
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าที่เคย Slingshot Group จึงร่วมมือกับ FutureTales LAB จัดเสวนาครั้งสำคัญ “Leadership Foresight 2035: ผู้นำแห่งอนาคตที่โลกต้องการ” เพื่อเผยแพร่และสำรวจแนวโน้มการทำงานในอนาคต รวมถึงคุณสมบัติที่ผู้นำจะต้องมีเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จในทศวรรษถัดไป
ในเสวนาครั้งนี้ได้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่มีบทบาทสำคัญในการพูดถึงอนาคตของภาวะผู้นำและการพัฒนาองค์กร ได้แก่
- ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์ FutureTales LAB
- คุณสุณัฏฐา พงษ์เจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านการคาดการณ์อนาคต FutureTales LAB
- ดร. สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ Partner จาก Slingshot Group
- คุณธัญจิรา พิมลแสงสุริยา Group Head of Operations จาก Slingshot Group
สำหรับใครที่พลาดการเสวนาครั้งนี้ไป HREX ได้สรุปทุกประเด็นสำคัญมาให้แล้วในบทความนี้ เพื่อให้ HR และผู้นำทุกท่านได้เข้าใจถึงแนวทางในการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และวิธีการพัฒนาผู้นำให้พร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
Contents
Leadership Foresight 2035 – ทิศทางผู้นำแห่งอนาคต

ในการเสวนาครั้งแรกของ “Leadership Foresight 2035” ดร. สุทธิโสพรรณ กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมภายในองค์กรเพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน โดยเน้นว่า ก้าวแรกที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในเวทีโลกได้ คือการพัฒนาผู้นำให้มีทักษะในการจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลง เมื่อองค์กรสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า ก็จะสามารถเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ได้อย่างมั่นคง และไม่พลาดโอกาสในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า
ขณะที่ ดร. การดีเสริมว่า ความผันผวนในโลกปัจจุบันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต การรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ต้องเริ่มต้นจากผู้นำที่สามารถมองอนาคตได้อย่างรอบด้าน ไม่เพียงแค่คาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องเข้าใจถึง “ความเป็นไปได้” ที่อาจเกิดขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ดร. การดียังได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิดในอนาคตเช่นกัน เพราะสิ่งที่คาดการณ์นั้นอาจเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ผู้นำต้องมีความพร้อมในการป้องกัน รับมือ และแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอย่างทันท่วงทีด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรและสังคมตามมา
“ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รออยู่ การทำงานร่วมกันในองค์กรเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด การเตรียมผู้นำในวันนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคตที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้”
Foresight and 2035 Work Landscape: อนาคตการทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้า
ในอีก 10 ปีข้างหน้า การทำงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับอนาคตได้อย่างมั่นคง การใช้กระบวนการ Foresight จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการคาดการณ์และวางกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ
คุณสุณัฏฐา อธิบายว่า Foresight เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของอนาคตแม้จะไม่สามารถมองเห็นทุกสิ่งได้ 100% การใช้เครื่องมือนี้เปรียบเสมือนการใช้ไฟฉายส่องทาง ทำให้เราสามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าและเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นใจและยืดหยุ่น
การ Foresight ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมองไปข้างหน้า แต่ยังต้องมองย้อนกลับไปที่อดีตเพื่อวิเคราะห์ว่ามีสิ่งใดในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคตบ้าง การทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอดีตจะช่วยให้เราคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม
และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเรารู้ถึงทิศทางในอนาคตแล้ว เราจะต้องมีการลงมือทำ (Action) โดยร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อที่จะเดินไปสู่อนาคตที่เราต้องการร่วมกัน
