
เชื่อว่านาทีนี้ หลายองค์กรน่าจะเริ่มนำ AI มาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจกันแล้ว ซึ่งใครที่เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบและนำหน้าองค์กรอื่น ๆ ไปหลายก้าว แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ด้วยก็คือ HR ของคุณมีส่วนร่วมแค่ไหน… เป็นเพียงผู้ตามเทคโนโลยีหรือเป็นผู้นำที่คุมการขับเคลื่อนอย่างเต็มตัว ?
นี่คือที่มาของงาน Exclusive AI Workshop | Microsoft × Darwinbox AI Tech Camp เวทีนี้ Darwinbox จัดขึ้นเพื่อให้ผู้นำด้าน HR เห็นแนวทางการใช้ AI ขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดขึ้นจริง มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ที่ Microsoft Campus ณ One Bangkok
งานนี้อาจสงวนสิทธิ์การเข้าร่วมเฉพาะผู้นำ HR จากองค์กรชั้นนำเท่านั้น แต่ HREX ได้เข้าร่วมและสรุปสาระสำคัญที่คุณไม่ควรพลาดมาให้แล้ว ในบทความนี้
Contents
- วาง AI Blueprint อย่างไร ให้ HR นำไปใช้ได้จริง ?
- 1. ประเมินกระบวนการทำงานในปัจจุบัน (Assess Current HR Process)
- 2. กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน (Define Objectives and Goals)
- 3. วางแผนงบประมาณและการลงทุนที่คุ้มค่า (Budgeting and Cost Consideration)
- 4. เลือกพันธมิตรทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Choose the Right Vendor)
- 5. กำหนดระยะเวลาดำเนินการตามความเป็นจริง (Set a Realistic Implementation Timeline)
- 6. นำเสนอแผนงานเชิงธุรกิจต่อผู้บริหาร (Presenting the Business Case)
- 7. แสดงคุณค่าเชิงกลยุทธ์ของงาน HR (Show the Strategic Value of HR)
- 8. ประเมินผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในเชิงตัวเลข (Estimate the Financial Benefits)
- AI Business Canvas เปลี่ยนการประเมินองค์กรบนหน้ากระดาษ สู่แผนลงมือทำที่จับต้องได้
วาง AI Blueprint อย่างไร ให้ HR นำไปใช้ได้จริง ?

ก่อนเริ่มงานอย่างเป็นทางการ ทีมผู้จัดงานได้ชวนพูดคุยกับ HR ผู้เข้าร่วมงาน ทำให้ได้พบ Insight ที่น่าสนใจว่า HR กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของหลายองค์กร บางองค์กรเริ่มใช้ AI อย่างจริงจัง มีทีมภายในพัฒนาระบบเอง ขณะที่บางแห่งยังอยู่ในช่วงทดลองใช้กับงานเล็ก ๆ เช่น การแต่งภาพ แปลเอกสาร หรือช่วยเขียนอีเมล แม้จะดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยสร้างความคุ้นเคย และปูทางสู่การประยุกต์ใช้ในระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
คุณ พนาสิทธิ์ วงษ์มิตรแท้ Country Head Client Advisory – Thailand ของ Darwinbox กล่าวว่าอุปสรรคหลักที่หลายองค์กรมักพบเจอนั้น มักอยู่ที่มุมมองและ Mindset ของคนในองค์กรต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือแต่อย่างใด
“การจะเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่การใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรได้ ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจากผู้บริหาร และการสื่อสารที่ต่อเนื่องจนเกิดการยอมรับร่วมกัน เมื่อคนในองค์กรเข้าใจทิศทางเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงจึงจะเกิดขึ้นได้จริง และ AI จะกลายเป็นตัวช่วยยกระดับศักยภาพ แทนที่จะเป็นแรงต้าน”
“ขณะเดียวกัน บทบาทของ HR เองก็ต้องขยับตามธุรกิจให้ทัน การเข้าใจ Business Model และเป้าหมายองค์กรเป็นเรื่องสำคัญมาก หาก HR ไม่สามารถเชื่อมโยงงานของตัวเองเข้ากับธุรกิจได้ โครงการที่ทำจะไม่สร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง”
ขณะเดียวกัน คุณพนาสิทธิ์ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างการทำงานที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ ความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ก็แตกต่างไปจากรุ่นก่อน ๆ บีบให้ HR ต้องปรับวิธีคิดและวิธีทำงาน พร้อมรับมือกับโจทย์ที่ต้องทำให้น้อยลงแต่ต้องได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ก็มาจากการใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรง โดยเฉพาะ AI นั่นเอง

