
ที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับคำศัพท์ที่พูดถึงโลกที่ผันผวนคาดการณ์ไม่ได้ นำโดย VUCA และ BANI แต่ล่าสุด โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค RUPT อย่างเต็มตัว หรือโลกบริบทใหม่ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ยากจะคาดเดา ย้อนแย้ง ยุ่งเหยิง และซับซ้อน
ในความผันผวนที่ไม่มีสูตรสำเร็จนี้ ผู้นำองค์กร โดยเฉพาะ HR ที่ต้องเป็นทั้งกลไกสำคัญและเพื่อนร่วมทางของผู้นำจึงต้องถามตัวเองว่า จะนำทีมให้รอด และพาองค์กรให้รุ่งได้อย่างไร ?
HREX จับมือกับ Slingshot Group จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ The RUPT Leader: นำอย่างไรให้รอดและรุ่งในโลกของ RUPT โดยได้ 2 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำอย่าง ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ Partner และ คุณธัญจิรา พิมลแสงสุริยา Group Head of Operations มาร่วมแชร์แนวคิด องค์ความรู้ และคำแนะนำที่ HR ทุกคนควรรู้
และนี่คือสรุปเนื้อหาเข้มข้นจาก Webinar ครั้งล่าสุดของ HREX
Contents
RUPT คืออะไร ทำไมวันนี้ HR และผู้นำต้องสนใจโลก RUPT

คุณธัญจิรา อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง RUPT กับ VUCA และ BANI โดยเริ่มจาก VUCA ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันมายาวนานตั้งแต่ปี 1980 ที่เน้นเรื่องความไม่แน่นอนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่อมาเมื่อสถานการณ์เริ่มซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้น จึงเกิดคำว่า BANI ที่สะท้อนถึงความท้าทายใหม่ที่ผู้นำต้องรับมือ โดย BANI เน้นเรื่องความซับซ้อนและความเปราะบางของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม โลกในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคที่ RUPT ได้รับความสำคัญมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2019 ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และได้กลายเป็นกระแสดังในช่วงที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน RUPT ประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- Rapid – ความรวดเร็ว
- Unpredictable – ความไม่สามารถคาดเดาได้
- Paradoxical – ความย้อนแย้ง
- Tangled – ความซับซ้อน
ในแต่ละด้านนี้ ผู้นำต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากจะคาดการณ์และมีผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ
RUPT เป็นโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ผู้นำในยุคนี้ต้องมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและมีความยืดหยุ่นสูง พวกเขาต้องสามารถมองเห็นทั้งภาพระยะสั้นและระยะยาวในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดในการตัดสินใจว่า จะเน้นที่ผลระยะสั้นหรือยอมเสียสละเพื่อผลระยะยาว
นอกจากนี้ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้นำต้องเผชิญยังเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ทำให้ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบในหลายด้านที่ยากจะคาดเดา
โลก RUPT จึงเป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่ผู้นำต้องรับมือในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และผู้นำต้องพร้อมที่จะปรับตัวและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้
ตัวอย่างสถานการณ์ RUPT ที่เราสามารถเผชิญได้ในชีวิตจริง
RUPT ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่สะท้อนผ่านสถานการณ์จริงที่เราทุกคนอาจต้องเผชิญ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม คุณธัญจิรา ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งแม้ดูเหมือนจะอยู่ไกลตัว แต่กลับส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงทั่วโลก ทั้งยังสะท้อน 4 มิติของ RUPT อย่างชัดเจน ได้แก่
- ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว (Rapid) ที่สถานการณ์รุนแรงสามารถเกิดขึ้นและยุติได้ในเวลาไม่กี่วัน
- ความไม่แน่นอน (Unpredictable) ที่แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง ก็ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะยืนยาวหรือไม่
