
เมื่อพูดถึงคำว่า Climate Action หลายคนอาจนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด การลดคาร์บอน หรือการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว
แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะมันเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ทักษะแรงงานแห่งอนาคต รูปแบบธุรกิจใหม่ ต้นทุนองค์กร ความเสี่ยงของเมือง ไปจนถึงบทบาทของ HR ในการเตรียมคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
นี่คือเหตุผลที่เกิดงาน Bangkok Climate Action Week 2026 หรือ BKKCAW 2026 เวทีที่ชวนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา สื่อ ชุมชน และคนทำงานจากหลากหลายภาคส่วน มาร่วมกันตั้งคำถามว่า เราจะสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ดีต่อทั้งคนและโลกได้อย่างไร ?
ในปีนี้ HREX เข้าร่วม BKKCAW 2026 ในฐานะพันธมิตรสื่อ พร้อมทั้งมีคุณ ณัฐวุฒิ กุลแก้ว Community Management จาก HREX ร่วมเป็นคณะทำงานหลัก หรือ Core Team ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในทุนมนุษย์ การเตรียมทักษะแรงงานและเยาวชนไทยให้พร้อมกับโอกาสงานในเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ มีคุณค่า และมีเป้าหมายมากขึ้น
ในฐานะแพลตฟอร์มที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้นำงานทรัพยากรบุคคล รวมถึงผู้ให้บริการ HR Solutions ในไทย HREX มองว่า Climate Action ไม่ใช่ประเด็นไกลตัวของคนทำงานอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในแรงเปลี่ยนสำคัญที่กำลังส่งผลต่อทักษะแรงงาน โครงสร้างงาน วัฒนธรรมองค์กร และการบริหารคนในระยะยาว
หาก HR คนไหนสงสัยว่าประเด็น Climate Action เกี่ยวข้องกับการบริหารคนอย่างไร HREX สรุปสาระสำคัญจากงานนี้มาให้แล้ว
Contents
- Bangkok Climate Action Week 2026 คืองานอะไร ?
- Climate Action ถึงเวลาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นทาง
- การเติบโตที่ดี ควรเป็นการเติบโตแบบไหน ?
- กรุงเทพฯ กับบทบาทเมืองที่ต้องเร่งรับมือ Climate Crisis
- 10 สาขาหลักที่สะท้อนว่า Climate Action เกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม
- Green Jobs Fair: จุดเชื่อมสำคัญระหว่าง Climate Action กับ HR
- จาก GDP สู่ Well-being: องค์กรต้องนิยามความสำเร็จใหม่
- Climate Action ต้องอาศัย Collaboration ไม่ใช่การแข่งขันลำพัง
- บทบาทของ HREX ในการเชื่อม Climate Action กับอนาคตของงาน HR
- สรุป: Climate Action คือโจทย์ใหม่ของ HR
Bangkok Climate Action Week 2026 คืองานอะไร ?

Bangkok Climate Action Week หรือ BKKCAW 2026 คือเวทีความร่วมมือที่รวมผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ
หัวใจของงานนี้คือการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิด ที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน ชุมชน สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และผู้คนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของเมือง เศรษฐกิจ และสังคมร่วมกัน ไม่ใช่แค่การจัดอีเวนต์เพื่อพูดถึงโลกร้อนแล้วจบลง
งาน BKKCAW 2026 จะจัดขึ้นก่อนการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 นี้ ทำให้ช่วงเวลาการจัดงานมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นโอกาสที่กรุงเทพฯ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้แสดงบทบาทต่อบทสนทนาระดับโลกด้านสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
Climate Action ถึงเวลาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นทาง
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ BKKCAW 2026 คือการมองปัญหาสภาพภูมิอากาศในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการจัดการผลกระทบปลายทาง
เพราะวิกฤตภูมิอากาศไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ วิธีการผลิต วิธีการบริโภค การใช้พลังงาน การเดินทาง การพัฒนาเมือง การท่องเที่ยว ไปจนถึงวิธีที่สังคมวัดคำว่าความสำเร็จ
ในงานเปิดตัว มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นของรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และระบบนิเวศ มากกว่าการวัดผลด้วยตัวชี้วัดแบบเดิมอย่าง GDP เพียงอย่างเดียว
นี่เป็นประเด็นที่สะท้อนกลับมายังองค์กรโดยตรง เพราะที่ผ่านมา หลายองค์กรอาจวัดความสำเร็จด้วยรายได้ กำไร การเติบโตของธุรกิจ หรือ Productivity เป็นหลัก แต่ในโลกที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและความเหลื่อมล้ำทางสังคมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น องค์กรจำเป็นต้องตั้งคำถามใหม่ว่า
การเติบโตที่ดี ควรเป็นการเติบโตแบบไหน ?