Country Head Client Advisory – Thailand ของ Darwinbox ได้สรุปแนวทางการวาง AI Blueprint ที่ HR สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงโดยคร่าว ๆ 8 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ประเมินกระบวนการทำงานในปัจจุบัน (Assess Current HR Process)
การเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการกลับมามองกระบวนการทำงานของ HR ทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา ว่ามีขั้นตอนไหนที่ซ้ำซ้อน ล่าช้า หรือสร้างภาระโดยไม่จำเป็น รวมถึงต้องมองให้เห็น Pain Point ที่แท้จริงของทั้งพนักงานและองค์กร หากยังไม่เข้าใจปัญหาภายในอย่างลึกซึ้ง การนำ AI เข้ามาก็อาจแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้
2. กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน (Define Objectives and Goals)
หลายองค์กรมักเริ่มลงมือทำก่อน แล้วค่อยกลับมาคิดเรื่องการวัดผลภายหลัง ตรงนี้เองที่มักทำให้หลายโครงการลงเอยด้วยการวัดผลไม่ชัดเจน ก่อนทำอะไรสักอย่าง ควรกำหนดเป้าหมายก่อนเสมอ ว่าถ้าทำสิ่งนี้แล้ว มันจะช่วยแก้ปัญหาอะไร และจะวัดความสำเร็จอย่างไร แล้วลองเลือกทำเรื่องเล็ก ๆ ที่เห็นผลได้จริง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและแรงสนับสนุนภายในองค์กรได้มากกว่า
3. วางแผนงบประมาณและการลงทุนที่คุ้มค่า (Budgeting and Cost Consideration)
มุมมองเรื่องงบประมาณเป็นอีกจุดที่หลายองค์กรพลาด การลงทุนด้าน AI ควรถูกมองในฐานะการสร้างโอกาส การลงทุนที่นำมาซึ่งผลตอบแทนงดงาม ไม่ใช่ภาระค่าใช้จ่าย การกำหนดงบประมาณ และเปลี่ยน Mindset มอง AI เป็นการลงทุน จะช่วยลดความเสี่ยงที่องค์กรต้องเผชิญต้นทุนที่มองไม่เห็น ซึ่งมักจะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการไม่ทำอะไร (Cost of Doing Nothing) เช่นเช่น เสียคนเก่ง ทำให้ต้องหาคนใหม่ แต่ก็หาได้ช้า ทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ซึ่งต้นทุนเหล่านี้พอสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ มันจะสูงอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน
4. เลือกพันธมิตรทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Choose the Right Vendor)
การเลือกพาร์ทเนอร์ เลือกผู้ให้บริการระบบสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เลือกเพราะความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ต้องเป็นเลือกคนที่เข้าใจบริบทขององค์กร สามารถปรับระบบให้เข้ากับวิธีทำงานจริง และช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นมากที่สุด
5. กำหนดระยะเวลาดำเนินการตามความเป็นจริง (Set a Realistic Implementation Timeline)
การวาง Timeline การใช้งานต้องอยู่บนความเป็นจริง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว การเก็บ Requirement เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานา โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือมีหลายประเทศเกี่ยวข้อง หากขั้นตอนนี้ไม่รอบคอบ โครงการมีโอกาสสะดุดตั้งแต่ต้น นอกจากนั้นแผนทุกระยะที่สัมพันธ์และสอดคล้องกันจะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
6. นำเสนอแผนงานเชิงธุรกิจต่อผู้บริหาร (Presenting the Business Case)
HR ที่เข้าใจธุรกิจคือคนที่สำคัญขององค์กร และ HR ลักษณะนี้จะสามารถนำเสนอแผนงานให้ผู้บริหารเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงต้องทำเรื่องนี้ ทำไมถึงต้องลงทุนด้าน AI ตั้งแต่ตอนนี้ AI จะช่วยแก้ปัญหาส่วนไหนได้บ้าง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการลงทุนครั้งนี้จะสร้างประโยชน์อย่างไร เปลี่ยนมุมมองของผู้บริหารที่มองสิ่งต่าง ๆ เป็นค่าใช้จ่าย จ่ายแล้วทิ้ง ไปสู่โอกาสในการพัฒนาองค์กรที่ดีกว่า
7. แสดงคุณค่าเชิงกลยุทธ์ของงาน HR (Show the Strategic Value of HR)
HR ต้องแสดงให้เห็นว่าระบบหรือโครงการที่กำลังทำ มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายขององค์กรในภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเสริมสร้างการเติบโตของคนในองค์กร ช่วย Retention พนักงานได้มากขึ้น หรือช่วยให้การตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น เป็นต้น เมื่อ HR เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับกลยุทธ์องค์กรได้ชัดเจน บทบาทของ HR ในฐานะพาร์ทเนอร์ด้านกลยุทธ์จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
8. ประเมินผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในเชิงตัวเลข (Estimate the Financial Benefits)
สุดท้ายคือการประเมินผลลัพธ์ในเชิงตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนแรงงาน ลดข้อผิดพลาด หรือการประหยัดเวลาการทำงาน สิ่งเหล่านี้ควรถูกแปลงให้เห็นเป็นมูลค่าที่จับต้องได้ เพื่อให้ผู้บริหารมองเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
สุดท้ายแล้ว องค์กรที่เข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ วางเป้าหมายชัด และค่อย ๆ ลงมือทำอย่างมีแบบแผน จะสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างแท้จริง
AI Business Canvas เปลี่ยนการประเมินองค์กรบนหน้ากระดาษ สู่แผนลงมือทำที่จับต้องได้