- มีมิติของความย้อนแย้ง (Paradoxical) ที่ปรากฏอย่างเด่นชัด เช่น กรณีที่สหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทในความรุนแรง กลับเป็นฝ่ายเรียกร้องให้เกิดสันติภาพ
- ขณะที่ความยุ่งเหยิงซับซ้อน (Tangled) ก็ปรากฏผ่านข่าวสารที่ไหลเข้ามาจากหลากหลายมุมมองและอิทธิพลจากหลายฝ่ายที่เชื่อมโยงกันในระดับโลก
สถานการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า โลกในปัจจุบันไม่สามารถมองแบบเส้นตรงได้อีกต่อไป เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
ด้วยลักษณะเช่นนี้ วิธีการบริหารจัดการในองค์กรจึงไม่สามารถใช้แนวทางแบบเดิมได้อีกต่อไป คุณธัญจิราระบุว่า การวางแผนกลยุทธ์แบบปีละ 1-2 ครั้งต่อปี เริ่มไม่เพียงพอในโลกที่ RUPT อีกต่อไปแล้ว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินกว่าจะรอรอบวางแผนครั้งใหม่ องค์กรจำเป็นต้องขยับวิธีคิดและปรับกระบวนการให้วางแผนแบบถี่ขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และพร้อมปรับตัวได้ตลอดเวลา
แม้กระทั่งการพยากรณ์ยอดขาย หรือการวางแผนระยะยาว ก็ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ไม่ใช่เพื่อให้แม่นยำเหมือนเดิม แต่เพื่อให้มองภาพระยะยาวได้ชัดเจนและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ
ในโลกที่ RUPT ทุกคนและทุกองค์กรจึงต้องเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดกับแผนเดิม แต่ปรับตัวให้ไว รู้เท่าทัน และเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะมาเมื่อไร

ผู้นำองค์กรต้องวิ่งแบบไหน ถึงจะพาองค์กรสู่เป้าหมาย
หากเปรียบ RUPT เป็นสนามแข่งขันแห่งอนาคต สนามนี้ไม่ได้เรียบง่ายหรือมีเส้นทางชัดเจนเหมือนในอดีต แต่เต็มไปด้วยทางโค้ง ซอยตัน ทางลัด และเหตุไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ผู้นำองค์กรในยุคนี้จึงไม่สามารถวิ่งตามแผนเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับวิธีการวิ่งให้สอดรับกับสภาพสนามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณธัญจิรา ได้เสนอแนวคิดว่า ผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมี 4 ทักษะสำคัญ เพื่อให้วิ่งไปถึงเส้นชัย
ทักษะแรกคือ Predictability หรือความสามารถในการวางแผนและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ผู้นำต้องสร้างระบบที่ช่วยให้สามารถคาดการณ์อนาคตได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่อาจทำนายได้ 100% แต่ก็ต้องมีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เห็นแนวโน้มและความเป็นไปได้ เพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมล่วงหน้า
ต่อมาคือ Adaptability หรือความสามารถในการปรับกลยุทธ์ได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งหมายถึงการรู้ว่าอะไรควรยึดไว้ และอะไรควรปล่อยไป ผู้นำต้องไม่ยึดติดกับวิธีเดิมเพียงเพราะเคยได้ผล แต่ต้องกล้าทบทวนและปรับเปลี่ยนเมื่อสถานการณ์เรียกร้อง
พร้อมกันนั้นก็ต้องมี Resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤตอย่างรวดเร็ว เพราะในสนาม RUPT ทุกคนล้มได้ แต่ผู้นำที่แท้จริงคือต้องลุกให้เร็วและกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
สุดท้ายคือ Agility หรือความว่องไวในการขยับ ปรับ และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว โดยไม่หลุดจากเป้าหมายหลัก การวิ่งในสนาม RUPT จึงไม่ใช่การวิ่งเร็วอย่างไร้ทิศทาง แต่คือการเคลื่อนไหวเร็วแบบมีจุดหมาย
ทั้ง 4 คุณสมบัตินี้คือทักษะสำคัญที่ผู้นำต้องมีครบ แม้ในแต่ละสถานการณ์จะเน้นใช้ไม่เท่ากัน แต่การขาดอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมทำให้หลุดสนามได้ง่าย และอาจพลาดชัยชนะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ผู้นำไทยควรจะมีคุณสมบัติแบบไหน ถึงจะปรับตัวในโลก RUPT ได้ดี

คุณธัญจิรา ให้ทัศนะว่าการจะเป็นผู้นำที่อยู่รอดและรุ่งไม่ใช่แค่ปรับตัวได้ แต่ต้องนำพาองค์กรเปลี่ยนแปลงอย่างมีทิศทาง
Slingshot Group ศึกษาลักษณะของผู้นำที่สามารถรับมือกับโลกใบใหม่นี้อย่างมีประสิทธิภาพ จนพบว่าศักยภาพสำคัญที่ผู้นำไทยควรมีเพื่อเทียบชั้นกับระดับโลกคือคุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ในคำว่า I.M.P.A.C.T.