การทำกำไรที่ยั่งยืน ต้องแลกมาด้วยสุขภาพของคนทำงาน ทรัพยากรธรรมชาติ หรือคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบข้างหรือไม่ ?
HR จะมีบทบาทอย่างไรในการทำให้องค์กรเติบโตโดยไม่ทิ้งคนและโลกไว้ข้างหลัง ?
คุณ ลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย ผู้ก่อตั้ง Just Transitions Incubator และประธานร่วมคณะกำหนดทิศทาง BKKCAW กล่าวไว้ว่า การสร้างเศรษฐกิจใหม่คือเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ไม่ควรปล่อยให้นักเศรษฐศาสตร์จัดการเพียงลำพัง
“Climate Action เป็นเรื่องของทุกอาชีพ ทุกองค์กร และทุกคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน เราทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะมีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจแบบใด นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ห่างไกล แต่เป็นทางเลือกที่เราสามารถตัดสินใจได้ตั้งแต่วันนี้”
กรุงเทพฯ กับบทบาทเมืองที่ต้องเร่งรับมือ Climate Crisis

ในฐานะเมืองใหญ่ กรุงเทพฯ เป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แหล่งรวมแรงงานจำนวนมาก ศูนย์กลางการเดินทาง และเมืองที่เผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ความร้อน คุณภาพอากาศ พื้นที่สีเขียว หรือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี
คุณ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงานว่า กรุงเทพฯ พร้อมบูรณาการหลักการเศรษฐกิจใหม่และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ากับการวางผังเมืองและการให้บริการสาธารณะ ผ่านการเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและการเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพร้อมรับปรับตัว
“เรามุ่งมั่นร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางด้านสภาพภูมิอากาศของเมืองไปด้วยกัน”
ทั้งนี้ เมืองเกี่ยวข้องกับ HR และชีวิตคนทำงานหลายประการ
- ถ้าเมืองมีปัญหาการเดินทาง คนทำงานก็เหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ถึงออฟฟิศ
- ถ้าเมืองมีปัญหาฝุ่นและคุณภาพอากาศ สุขภาพพนักงานก็ได้รับผลกระทบ
- ถ้าเมืองมีความเสี่ยงน้ำท่วม องค์กรก็ต้องรับมือกับ Business Continuity
- ถ้าเมืองร้อนขึ้นเรื่อย ๆ สวัสดิการ สุขภาพ และความปลอดภัยในการทำงานก็ต้องถูกออกแบบใหม่
Climate Action ในระดับเมือง จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของ HR แต่เกี่ยวข้องกับ Employee Well-being, Workplace Safety, Hybrid Work, Flexible Work, Crisis Management และ Employee Experience อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
10 สาขาหลักที่สะท้อนว่า Climate Action เกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม
BKKCAW 2026 ไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมพลังงานหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับแทบทุกมิติของการทำงานและการใช้ชีวิตที่ครอบคลุม 10 สาขาสำคัญ ๆ ประกอบด้วย
- พลังงาน
- อาหาร
- ธรรมชาติ
- สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- เมืองและการเดินทาง
- การศึกษา
- การท่องเที่ยวและการบริการ
- ชุมชน
- เศรษฐกิจ
- ศิลปะและวัฒนธรรม
จะเห็นได้ชัดว่าทั้ง 10 สาขานี้ล้วนเกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ เช่น อาหารเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานและการบริโภค สุขภาพเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและแรงงาน การศึกษาเกี่ยวข้องกับการสร้างทักษะใหม่ การท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับรูปแบบเศรษฐกิจเมือง ศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ และชุมชนเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่าน เป็นต้น
ดังนั้นองค์กรไม่ควรถามเพียงว่า “บริษัทของเราเกี่ยวกับ Climate Action หรือไม่” แต่ควรถามใหม่ว่า “ธุรกิจของเราเชื่อมโยงกับ Climate Action ในมิติไหนบ้าง”
สำหรับ HR คำถามนี้อาจนำไปสู่การทบทวนหลายเรื่อง อาทิ
- องค์กรต้องการทักษะใหม่อะไรบ้างในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ?
