Search
Close this search box.

ASEAN ดันใบรับรองทักษะข้ามประเทศ (Skills Certification) เพิ่มโอกาสคนไทยได้ทำงานข้ามชาติ

HIGHLIGHT

  • ASEAN ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กำลังผลักดันให้มาตรฐานการประเมินและรับรองทักษะสามารถเทียบเคียงข้ามประเทศได้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ฝีมือของคนทำงานได้รับการยอมรับในตลาดแรงงานที่กว้างขึ้น
  • ไทยเตรียมนำร่อง ASEAN Digital Skills Passport สำหรับรวบรวมและแสดงประวัติทักษะ แต่การมีใบรับรองหรือข้อมูลทักษะไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิทำงานในต่างประเทศโดยอัตโนมัติ
  • กรณีช่างเชื่อมไทย–เกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า Skills Certification จะสร้างโอกาสได้จริง เมื่อมาตรฐานทักษะเชื่อมกับความต้องการของนายจ้างและเงื่อนไขของประเทศปลายทาง
  • สำหรับ HR ใบรับรองควรเป็นหนึ่งในหลักฐานประกอบการตัดสินใจ ร่วมกับผลงาน การสัมภาษณ์ และการทดลองทำงาน เพื่อให้ “สิ่งที่คนทำได้จริง” มีน้ำหนักมากกว่าการสะสมใบรับรองเพียงอย่างเดียว

ASEAN Skills Certification

คนที่มีฝีมือในไทย อาจพิสูจน์ความสามารถของตัวเองได้ไม่ยากนัก เพราะนายจ้างยังพอรู้จักสถาบันที่เรียน บริษัทที่เคยทำงาน หรือมาตรฐานของใบรับรองที่ถืออยู่

แต่เมื่อคนคนเดิมต้องไปสมัครงานในต่างประเทศ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นมาทันที เพราะแม้จะมีประสบการณ์ มีทักษะ หรือผ่านการอบรมและการประเมินมาแล้ว นายจ้างในอีกประเทศก็อาจยังไม่รู้ว่า หลักฐานเหล่านั้นสะท้อนความสามารถในระดับเดียวกับมาตรฐานที่เขาใช้หรือไม่
นี่จึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของตลาดแรงงานข้ามประเทศ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนทำงานไม่มีทักษะเสมอไป แต่อยู่ที่ทักษะนั้นยังไม่มีภาษากลางหรือหลักฐานที่ทำให้คนอีกประเทศเข้าใจและเชื่อถือได้ง่ายพอ

ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาหารือใน การประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 14 (The Fourteenth ASEAN Plus Three Labour Ministers Meeting – 14th ALMM+3) ที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งอาเซียนร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เดินหน้าผลักดันให้การฝึกอบรม การประเมิน และการรับรองทักษะสามารถเทียบเคียงกันข้ามประเทศได้มากขึ้น

ฝั่งไทยเองก็กำลังเตรียมนำร่อง ASEAN Digital Skills Passport เพื่อช่วยรวบรวมและแสดงประวัติทักษะของคนทำงานให้ตรวจสอบและนำไปใช้ประกอบการสมัครงานได้สะดวกขึ้น

แต่คำถามสำคัญคือ หากวันหนึ่งเรามี “พาสปอร์ตของทักษะ” จริง มันจะช่วยเปิดโอกาสให้คนทำงานไทยได้มากแค่ไหน และ HR ควรอ่านหลักฐานเหล่านี้อย่างไรไม่ให้ใบรับรองกลายเป็นแค่ด่านใหม่ในการคัดคน

ใบรับรองทักษะช่วยให้นายจ้างต่างประเทศเข้าใจฝีมือเราได้อย่างไร

ใบรับรองทักษะ หรือ Skills Certificate เป็นหลักฐานว่าผู้ถือผ่านการประเมินความรู้หรือความสามารถตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงต้องแยกจากใบประกาศที่ยืนยันเพียงว่าเข้าร่วมอบรมครบ ทั้ง 2 อย่างมีประโยชน์ต่างกัน และไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ

ปัญหาคือแต่ละประเทศอาจกำหนดมาตรฐานและวิธีประเมินไม่เหมือนกัน ใบรับรองที่ใช้สมัครงานได้ในประเทศหนึ่งจึงอาจยังไม่เป็นที่ยอมรับในอีกประเทศ นายจ้างต้องตรวจเพิ่มหรือทดสอบซ้ำ แม้ผู้สมัครจะมีฝีมืออยู่แล้ว

