HIGHLIGHT
|

ลองนึกภาพวันที่ HR ไม่ต้องเสียเวลากรอกฟอร์ม อนุมัติเอกสาร หรือตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วสามารถโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ การวางแผน Talent พัฒนาผู้นำ และออกแบบประสบการณ์พนักงานได้อย่างเต็มที่ และกลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักขององค์กร ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างแท้จริง
คุณคิดว่าภาพแบบนี้เกิดขึ้นได้จริงไหม ? และถ้าเป็นไปได้ มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ? อีก 10 ปี ? หรือไกลกว่านั้น ?
ข่าวดีคือ HR ไม่ต้องรอนานเป็น 10 ปีถึงจะเห็นภาพนี้แล้ว เพราะเทคโนโลยี Automation และ AI กลายมาเป็นเครื่องมือช่วย HR Transformation ที่จับต้องได้ และพร้อมปลดล็อกศักยภาพของคนได้ตั้งแต่วันนี้แล้ว
ทำไม HR จึงยังติดอยู่กับงานซ้ำ ๆ
แม้ในยุคที่องค์กรต่างเร่งเดินหน้าสู่ Digital Transformation แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ HR หลายองค์กรยังคงติดอยู่กับงานซ้ำซาก ที่ใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้สร้างคุณค่าต่อเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กรอย่างแท้จริง
เหตุผลหลัก ๆ ที่ HR ยังติดอยู่กับงานซ้ำ ๆ มีดังต่อไปนี้
โครงสร้างระบบล้าสมัย
หลายองค์กรยังใช้ระบบ HR แบบกระจัดกระจาย (Fragmented Systems) เช่น ข้อมูลพนักงานอยู่ในไฟล์ Excel เอกสารลาถูกจัดเก็บแบบกระดาษ ข้อมูลประเมินผลงานอยู่คนละแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ HR ต้องทำงานซ้ำซ้อน กรอกข้อมูลเดิมหลายรอบ และเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
ไม่มีงบหรือทรัพยากรในการพัฒนาเทคโนโลยี
HR มักไม่ได้รับงบประมาณเทียบเท่าฝ่ายอื่น เช่น ฝ่ายการตลาด และ IT เพราะถูกมองว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ฝ่ายขับเคลื่อนธุรกิจที่อยู่แนวหน้า
ขาดเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้
ระบบ HR แบบเดิมมักต้องพึ่งพาทีม IT ในการพัฒนา จึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาได้รวดเร็ว HR จึงต้องทนทำงาน Manual ต่อไป
ติดกับดักเรื่อง Mindset
ในหลายองค์กร HR ถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงแค่งานธุรการ เช่น การจัดทำเอกสาร การอนุมัติลางาน หรือการดูแลสวัสดิการพื้นฐาน ทำให้ไม่มีพื้นที่หรือเวลาสำหรับการคิดเชิงกลยุทธ์หรือออกแบบ Employee Experience ที่แท้จริง
ผลลัพธ์คือ งานที่ควรใช้เวลาไม่กี่นาที กลับกลายเป็นภาระรายวันหรือรายเดือนที่กินเวลานับชั่วโมง ทั้งยังทำให้ HR หมดพลังไปกับงานที่ไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของบทบาทในองค์กร
4 ปัจจัยนี้ทำให้ HR ตกอยู่ในกับดักทำงานมาก แต่สร้างผลกระทบน้อยมานาน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองหาทางออกที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มคน แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ฉลาดกว่า
Transformation เริ่มต้นที่ Core HR: เปลี่ยนข้อมูลคนให้เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ |
ทำไม Automation จึงเป็นคำตอบที่ใช่ของการทำ HR Transformation
การทำ Automation แบบ Human-Centered Automation คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนผ่านองค์กรแบบจับต้องได้และเห็นผลชัดเจน ช่วยปลดล็อกงานซ้ำซากให้ HR กลับมาทำในสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้
นั่นคือ การคิด วิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และเข้าใจคน
