ว่าค่าของคนอยู่ที่ผลงานจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวิกฤติโควิด-19 ผ่านพ้นไป บริษัทที่เคยมีนโยบายดูแลพนักงานอย่างดี ก็เปลี่ยนแปลงวิธีดูแลคนหลายอย่างจนไม่เหลือเค้าลางเดิม

ผลสำรวจของ Accenture พบว่า พอการทำกิจกรรมหลายส่วนปรับเป็นออนไลน์ เช่น การเทรนนิ่ง การทำกิจกรรม Engagement ส่งผลให้ความผูกพันที่คนมีต่อองค์กรลดลงด้วย นอกจากนั้นสภาพจิตใจของคนทำงานก็อ่อนล้า มีพนักงานเพียงแค่ 29% รู้สึกว่าผู้บริหารใส่ใจความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างแท้จริง 

สอดคล้องกับการที่องค์กรไม่ได้มองคนเป็นคน แต่มองเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ ไม่ได้มองคุณภาพ ยิ่งพอเอาคนไปเทียบกับ AI ที่ทำอะไรได้มากกว่า ก็ยิ่งด้อยค่าคนลงมากขึ้นเท่านั้น

นั่นทำให้เมื่อความผูกพันน้อย คนทำงานจึง “Acting Their Wage” หรือทำงานตามค่าจ้าง จ้างเท่าไหร่ทำเท่านั้น ไม่ได้คิดอยากทำเกินหน้าที่อีกต่อไป 

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง ผู้บริหาร AIS ให้ความเห็นว่าเวลาจะวัดความสำคัญขององค์กร เราไม่ได้วัดที่ความผูกพันมากน้อยเพียงใด แต่วัดที่ความพึงพอใจต่างหาก จะสังเกตได้ว่าองค์กรไหนมียอด Engagement ดี คนในองค์กรนั้นจะแสวงหาการพัฒนาตัวเอง เพื่อจะได้ทำงานเก่งขึ้นและมีความสุขขึ้นต่อไป แต่ถ้าองค์กรไหนคนไม่มีความผูกพัน สิ่งที่เขาจะต้องการจากองค์กรก็คือเงินเดือนและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น 

ส่วนการมองคนในเชิงตัวเลข คุณกานติมายังเชื่อมั่นว่าในหลาย ๆ งานยังจำเป็นต้องเอา AI เข้ามาช่วยงานคน ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องหมั่นพัฒนาตัวเองด้วย เพราะสุดท้าย AI จะมาแทนที่คนขี้เกียจ คนที่ไม่คิดพัฒนา หรือคนที่ชื่นชอบการทำงานซ้ำเดิม ดังนั้นเราต้องเป็นคนที่ฉลาดในการเอา AI มาทำงานที่มีคุณค่าต่อองค์กรและตัวเอง

คุณสุนาถ เสริมอีกประเด็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำองค์กรควรต้องกลับมาทบทวนความสำคัญของคน ผู้นำคือผู้ที่สามารถสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน และการใช้ชีวิตในองค์กรได้ดีที่สุด จึงจะเปลี่ยนให้พนักงานได้รับการดูแลในฐานะคน ไม่ใช่ฟันเฟือง หรือตัวแทนของ AI

Accenture Life Trends 2025 #5. Social Rewinding

เมื่อคนเผชิญความผันผวน เผชิญการโดนหลอกลวงผ่านโซเชี่ยลมีเดียมาก และยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่มีความเร็วสูง ทำให้ผู้คนโหยหาการอยู่ในโลกที่สงบขึ้น อาจเป็นโลกในอดีตที่ไม่ได้มีวิถีดิจิทัลเข้มข้นขนาดนี้ เป็นผลให้เราจะเห็นคนไม่น้อยกลับไปใช้งานกล้องฟิล์ม เล่นแผ่นเสียง หรือใช้โทรศัพท์ที่โทรออกได้อย่างเดียว แต่เล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้ เป็นต้น 

พอคนอยากอยู่นอกโลกออนไลน์ ก็กระตุ้นให้เกิด Human Touch ได้มากขึ้น และฝั่งของแบรนด์ธุรกิจเองก็รำลึกถึงอดีตเหมือนกัน ตั้งแต่การปรับโลโก้ ปรับสี ปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อการ Nostalgia ได้ง่ายขึ้น

คุณกานติมามองว่า มนุษย์คือสัตว์สังคม เราทุกคนไม่สามารถขาดสุนทรียะได้ แต่เนื่องจากทุกวันมีความเร่งรีบมากขึ้น พอชีวิตเริ่มไม่สะดวก ติดงาน ทำให้ไม่มีเวลาเสพสิ่งที่มีความสุนทรีย์เท่าที่ควร แต่เธอเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราทุกคนจะย้อนกลับไปหาสิ่งนั้นให้จงได้

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม การสร้าง Employee Experience ถึงสำคัญ การพาคนมาเจอหน้ากันจึงสำคัญ เห็นได้ว่าทุกครั้งที่องค์กรจัดงานกีฬาสี หรือกิจกรรมที่มีการรวมตัว ที่เอื้อต่อการสร้าง Human Touch ถึงยังมีคนอยากมาร่วมเสมอ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่องค์กรต้องกลับไปทบทวนต่อ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีทั้งต่อตัวพนักงานเอง และลูกค้าอันยาวนานของแบรนด์

CTA in Content Website 1600 x 500

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้