การทำให้มาตรฐานเทียบเคียงกันได้จะช่วยลดความไม่แน่ใจนี้ เช่น นายจ้างรู้ว่าช่างที่ผ่านการประเมินระดับหนึ่งทำงานประเภทใดได้ ใช้เครื่องมืออะไรเป็น และผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยแบบไหน

ทิศทางจากการประชุมอาเซียนจึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบฝึกอบรมและประเมินทักษะร่วมกัน ไม่ใช่เพียงออกเอกสารชื่อเดียวกันให้ทุกประเทศใช้ ส่วนการยอมรับในแต่ละอาชีพยังต้องดูข้อตกลงและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ไทยกำลังทำอะไร: จากประวัติการเรียนรู้สู่หลักฐานสมัครงาน

ฝั่งของรัฐบาลไทยระบุว่า ไทยจะผลักดันการรับรองหลักสูตรฝึกอบรม มาตรฐานฝีมือแรงงาน และศูนย์ความเป็นเลิศอาเซียน ภายใต้กรอบปี 2026–2030 พร้อมนำร่องหนังสือเดินทางทักษะดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Skills Passport เพื่อให้คนทำงานใช้ข้อมูลทักษะประกอบการสมัครงานได้สะดวกขึ้น

ส่วนแนวทาง Skill Bridge ที่กรมประชาสัมพันธ์รายงาน เน้นเชื่อมการเรียนรู้กับการจ้างงาน ผ่านการสะสมหน่วยกิตและการรับรองความรู้จากประสบการณ์เดิม ประเด็นสำคัญคือคนที่เรียนรู้จากการทำงานควรมีช่องทางนำสิ่งที่ทำเป็นมาให้ประเมิน โดยไม่ต้องเริ่มเรียนทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ต้น

ในทางปฏิบัติ ใบรับรองทักษะกับหนังสือเดินทางทักษะดิจิทัลทำหน้าที่ต่างกัน ใบรับรองบอกว่าผ่านเกณฑ์ใด ส่วนระบบประวัติทักษะช่วยรวบรวมและแสดงหลักฐานเหล่านั้น การมีข้อมูลอยู่บนระบบดิจิทัลไม่ได้ทำให้ใบรับรองทุกใบได้รับการยอมรับโดยอัตโนมัติ

ข่าวยังระบุถึงการนำร่อง จึงไม่ควรตีความว่าแรงงานไทยทุกคนมีเอกสารชุดเดียวที่ใช้สมัครงานได้ทั่วอาเซียนแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือสาขาที่ครอบคลุม วิธีเข้าร่วม หน่วยงานตรวจสอบ และขอบเขตการยอมรับของแต่ละประเทศ

ช่างเชื่อมไทย–เกาหลีใต้: ตัวอย่างจริงของการพาทักษะข้ามประเทศ

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ ความร่วมมือระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ TPQI กับหน่วยงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเกาหลีใต้ หรือ HRDKorea ซึ่งลงนามข้อตกลงยอมรับคุณวุฒิช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือร่วมกันในเดือนมีนาคม 2026

TPQI รายงานว่ามีการหารือร่วมกับกรมการจัดหางาน เพื่อผลักดันโครงการนำร่องสรรหาผู้มีคุณวุฒิวิชาชีพระดับ 4–5 ไปทำงานผ่านวีซ่า E-9 สำหรับผู้มีความสามารถทางเทคนิค โดยมีแนวทางยกเว้นการทดสอบทักษะการเชื่อมซ้ำ และสรรหาผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล

กรณีนี้ช่วยให้เห็นประโยชน์ของการยอมรับคุณวุฒิร่วมกัน นายจ้างปลายทางมีมาตรฐานที่ใช้พิจารณาได้ ส่วนคนทำงานไม่ต้องพิสูจน์ฝีมือเรื่องเดิมซ้ำทุกขั้นตอน แต่ยังต้องผ่านกระบวนการสรรหาและเงื่อนไขที่หน่วยงานกำหนด ไม่ใช่ถือใบรับรองแล้วเดินทางไปเริ่มงานได้ทันที

ที่สำคัญ นี่เป็นความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้เฉพาะสาขา ไม่ใช่ผลจากการเปิดใช้หนังสือเดินทางทักษะดิจิทัลทั่วอาเซียน จึงใช้เป็นตัวอย่างของวิธีเชื่อมมาตรฐานกับโอกาสงานได้ โดยไม่ขยายข้อสรุปไปถึงทุกอาชีพ

Skill Mapping & Certification

วางแผนพัฒนาคนอย่างมีทิศทางด้วย Skill Mapping & Certification

HR ควรใช้ใบรับรองทักษะคัดคนอย่างไร ?