แนวคิด Human-Centered Automation คือการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการกับงานที่มีรูปแบบตายตัว มีขั้นตอนชัดเจน และไม่ต้องใช้วิจารณญาณมากนัก เช่น
- การกรอกข้อมูลพนักงานใหม่เข้าระบบ
- การอนุมัติเอกสารใบลา ใบขออนุมัติ
- การสร้างรายงาน Headcount หรือ Turnover Rate
- การส่งอีเมลแจ้งเตือนการประเมินผลงาน
- การตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์
หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วย HR ปลดศักยภาพได้ทันทีคือ SAP Build Process Automation เครื่องมือแบบ no-code/low-code ที่เปิดโอกาสให้ HR สร้าง Workflow อัตโนมัติดังต่อไปนี้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอทีม IT ช่วยแก้โค้ด
- ระบบอนุมัติใบลาที่สามารถเดินเรื่องแบบอัตโนมัติผ่านหลายลำดับชั้น
- แจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อถึงกำหนดประเมินผลงาน
- ดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมารวมเป็นรายงานแบบ real-time
ผลจากการทำ Automation ที่ดีจะทำให้ HR มีเวลามากขึ้นในการทำงานเชิงกลยุทธ์ เช่น การวางแผนกำลังคน การออกแบบโปรแกรมพัฒนาผู้นำ หรือการสร้าง Employee Experience ที่ดีตั้งแต่วันแรกที่พนักงานก้าวเข้ามาในองค์กร
SAP Joule: เมื่อ AI Copilot เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงานของ HR
ถ้า Automation คือการจัดการงานที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว AI ก็คือการก้าวไปอีกขั้นเพื่อช่วยงานที่ต้องใช้ความคิดและการตัดสินใจ นี่คือจุดที่ SAP Joule หรือ AI Copilot ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ SAP SuccessFactors เข้ามามีบทบาทสำคัญ
SAP Joule ใช้เทคโนโลยี Natural Language Processing ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานหรือถามคำถามด้วยภาษาธรรมชาติได้เลย ไม่ต้องไปจำว่าฟังก์ชันนั้นอยู่เมนูไหน หรือต้องกรอกข้อมูลอะไรบ้าง
หากพนักงานต้องการขอลา ก็สามารถตรวจสอบวันลาคงเหลือและส่งคำขอลาผ่านการพูดคุยกับ Joule ได้ หรือเมื่อถึงช่วงการประเมินผลงาน ก็สามารถให้ Joule ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผลการปฏิบัติงานของพนักงานเพื่อเสนอแนะแผนพัฒนาที่เหมาะสม หรือแม้แต่ช่วยตอบคำถามพนักงานเกี่ยวกับนโยบายสวัสดิการได้แบบ Real-Time
นอกจากนี้ Joule ยังช่วยให้ Manager ทำงานที่เน้นคนได้ดีขึ้น การวิจัยพบว่าผู้จัดการต้องการให้ AI ช่วยส่งเสริมการเติบโตและการพัฒนาของทีม รวมถึงการแสดงความห่วงใยดูแลพนักงาน Joule ช่วยให้ผู้นำมีข้อมูลและมี Insight ที่จำเป็นในการดูแลทีมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สิ่งสำคัญที่ HR ต้องเข้าใจก่อนก็คือ AI ไม่ได้มาเพื่อแทนที่คน แต่มาเพื่อเสริมศักยภาพให้คนทำงานได้ดีขึ้น งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง ตอนนี้ทำเสร็จได้ในไม่กี่นาที งานที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง Joule ก็พร้อมให้คำแนะนำและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยในการตัดสินใจ

SAP SuccessFactors: ตัวช่วย HR ที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบครบวงจร
HR จะใช้ Joule ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่เมื่อมันทำงานร่วมกับ Ecosystem ที่สมบูรณ์ของ SAP SuccessFactors ซึ่งไม่ใช่แค่ระบบ HR ธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์มบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกมิติของการจัดการคนในองค์กร และมีฟังก์ชั่นน่าสนใจดังนี้