สำหรับเนื้อหาใน Session นี้ออกแบบมาให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือคิด ประเมินความพร้อมด้าน AI และสร้างแผนพัฒนาร่วมกันจริง ๆ ทุกคนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5–6 คน และต้องสมมติว่าทำงานองค์กรเดียวกัน วิธีการนี้ทำให้การแลกเปลี่ยนเปิดกว้างมากขึ้น และช่วยให้ทุกคนโฟกัสโจทย์เดียวกันอย่างแท้จริง
ขั้นตอนแรกของ Workshop คือการพาแต่ละกลุ่มประเมินระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กร โดยไล่เรียงเป็นลำดับชัดเจน ตั้งแต่การสำรวจว่า องค์กรไหนยังการทำงานแบบ Manual ที่ยังใช้กระดาษหรือ Spreadsheet ไปจนถึงการมีระบบ HR ที่รวมศูนย์ เชื่อมข้อมูลเป็นหนึ่งเดียว การเริ่มใช้ AI ในบางฟังก์ชัน และภาพปลายทางคือการใช้ AI ครอบคลุมตลอด Employee Lifecycle ซึ่งยังเป็นระดับที่แทบไม่มีองค์กรไปถึง การไล่ระดับแบบนี้ทำให้เห็นช่องว่างระหว่างจุดที่อยู่ กับจุดที่อยากไปได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อรู้สถานะของตัวเองแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการระบุอุปสรรคที่ขวางการนำ AI มาใช้ ซึ่งแต่ละองค์กรมีบริบทต่างกัน บางกลุ่มพบว่าปัญหาอยู่ที่การไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร บางกลุ่มสะท้อนเรื่องการขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร หรือข้อจำกัดด้านทรัพยากร การมองเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องไหนควบคุมได้ และเรื่องไหนต้องออกแบบวิธีรับมือ
หลังจากนั้น กระบวนการจะพาไปสู่การระบุ Key Improvement Area โดยแยกออกเป็น 2 มิติ คือระดับองค์กร และระดับหน่วยงาน เช่น HR การแยกแบบนี้ช่วยให้เห็นทั้งภาพรวมและรายละเอียดเชิงลึก จากนั้นจึงต่อยอดไปเป็น Key Missions หรือภารกิจหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อแก้ Pain Point ที่ค้นพบให้ตรงจุด

เมื่อได้ภารกิจที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการระบุ Key Activities ว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ หนึ่งในกิจกรรมที่หลายกลุ่มให้ความสำคัญคือการปรับวิธีคิดของคนในองค์กร และสร้างความคุ้นเคยกับ AI เพราะเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ควบคู่กันไปคือ Key Enablements ซึ่งหมายถึงการเตรียมเครื่องมือ เทคโนโลยี โครงการ รวมถึงการดึงทรัพยากรจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามาสนับสนุนให้แผนเกิดขึ้นได้จริง
ขั้นตอนสุดท้ายคือการวาง Execution Plan โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะสั้น (3–6 เดือน) ระยะกลาง (6 เดือน–1 ปี) และระยะยาว (1 ปี–1 ปีครึ่ง) เพื่อให้ทุกไอเดียถูกแปลงเป็นแผนที่มีกรอบเวลาชัดเจน และสามารถนำไปสื่อสารต่อได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปยังผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับหน่วยงานและองค์กร

ในช่วงท้ายของ Workshop แต่ละกลุ่มได้นำเสนอแนวคิดและแผนของตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย บางกลุ่มเริ่มจากการแก้ปัญหางานพื้นฐานที่ใช้เวลามาก ขณะที่บางกลุ่มมองไปถึงการยกระดับประสบการณ์พนักงานหรือการใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แนวทางจะแตกต่างกัน แต่ทุกกลุ่มมีจุดร่วมเดียวกันคือการพยายามเชื่อม AI เข้ากับโจทย์ธุรกิจจริง และออกแบบการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงแนวคิดที่ฟังดูดีเท่านั้น

ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าที่เคย ถึงเวลาที่ HR ต้องตั้งคำถามว่า เราจะเริ่มใช้ AI สร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้อย่างไร ? เพราะองค์กรที่ก้าวไปได้ไกลกว่า คือองค์กรที่ไม่ได้มีแค่เครื่องมือที่ทันสมัย แต่มีกลยุทธ์การบริหารคนที่เฉียบคม