เมื่อมีหลักฐานด้านทักษะให้ใช้มากขึ้น โจทย์ของ HR ไม่ใช่การเพิ่มเงื่อนไขว่าผู้สมัครทุกคนต้องมีใบรับรอง แต่ต้องรู้ว่าใบรับรองแต่ละใบช่วยบอกอะไรเกี่ยวกับความสามารถที่งานต้องการ

จุดเริ่มต้นควรกลับไปที่คำถามพื้นฐานว่า ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรได้บ้าง จากนั้นจึงตรวจว่าใบรับรองที่ผู้สมัครมีประเมินทักษะเหล่านั้นจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้ออก ใช้วิธีประเมินแบบใด และสามารถตรวจสอบสถานะได้หรือไม่

งานบางประเภท โดยเฉพาะงานด้านเทคนิค ความปลอดภัย งานช่าง งานระบบสารสนเทศ หรือการควบคุมกระบวนการผลิต อาจต้องพึ่งมาตรฐานและหลักฐานเฉพาะด้านมากเป็นพิเศษ ขณะที่งานขาย การตลาด งานบุคคล หรือการบริหารทีม ใบรับรองอาจช่วยยืนยันความรู้บางส่วน แต่ยังต้องดูความสามารถด้านการสื่อสาร การตัดสินใจ และความเข้าใจธุรกิจประกอบกัน

เช่น หากองค์กรกำลังรับนักวิเคราะห์ข้อมูล ใบรับรองอาจช่วยบอกว่าผู้สมัครเคยผ่านการประเมินเครื่องมือหรือวิธีวิเคราะห์ข้อมูลใดมา แต่ HR และหัวหน้างานยังต้องหาคำตอบต่อว่า เมื่อเจอข้อมูลไม่ครบ ผู้สมัครรับมืออย่างไร หรือสามารถอธิบายข้อค้นพบให้คนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านข้อมูลเข้าใจได้หรือไม่

ผลงาน คำถามสัมภาษณ์ที่มีเกณฑ์ชัดเจน การจำลองสถานการณ์ หรือการทดลองทำงานชิ้นเล็กจึงยังมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นทั้งสิ่งที่ผู้สมัครรู้และสิ่งที่สามารถนำไปใช้กับงานจริง

หากองค์กรกำหนดให้ทุกตำแหน่งต้องมีใบรับรองโดยไม่ดูความจำเป็น คนที่มีฝีมือจากประสบการณ์จริง เรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือไม่มีต้นทุนและเวลาเข้าสอบ อาจถูกตัดออกตั้งแต่ต้น ทั้งที่มีความสามารถตรงกับงาน

จากเดิมที่องค์กรเคยติดกับชื่อมหาวิทยาลัย วุฒิการศึกษา หรือจำนวนปีทำงาน จึงต้องระวังไม่ให้ใบรับรองทักษะกลายเป็นด่านรูปแบบใหม่ที่ทำหน้าที่แบบเดียวกัน

เป้าหมายควรเป็นการมีหลักฐานหลากหลายขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นความสามารถของคนได้แม่นยำกว่าเดิม

จากการรู้ว่าใครมีทักษะอะไร ไปสู่การสร้างโอกาสให้ได้ใช้จริง

แนวคิดเรื่อง Skills Certification ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะตอนรับคนใหม่ องค์กรสามารถเริ่มจากพนักงานที่มีอยู่ก่อนว่า แต่ละคนมีความสามารถอะไร และมีทักษะใดที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้เพราะไม่ตรงกับชื่อตำแหน่งปัจจุบัน