- ตำแหน่งงานใดจะเปลี่ยนไปเพราะแรงกดดันด้านความยั่งยืน ?
- พนักงานเข้าใจเป้าหมาย ESG ขององค์กรมากแค่ไหน ?
- วัฒนธรรมองค์กรสนับสนุนพฤติกรรมที่ยั่งยืนจริงหรือไม่ ?
- ผู้นำองค์กรมี Climate Literacy เพียงพอหรือยัง ?
คำถามเหล่านี้อาจไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ HR ก้าวจากบทบาทผู้ดูแลคน ไปสู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบการเปลี่ยนผ่านขององค์กร
Green Jobs Fair: จุดเชื่อมสำคัญระหว่าง Climate Action กับ HR
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตาของ BKKCAW 2026 คือ Green Jobs Fair ซึ่งถือเป็นจุดเชื่อมที่ชัดเจนที่สุดระหว่างงานด้าน Climate Action กับโลก HR
เพราะเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ตลาดแรงงานก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย
คำว่า Green Jobs ไม่ได้หมายถึงงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรงเท่านั้น แต่ครอบคลุมงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สนับสนุนพลังงานสะอาด พัฒนาเมืองที่ยั่งยืน หรือสร้างระบบเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อคนและโลกมากขึ้น
ในอนาคต องค์กรอาจต้องการคนที่มีทักษะใหม่มากขึ้น เช่น
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG และ Sustainability
- นักวิเคราะห์ข้อมูลด้าน Climate และ Carbon
- ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด
- นักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึง Circular Economy
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sustainable Supply Chain
- นักสื่อสารด้านความยั่งยืน
- HR ที่เข้าใจ Green Skills และ Just Transition
ดังนั้น การวางแผนกำลังคนในอนาคตไม่สามารถยึดอยู่กับ Job Description แบบเดิมได้อีกต่อไป องค์กรต้องเริ่มมองว่า งานใดจะถูกเปลี่ยนผ่าน งานใดต้อง Reskill งานใดต้อง Upskill และงานใดจะเกิดขึ้นใหม่จากแรงขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน
|
|
จาก GDP สู่ Well-being: องค์กรต้องนิยามความสำเร็จใหม่
อีกประเด็นสำคัญของงาน BKKCAW 2026 คือการตั้งคำถามต่อวิธีวัดความสำเร็จแบบเดิม โดยเฉพาะการพึ่งพา GDP เป็นตัวชี้วัดหลักของการพัฒนา
แม้ GDP จะยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ในโลกที่วิกฤตภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และสุขภาวะของผู้คนกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงระยะยาว การมองตัวเลขการเติบโตเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ในระดับองค์กร เรื่องนี้สะท้อนกลับมายังวิธีที่บริษัทวัดความสำเร็จของตัวเองเช่นกัน
- ถ้าองค์กรเติบโต แต่พนักงานหมดไฟ ถือว่าสำเร็จหรือไม่ ?
- ถ้าบริษัทมีกำไรสูง แต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ถือว่ายั่งยืนหรือไม่ ?
- ถ้า Productivity เพิ่มขึ้น แต่คนทำงานไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี องค์กรควรภูมิใจกับผลลัพธ์นั้นแค่ไหน ?