Employee Central
หัวใจของระบบ เป็น Core HR ที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น จัดการข้อมูลพนักงาน โครงสร้างองค์กร การลา สวัสดิการ และ Compliance ไม่ว่าองค์กรมีเป้าหมายใหญ่แค่ไหน จะขยายกิจการไปที่ใด ระบบก็พร้อมรองรับกฎหมายแรงงานและข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศได้อย่างครบถ้วน
Talent Management
ช่วยบริหารจัดการคนเก่งในองค์กร ตั้งแต่การสรรหา พัฒนา ประเมินผลงาน ไปจนถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง โดยมี AI-Powered Talent Intelligence Hub ที่เข้าถึงข้อมูลพนักงานแต่ละคน จนรับรู้ถึงทักษะ สมรรถนะ จุดแข็ง หรือสไตล์การทำงานอย่างรอบด้าน
Learning Management
ให้พนักงานสามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง โดย AI จะคอยแนะนำคอร์สเรียนหรือเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละคนตามทักษะที่มีอยู่และเป้าหมายในอาชีพ
People Intelligence
เปลี่ยนข้อมูลคนให้กลายเป็น Insight ทางธุรกิจ ช่วยให้ HR และผู้บริหารสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลตามจริง ไม่ได้ตัดสินใจโดยใช้แค่ความรู้สึกหรือประสบการณ์ เครื่องมือวิเคราะห์ใช้งานง่ายทั้งสำหรับ HR และผู้บริหาร ทำให้การวิเคราะห์เชิงลึกไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และทุกโมดูลเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวผ่าน Joule AI Copilot ที่คอยช่วยให้การทำงานในแต่ละส่วนเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และสร้างคุณค่า ได้มากขึ้น
ข้อมูลคนคือข้อมูลงาน: ใช้ People Intelligence เปลี่ยน HR ให้เป็น Strategic Partner |
Success Stories: องค์กรที่เปลี่ยนผ่านสำเร็จด้วย SAP SuccessFactors
องค์กรที่จะทำ Transformation ได้สำเร็จต้องมีพื้นฐานแข็งแรง มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วน กระบวนการมีประสิทธิภาพ และระบบที่เชื่อมโยงกันได้ เมื่อมีพื้นฐานเหล่านี้แล้ว การเพิ่ม AI เข้ามาจะทำให้ทุกอย่างทรงพลังขึ้นแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย
นี่คือเหตุผลที่ SAP SuccessFactors ไม่ใช่แค่เครื่องมืออีกหนึ่งชิ้น แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ Skills-Based Organization ที่ใช้ข้อมูลและความสามารถของคนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างแท้จริง
และนี่คือตัวอย่างขององค์กรที่ใช้ SAP SuccessFactors ยกระดับการทำงานได้จริง และเกิดผลที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม
Delta Air Lines
หนึ่งในสายการบินชั้นนำอันดับต้น ๆ ของโลก มีพนักงานมากกว่า 100,000 คน เผชิญกับความท้าทายในการจัดการข้อมูลพนักงานด้วยระบบที่ไม่ทันสมัย พอนำ SAP SuccessFactors มาใช้ช่วยให้ Delta สามารถรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น เติมเต็มตำแหน่งที่ขาดหายไปไวขึ้น ช่วยยกระดับประสบการณ์การทำงานของพนักงาน และประสบการณ์ใช้บริการของลูกค้าได้ดีขึ้น
Microsoft
Microsoft ใช้ SAP SuccessFactors เพื่อบริหารจัดการ Talent ในองค์กร ซึ่งมีพนักงานประมาณ 140,000 คนกระจายอยู่ทั่วโลก แพลตฟอร์มช่วยให้ Microsoft ติดตามและพัฒนาทักษะของพนักงานได้อย่างเป็นระบบ ช่วยระบุ Talent Gaps วางแผน Succession Planning ได้ราบรื่น และใช้ AI-Powered Talent Intelligence Hub และ Joule รวมถึง AI Copilot มอบคำแนะนำเฉพาะบุคคลสำหรับหลักสูตรการเรียนรู้และโอกาสในการพัฒนา ทำให้พนักงานรู้สึกว่า องค์กรใส่ใจในการเติบโตของพวกเขา
Indevin Group