ข้อมูลทักษะของพนักงานอาจประกอบด้วยสิ่งที่ผ่านการประเมิน สิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์ทำงาน ตัวอย่างผลงาน และใบรับรองที่มีอยู่ โดยควรระบุให้ชัดว่าแต่ละหลักฐานรับรองทักษะระดับใด มีเงื่อนไขหรือวันหมดอายุหรือไม่ และสามารถตรวจสอบจากแหล่งใดได้บ้าง
เมื่อเห็นภาพเหล่านี้ชัดขึ้น องค์กรจึงนำข้อมูลไปเชื่อมกับแผนพัฒนาคน การมอบหมายงานได้ดีขึ้น

พนักงานที่มีพื้นฐานด้านการจัดการโครงการและวิเคราะห์ข้อมูลอาจมีศักยภาพไปช่วยงานปรับปรุงกระบวนการ ขณะที่ทีมที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการลดการใช้พลังงานอาจต้องเติมทักษะด้านการวัดและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม

การพัฒนาทักษะจึงควรเริ่มจากโจทย์ของงาน มากกว่ารายชื่อหลักสูตรที่มีให้เลือก

ขณะเดียวกัน การเรียนหรือสอบผ่านไม่ได้หมายความว่ากระบวนการพัฒนาจบลงแล้ว เพราะทักษะจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อพนักงานได้มีโอกาสนำไปใช้

HR จึงควรทำงานร่วมกับหัวหน้างานต่อว่า หลังพนักงานผ่านการฝึกอบรมหรือได้รับใบรับรองแล้ว จะมีงานใดให้ทดลองใช้ความสามารถนั้น ใครจะช่วยให้คำแนะนำ และจะประเมินอย่างไรว่าพนักงานทำงานได้ดีขึ้นจริง

ตัวชี้วัดอาจเป็นการรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้น ลดข้อผิดพลาด แก้ปัญหาได้มากขึ้น หรือขยับไปทำบทบาทใหม่ได้ มากกว่าจบรายงานด้วยจำนวนชั่วโมงเรียนและจำนวนใบประกาศที่พนักงานได้รับ

เพราะสุดท้าย ต่อให้องค์กรมีฐานข้อมูลทักษะละเอียดเพียงใด หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกนำไปใช้มอบหมายงาน วางแผนพัฒนา หรือเปิดโอกาสใหม่ให้พนักงาน มันก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งฐานข้อมูลที่ไม่มีใครเปิดดู

บทสรุป

หาก Skills Certification สามารถเดินหน้าไปถึงจุดที่ทักษะของคนหนึ่งคนถูกเข้าใจและได้รับการยอมรับจากนายจ้างในหลายประเทศได้จริง วิธีที่เรามอง “คุณค่าของคนทำงาน” อาจเปลี่ยนไปไม่น้อย

ในอนาคต องค์กรอาจรู้จักผู้สมัครจากสิ่งที่เขาทำได้มากขึ้น แทนที่จะเริ่มต้นจากชื่อมหาวิทยาลัย สาขาที่เรียน หรือตำแหน่งงานเดิม ขณะที่คนทำงานเองก็อาจมีโอกาสนำทักษะที่สะสมมาตลอดชีวิตไปใช้กับงาน อุตสาหกรรม หรือประเทศใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ASEAN Digital Skills Passport จะเริ่มใช้เมื่อไร หรือใบรับรองใดจะได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น แต่เมื่อข้อมูลด้านทักษะของคนทำงานเริ่มชัดเจนและตรวจสอบได้มากขึ้น องค์กรจะพร้อมแค่ไหนที่จะเปลี่ยนจากการมองว่า “คนคนนี้เคยเรียนหรือเคยทำงานที่ไหน” ไปสู่การมองว่า “วันนี้เขาทำอะไรได้จริงบ้าง”

และหากวันหนึ่ง “สิ่งที่คนทำได้” สามารถเดินทางข้ามตำแหน่ง อุตสาหกรรม และพรมแดนได้จริง HR จะออกแบบการรับคน พัฒนาคน และเปิดโอกาสให้คนทำงานแตกต่างจากวันนี้อย่างไร?

หากองค์กรกำลังต้องการประเมินทักษะ วางแผนฝึกอบรม หรือจัดเก็บข้อมูลความสามารถของพนักงาน สามารถค้นหา HR Solution ที่เกี่ยวข้องได้ที่ HREX

Sources

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้