คุณสุณัฏฐายังพูดถึงการวิจัยด้าน Future of Leadership ซึ่งเริ่มจากการมองภาพใหญ่และค่อย ๆ ย่อขนาดไปจนถึงภาพที่เล็กลง ตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงองค์กรและบุคคลว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกทั้งในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ล้วนมีผลต่อการทำงานในอนาคต ในประเทศไทยเองกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะโตเต็มที่ในปี 2040, ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้น อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน เป็นต้น

นอกจากนี้ คุณสุณัฏฐายังกล่าวถึง Key Drivers 5 ตัวสำคัญที่ขับเคลื่อนฉากทัศน์การทำงานในอนาคต ดังนี้
- Sustainable Governance องค์กรจะหันมาให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม
- High Tech to Home Town เทคโนโลยีที่จะปรับให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมท้องถิ่น,
- Evolving Workforce การเปลี่ยนแปลงของประชากรในวัยทำงาน ซึ่งจะมีความหลากหลายทั้งในด้านวัยและค่านิยม
- The Talent Game การแข่งขันในการดึงดูดและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ
- Humancentricity การให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาร่วมงาน
กล่าวโดยสรุป ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกมิติของโลก ผู้นำในอนาคตจะต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การวางกลยุทธ์ที่ยั่งยืนและการเข้าใจความต้องการของคนรุ่นใหม่ในองค์กรจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของการทำงานให้ไปในทิศทางที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรือง
5 ฉากทัศน์ในอนาคตการทำงานในปี 2035 ที่ผู้นำควรรู้
สำหรับไฮไลท์ของานวันนี้ คุณธัญจิรา ได้เปิดเผยถึง 5 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไทยปี 2035 ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทั้งภาคธุรกิจและแรงงานต้องเตรียมตัวรับมือ
โดยฉากทัศน์ทั้ง 5 นี้สะท้อนถึงความหลากหลายและความซับซ้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังต่อไปนี้
1. The Workscape Where Tech Meets Tradition
ในอนาคต เราจะเห็นการเติบโตของสตาร์ทอัพมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและมีแรงผลักดันจากกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายและมีความเป็นไทยมากขึ้น เทคโนโลยีในอนาคตจะไม่เพียงแต่เป็นการนำเข้า แต่จะถูกออกแบบโดยคนไทยเพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเราเอง การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับประเพณีไทยจะสร้างตลาดใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
2. Crisis Festivals in Uncertain Waves
ความผันผวนในโลกและสังคมจะเพิ่มขึ้น ทำให้สถานการณ์ไม่มั่นคงมากขึ้น องค์กรจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติของพนักงานที่เกิดจากสถานการณ์ภายนอกที่ท้าทาย ผู้นำในอนาคตจะต้องมีความเข้าอกเข้าใจและสามารถรับมือกับความเครียดและความคาดหวังสูงจากพนักงานได้ พร้อมกับการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การสร้างทีมที่แข็งแกร่งและสามารถรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิดได้จะเป็นหัวใจสำคัญในการนำองค์กรไปข้างหน้า
3. The Versatile Identity Era
แรงงานในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานในหลายบทบาท (Multi-Gig Economy) โดยไม่จำกัดเฉพาะงานประจำ พนักงานจะมีความยืดหยุ่นสูงในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ หรือการทำงานหลายบทบาทพร้อมกัน งานเต็มเวลาจะลดลง แต่ความสามารถในการทำงานข้ามอุตสาหกรรมและข้ามประเทศจะเพิ่มขึ้น ผู้นำในองค์กรอาจจะเป็นแบบ Gig ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเฉพาะด้านและออกไปเมื่อเสร็จสิ้น
4. Neo-Traditionalism
โลกในอนาคตจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความผันผวนสูง การหันกลับไปสู่การฟื้นฟูจิตใจและจิตวิญญาณจะเป็นทิศทางใหม่ขององค์กร หลักธรรมและความเชื่อทางศาสนาจะถูกนำมาใช้ในการบริหารองค์กรมากขึ้น เช่น การใช้หลักเมตตาและบุญกรรมในการให้รางวัล หรือการนำความละอายและเกรงกลัวต่อบาปมาช่วยบริหารจัดการองค์กรเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและเหมาะสม
5. Diverse Synergy for an Inclusive World