เริ่มจาก Initiator ผู้นำต้องเป็นนักริเริ่มที่ไม่รอให้โอกาสมาถึง แต่สร้างโอกาสขึ้นเอง มองการณ์ไกลและกล้าคิดต่าง พร้อมนำพาองค์กรก้าวไปสู่อนาคตอย่างมีวิสัยทัศน์
ต่อมาคือ Mobilizer หรือความสามารถในการขับเคลื่อนที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ลงมือทำ แต่ต้องสามารถตั้งเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทีม และพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์โดยไม่เสียศูนย์
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือ Prover ผู้นำต้องเป็นที่เชื่อถือได้ มีหลักคิด ยึดมั่นในความถูกต้องและคุณธรรม เพราะในโลกที่ข้อมูลล้นเกินและความจริงพร่าเลือน ความน่าเชื่อถือกลายเป็นทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุด
ขณะเดียวกันต้องมีความสามารถแบบ Aggregator คือการดึงคนต่างความคิด ต่างที่มา มาร่วมมือกัน และดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาได้อย่างมีพลัง
แต่เพียงรวมคนยังไม่พอ ผู้นำยังต้องเป็น Challenger ที่กล้าท้าทายกรอบเดิม กล้าพูดในสิ่งที่ควร แม้จะไม่เป็นที่นิยม และกล้าที่จะตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแม้ต้องแลกกับความเสี่ยง
สุดท้ายคือ Transformer ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ และยินดีออกจากคอมฟอร์ทโซนเพื่อเติบโตไปกับโลกที่ไม่หยุดนิ่ง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ลิสต์ของคุณสมบัติที่ดูดี แต่คือกรอบความคิดและทักษะที่ผู้นำไทยยุคใหม่ต้องมี หากต้องการพาองค์กรผ่านพ้นวิกฤติ และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย
|
RUPT Leaders ต้องรีบ Unlearn ให้ไว เพื่อไปต่อ
ในโลกการทำงานยุค RUPT ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเรียนรู้สิ่งใหม่คือการ Unlearn หรือการปล่อยวางวิธีคิดและพฤติกรรมเดิม ๆ ที่เคยใช้ได้ผล แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หนึ่งในสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ต้องรีบ Unlearn ให้ไว คือการยึดติดกับแผนที่ต้องชัดเจน 100% ก่อนค่อยเริ่มลงมือ เพราะในความเป็นจริงของโลก RUPT ไม่มีแผนไหนชัดเจนแบบนั้นอีกแล้ว
คุณธัญจิราย้ำว่า ผู้นำไม่ควรรอให้ทุกอย่างเคลียร์จนสมบูรณ์ เพราะความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคนี้ทำให้ทิศทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แผนที่เคยถูกต้องเมื่อเช้า อาจไม่ทันสถานการณ์ในตอนบ่ายได้อีกต่อไป หลายองค์กรเริ่มเปลี่ยนการวางแผนจากแบบรายปี มาเป็นแผนระยะสั้น เช่น รายไตรมาส หรือแม้แต่ต้องรีวิวทุกเดือน เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที
สิ่งสำคัญคือ ขอชัดแค่ 70% ก็เพียงพอแล้วที่จะเริ่มต้น แล้วค่อยปรับเปลี่ยนระหว่างทาง
อีกสิ่งที่ RUPT Leaders ต้อง Unlearn คือความเชื่อที่ว่าผู้นำต้องเทคแอ็กชันทันที เมื่อเกิดปัญหา เพราะการรีบตัดสินใจเร็ว ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ดีเสมอไป ในทางตรงกันข้าม ผู้นำที่ดีควรรู้จักหยุดคิด ถอยกลับมาเพื่อหาข้อมูล ตั้งคำถามที่ถูกต้อง และเข้าใจรากของปัญหาอย่างแท้จริง ก่อนจะลงมือแก้ไข
ด้วยวิธีนี้ การตัดสินใจจะไม่ใช่แค่เร็ว แต่จะแม่นและตรงจุดมากขึ้น ผู้นำต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างแนวทางใหม่ที่เหมาะกับโลกที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากงานเปิดตัวผลวิจัย Futures of Content Creators in Thailand 2035 |
ผู้นำต้องไม่เก่งแค่การแก้โจทย์ แต่ต้องเก่งการตั้งโจทย์
ถึงคราวของ ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ ที่เป็นผู้ชี้ให้เห็นว่า 1 ในทักษะสำคัญของผู้นำในโลก RUPT ไม่ใช่แค่ความสามารถในการแก้โจทย์ แต่คือการตั้งโจทย์ให้เป็น