โลกการทำงานยุคต่อไป ตัวชี้วัดขององค์กรอาจต้องขยับจากการมองเพียง Output ไปสู่การมอง Outcome ที่กว้างขึ้น เช่น
- คุณภาพชีวิตของพนักงาน
- ความผูกพันต่อองค์กร
- ความปลอดภัยและสุขภาวะในการทำงาน
- ความหลากหลายและความเท่าเทียม
- ผลกระทบต่อชุมชน
- ความสามารถในการปรับตัวต่อความเสี่ยงระยะยาว
- ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
Climate Action ต้องอาศัย Collaboration ไม่ใช่การแข่งขันลำพัง

งาน BKKCAW 2026 ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิด เปิดโอกาสให้พันธมิตรที่สนใจสามารถร่วมจัด Session ในแต่ละสาขา โดยมีการสนับสนุนจากสถานที่จัดงาน ผู้ให้ทุน วิทยากร และชุมชนที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ปัญหาสภาพภูมิอากาศไม่สามารถแก้ได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร สตาร์ทอัพ สถาบันการศึกษา หรือชุมชน ทุกฝ่ายล้วนถือทรัพยากร ความรู้ และบทบาทที่แตกต่างกัน
สำหรับ HR นี่คือบทเรียนสำคัญของการทำงานยุคใหม่เช่นกัน เพราะการแก้ปัญหาซับซ้อนในองค์กร ไม่สามารถทำได้ด้วยการทำงานแบบ Silo อีกต่อไป
การสร้างองค์กรที่พร้อมรับมือกับอนาคต ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามฝ่าย ข้ามความเชี่ยวชาญ และข้ามอุตสาหกรรมมากขึ้น
HR จึงควรมีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรม Collaboration ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การส่งเสริมทำงานเป็นทีม แต่ต้องออกแบบระบบการทำงานที่ทำให้คนต่างแผนกแลกเปลี่ยนความรู้กันได้จริง กล้าทดลองร่วมกัน และมองเป้าหมายใหญ่ขององค์กรร่วมกัน
ในโลกที่ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น องค์กรที่เก่งที่สุดคือองค์กรที่เชื่อมคนเก่งเข้าหากันได้ดีที่สุด ไม่ใช่องค์กรที่มีคนเก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว
บทบาทของ HREX ในการเชื่อม Climate Action กับอนาคตของงาน HR
ในฐานะ Media Partner ของ BKKCAW 2026 และชุมชนของผู้นำงานทรัพยากรบุคคลในไทย HREX เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องที่องค์กรควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่าย Sustainability หรือ ESG เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของ HR อย่างจริงจัง
เพราะเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน งานย่อมเปลี่ยน ทักษะย่อมเปลี่ยน ความคาดหวังของพนักงานย่อมเปลี่ยน และวิธีที่องค์กรดูแลคนก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
นอกจากบทบาทในไทยแล้ว HREX ยังให้ความสำคัญกับการจับตาภูมิทัศน์แรงงานในหลายประเทศของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไทย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละตลาดกำลังเผชิญโจทย์ด้านคน งาน และองค์กรอย่างไร ท่ามกลางแรงเปลี่ยนจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจใหม่ และความยั่งยืน
บทบาทของ HREX ไม่ใช่เพียงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้าน HR แต่ยังเชื่อมโยงองค์ความรู้ ชุมชน และ HR Solutions ที่ช่วยให้องค์กรไทยมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น และเตรียมคนให้พร้อมกับอนาคตได้ดีขึ้น
สรุป: Climate Action คือโจทย์ใหม่ของ HR
Bangkok Climate Action Week 2026 ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันกำลังเปลี่ยนเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ ตลาดแรงงาน และชีวิตคนทำงานตั้งแต่ตอนนี้
HR ถึงเวลาขยับบทบาทจากการเป็นผู้ดูแลระบบบริหารคน ไปสู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตขององค์กร เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีคนที่พร้อม ทักษะที่พร้อม ผู้นำที่พร้อม และวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง
องค์กรยุคใหม่ต้องมองความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์คน และ HR คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจ Bangkok Climate Action Week 2026 งานหลักจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2569 โดยเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมออกแบบอนาคตของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โปรดติดตามข่าวสารเกี่ยวกับงานได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ HREX