การทำงานในอนาคตจะยึดหลักความหลากหลายและความร่วมมือ การยอมรับความแตกต่างทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ เพศ ความสามารถ และมุมมองจะเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร ผู้นำในอนาคตจะต้องมีความสามารถในการบริหารทีมที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเทคโนโลยีอย่าง AI ที่สามารถปรับการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร การวัดความสำเร็จขององค์กรในอนาคตจะไม่ใช้ผลกำไรเป็นเกณฑ์หลัก แต่จะเน้นที่ความรู้สึกเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแค่เป็นการปรับตัวต่อสิ่งใหม่ ๆ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การทำงาน และการบริหารองค์กร

10 Key Competencies: 10 คุณสมบัติที่ผู้นำแห่งทศวรรษหน้าต้องมี
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำแห่งอนาคตจะต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากผู้นำในอดีต เพื่อพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จระดับโลก คุณธัญจิราได้กล่าวถึง 10 Key Competencies ที่สำคัญสำหรับผู้นำไทยในอนาคต ซึ่งเป็นอีกไฮไลท์ของงาน โดยทั้ง 10 ข้อสามารถจัดกลุ่มอยู่ใต้โมเดล I.M.P.A.C.T. ที่สะท้อนถึงคุณสมบัติและทักษะที่ผู้นำต้องมี เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ระดับโลก ดังนี้
Initiator: นักริเริ่มมองการณ์ไกล
คุณสมบัติแรกที่ผู้นำในอนาคตต้องมีคือ Embracing Global Awareness หรือการรับรู้และเข้าใจกระแสโลก ผู้นำต้องสามารถมองทิศทางของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังต้องมี Demonstrating Intellectual Insight หรือมีความสามารถในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลและแปรข้อมูลให้กลายเป็นอินไซต์ที่นำมาสู่การตัดสินใจที่ดี ซึ่งจะช่วยให้ผู้นำสามารถแปรเปลี่ยนข้อมูลเป็นการกระทำที่ชัดเจน
Mobilizer: นักขับเคลื่อน
การเป็นผู้นำที่จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้ต้องมี Articulating Vision ผู้นำต้องสื่อสารวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนถึงทุกคนได้ ผู้นำต้องวาดภาพอนาคตให้คนในทีมเห็นได้อย่างชัดเจน
และเมื่อวาดภาพอนาคตให้เห็นแล้ว Formulating Pathway ผู้นำก็ต้องแปลงภาพอนาคตออกเป็น Action เปลี่ยนจากแผนให้เป็นการปฏิบัติจริง ไม่ได้แค่วาดภาพลอย ๆ
Prover: นักสร้างความน่าเชื่อถือ
ผู้นำต้อง Earning Trust หรือสร้างความไว้วางใจจากผู้อื่น โดยการพูดจริงและทำจริงจะทำให้ผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือจะได้รับการยอมรับจากทีมและองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งในองค์กร
Aggregator: นักผนึกกำลังผู้ผสานความหลากหลาย
ในยุคที่การทำงานร่วมกันมีความสำคัญมากขึ้น ผู้นำต้องมีทักษะ Fostering Collaboration ผนึกกำลังของคนและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน และสามารถดึงจุดแข็งจากทั้งมนุษย์และ AI มาช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ด้วย
ทักษะเด่นอีกประการก็คือ Navigating Politics หรือการเข้าใจการเมืองในองค์กร แม้การเมืองอาจดูเป็นเรื่องด้านลบ แต่หากเราใช้มันในทางที่ถูกต้อง มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ จะช่วยสร้างความสมดุลในองค์กรได้
Challenger: นักท้าทายผู้ไม่ย่อท้อ
ผู้นำในอนาคตต้องมีความ Being Bold หรือกล้าออกจากคอมฟอร์ทโซน กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายหรือการคัดค้านก็ตาม ความกล้าแสดงความคิดเห็นจะช่วยผลักดันองค์กรไปข้างหน้า ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการใช้ข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์หาทางออกที่ดีที่สุด
Transformer: นักเปลี่ยนแปลงผู้สร้างความยั่งยืน
2 ทักษะสุดท้ายเป็นเรื่อง Pioneering Change หรือการกล้าที่จะคิดสิ่งใหม่ ๆ จะช่วยให้ผู้นำสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับองค์กร
สุดท้าย Cultivating Growth หรือการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ผู้นำต้องเติบโตและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเสมอ ผู้นำที่ย่ำอยู่กับที่ย่อมไม่สามารถนำองค์กรก้าวฝ่าฟันทุกความท้าทายไปได้
คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยผู้นำไทยก้าวไปสู่ระดับโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยการผสมผสานความสามารถทั้งในด้านการวางวิสัยทัศน์ การผนึกกำลัง และการกล้าท้าทายสิ่งใหม่ ๆ จะทำให้ผู้นำสามารถนำพาองค์กรไปสู่อนาคตที่สำเร็จได้

ผู้ที่สนใจอ่านเนื้อหาการนำเสนอฉบับเต็มจาก Slingshot Group และ FutureTalesLab สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ทางลิงก์นี้ https://drive.google.com/drive/folders/1s3Kn7g_ItaNSbSeoiXNcQ9y36wI_j0EH |