เพราะผู้นำไทยจำนวนมากยังเก่งเรื่องการแก้ปัญหาที่ปรากฏตรงหน้า แต่กลับมีช่องว่างในเรื่องของการตั้งคำถามที่ใช่ เพื่อค้นหาประเด็นที่แท้จริงในอนาคต ดังนั้นการตั้งโจทย์ที่ดีจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้องค์กรมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่หลงทางในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้
แม้โลกยุคนี้จะดูยุ่งเหยิงกว่าสมัยก่อน แต่ในอีกแง่หนึ่งผู้นำองค์กรไทยก็โชคดีที่มีเครื่องมือมากมายให้ใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคต เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกใช้ให้ถูกทาง Slingshot Group จึงได้ร่วมมือกับ FutureTales LAB เพื่อสำรวจฉากอนาคตและค้นหาว่าโจทย์แบบไหนที่ผู้นำควรมองหา
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นถึง 5 แนวโน้มสำคัญที่ผู้นำต้องทำความเข้าใจ และใช้เป็นกรอบในการตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์
ฉากแรก – The Workscape Where Tech Meets Tradition ที่สะท้อนว่าการทำงานในอนาคตจะไม่ใช่การละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับความเป็นท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์และบริการจะต้องเข้าถึงง่าย แต่ยังคงความเป็นไทยเพื่อนำไปสู่ตลาดระดับโลกได้อย่างแตกต่าง
ฉากที่ 2 – Crisis Festivals in Uncertain Waves เตือนให้ผู้นำตระหนักถึงความไม่แน่นอนที่ถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง และอารมณ์ของคนในองค์กร ผู้นำต้องเน้นความเข้าใจ ความยืดหยุ่น และการสร้างทีมที่แข็งแรงพร้อมรับมือกับความผันผวน
ฉากที่ 3 – The Versatile Identity Era สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของแรงงานในอนาคต ที่จะไม่ยึดติดกับงานประจำหรือองค์กรเดียวอีกต่อไป คนทำงานจะมีความหลากหลายของบทบาท ทั้งฟรีแลนซ์ งานระยะสั้น และการทำงานข้ามอุตสาหกรรมมากขึ้น HR ต้องสื่อสารได้ดี เทคโนโลยีต้องเข้าใจ และแบรนด์องค์กรต้องชัดเพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามามีส่วนร่วม
ฉากที่ 4 – Neo-Traditionalism กลับมาที่จิตวิญญาณขององค์กร ผู้นำจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับความเมตตา คุณธรรม และความสมดุลทางใจ เช่น การบริหารคนด้วยหลักธรรม ศีลธรรม และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ใช่แค่ KPI
ฉากสุดท้าย – Diverse Synergy for an Inclusive World ฉากแห่งอนาคตที่ความหลากหลายจะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักขององค์กร ผู้นำจะต้องสามารถบริหารทีมที่มีความหลากหลายในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ ความสามารถ หรือวิธีคิด พร้อมใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ช่วยสนับสนุนให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและมีตัวตนอย่างแท้จริง ในโลกที่ผลกำไรอาจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนอยากเป็นส่วนหนึ่ง
การตั้งโจทย์ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของการถามให้ถูก แต่คือการคิดให้ลึก มองให้ไกล และเชื่อมให้ถึงอนาคต เพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งใจและมีเป้าหมาย ผู้นำที่ตั้งโจทย์ได้ดี จะไม่เพียงแค่นำองค์กรฝ่าวิกฤต แต่ยังสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างและยั่งยืนได้ในแบบของตัวเอง
LEADS Model 5 คุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำควรมี

Slingshot Group ยังร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับสากลพัฒนา LEADS Model เพื่อเป็นกรอบแนวคิดในการนิยามผู้นำแห่งอนาคตให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดย LEADS เป็นคำย่อของ 5 คุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำควรมี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน
L – Leadership Energy พลังในการนำ ไม่ใช่แค่แรงกาย แต่คือแรงใจ แรงศรัทธา และความเชื่อมั่นที่ส่งต่อให้ทีมได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผู้นำที่มี Leadership Energy จะไม่ยอมแพ้แม้เผชิญวิกฤติ และสามารถจุดประกายให้คนรอบตัวลุกขึ้นมาสู้ไปด้วยกัน
E – Experience Footprint ประสบการณ์ที่มีคุณค่าและฝากร่องรอยไว้ในองค์กร ประสบการณ์นี้ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยต้องเป็นบทเรียนที่ต่อยอดสู่อนาคตได้
A – Ambition for Impact ความมุ่งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ผู้นำบางคนมีบุคลิกและความรู้ แต่ไม่พร้อมลุยในสถานการณ์ที่ผันผวน ขณะที่บางคนมันมือ และพร้อมดึงศักยภาพของตัวเองออกมาในยามวิกฤติ ความทะเยอทะยานที่ไม่ได้เน้นเพื่อตัวเอง แต่เพื่อต่อยอดทีม สร้างนวัตกรรม และสร้างความสำเร็จอย่างมีเป้าหมาย
D – Demonstrated Competency ความสามารถที่แสดงออกได้อย่างชัดเจนในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการพูดหรือคิด แต่เก่งจริงในสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับอนาคต เช่น เทคโนโลยี นวัตกรรม การสื่อสาร และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
S – Synergy with Culture การที่ผู้นำต้องเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ เพราะไม่ว่าทักษะจะดีแค่ไหน ถ้าผู้นำไม่เคารพค่านิยมขององค์กร ความร่วมมือจะไม่เกิด และ Productivity ก็จะไม่เกิดขึ้นตามไปด้วย
4D สู่ World Class Leaders ยุค RUPT

ประเด็นการสนทนาสุดท้ายของ Webinar ครั้งนี้ ดร.สุทธิโสพรรณ ได้เสนอแนวคิดสำคัญในการเริ่มต้นสร้างผู้นำให้พร้อมรับมือกับโลกที่ไม่แน่นอน ผ่าน 4 ขั้นตอนง่าย ๆ แต่ลึกซึ้ง ในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็น World Class Leaders
Define – องค์กรต้องเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่าเราอยากได้ผู้นำแบบไหน ? แล้วค่อยวางเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่หาคนเก่ง แต่หาคนที่ใช่ต่อเป้าหมายขององค์กร
Diagnose – วิเคราะห์ช่องว่างว่าผู้นำที่มีอยู่ตอนนี้ห่างจากจุดที่ต้องการแค่ไหน มีจุดอ่อนตรงไหน และพร้อมรับมือกับอนาคตในระดับใด
Develop – การพัฒนาไม่ควรทำแบบเผื่อใช้ แต่ต้องพัฒนาเพื่อใช้จริง และควรออกแบบให้เหมาะกับแต่ละคนในระดับที่สามารถขยายผลได้ เครื่องมือหรือหลักสูตรต้องตรงกับสิ่งที่ผู้นำต้องการจริง ไม่ใช่เน้นครบเครื่องแต่ไร้เป้าหมาย
Determine Success – วัดผลด้วยการประเมินที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ต้องรู้ว่าพัฒนาแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สำหรับองค์กรที่รู้สึกว่ารอ HR ไม่ไหว หรืออยากเริ่มต้นเองก่อน สามารถใช้แนวทาง 70-20-10 Model ได้ทันที โดย 70% เรียนรู้จากงานจริง 20% จากการโค้ช/เมนทอร์ และอีก 10% จากการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือหลักสูตรทางการ วิธีนี้ไม่เพียงเร่งการพัฒนาให้เร็วขึ้น แต่ยังช่วยให้ HR ทำงานง่ายขึ้น เพราะเมื่อมีเครื่องมือวิเคราะห์และรายงานระดับองค์กร (Organizational Report) ก็จะสามารถออกแบบแผนพัฒนาได้ตรงจุด คุ้มงบประมาณ และเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากขึ้น
ท้ายที่สุด การสร้างผู้นำไม่ใช่การรอให้พร้อมแล้วค่อยเริ่ม แต่คือการลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ด้วยทิศทางที่ชัดเจน เครื่องมือที่เหมาะสม และการติดตามที่เน้นผลลัพธ์จริง ผู้นำที่ดีจะไม่เพียงแค่ปรับตัวตามโลก แต่จะนำพาองค์กรให้วิ่งนำหน้าในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดได้อย่างมั่นใจ
ติดต่อขอดาวน์โหลดงานวิจัยล่าสุดของ Slingshot Group : ถอดรหัส RUPT World นำอย่างไรให้รอดได้ทางลิงก์นี้https://mailchi.mp/659de7c4d453/rupt_world |