บริษัทผลิตและจำหน่ายไวน์ชั้นนำของนิวซีแลนด์ ต้องการระบบที่รองรับการทำงานที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว และ SAP SuccessFactors มีระบบที่ยืดหยุ่น ช่วยให้ Indevin จัดการกับความซับซ้อนนี้ได้ราบรื่น ช่วยให้ HR โฟกัสการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและ Employee Engagement ได้ดียิ่งขึ้น
ANSTO
องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งออสเตรเลีย (Australian Nuclear Science and Technology Organisation) ต้องการระบบที่ช่วยจัดการกับความซับซ้อนของการบริหารนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับสูง SAP SuccessFactors ช่วยให้ ANSTO สามารถติดตามทักษะและความเชี่ยวชาญของนักวิจัยได้อย่างละเอียด วางแผนโครงการวิจัยโดยพิจารณาจากความสามารถที่มีอยู่ และสร้าง Talent Pipeline เพื่อให้มั่นใจว่ามีผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาที่จำเป็น
จากตัวอย่างทั้งหมดนี้ จะมองเห็นจุดร่วมคือ องค์กรเหล่านี้ไม่ได้แค่นำระบบมาใช้ แต่พวกเขาใช้ SAP SuccessFactors เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีทำงานของ HR ทั้งหมด จากการเป็นหน่วยงานสนับสนุนที่ทำงานแบบ Reactive กลายเป็น Strategic Partner ที่ขับเคลื่อนองค์กรแบบ Proactive
AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป เพราะ AI คือเรื่องของปัจจุบัน ที่หลายองค์กรเริ่มใช้จริงและเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม Productivity ของทีม HR, การยกระดับ Employee engagement หรือการลด time-to-hire ลงอย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุป
การทำ HR Transformation ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อใช้ AI เข้ามาเป็น Copilot ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ให้สูงขึ้น ปลดปล่อย HR จากงานซ้ำซาก ช่วยให้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดและการตัดสินใจได้ดีขึ้น และ SAP SuccessFactors คือตัวช่วยพา HR ไปสู่เป้าหมายได้อย่างดี
แต่การนำระบบที่ทรงพลังเช่นนี้มาใช้ให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการติดตั้งซอฟต์แวร์ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกซึ้งในกระบวนการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และความต้องการที่แท้จริงของธุรกิจ นี่คือจุดที่การมีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจบริบทธุรกิจไทยอย่าง I AM Consulting จะสร้างความแตกต่างอย่างมาก
เพราะ I AM Consulting คือพาร์ทเนอร์ด้านการ Transform องค์กรที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ด้วยในการนำเทคโนโลยี SAP มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริงในองค์กรไทย ด้วยทีมที่ปรึกษามืออาชีพกว่า 400 คน ที่ไม่ได้แค่เข้าใจเทคโนโลยี แต่เข้าใจความท้าทาย วัฒนธรรม และวิธีการทำงานของธุรกิจในประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง
พร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยน HR ขององค์กรให้เป็นทีมกลยุทธ์จริง ๆ ? หากพร้อมแล้ว I AM Consulting พร้อมช่วยคุณเริ่มต้นเพื่อปรึกษาและค้นหาโซลูชันที่เหมาะกับองค์กรของคุณ เพราะการเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จ เริ่มต้นจากการเลือกพาร์ทเนอร์ที่ใช่ได้ที่นี่ https://www.iamconsulting.co.th/product/hcm
| ติดต่อ-สอบถาม I AM Consulting ที่นี่
☎️02-026-3964 💌E-mail : info@iamconsulting.co.th 💚LINE@ : https://cutt.ly/iamline |
