Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน “The Leader’s DNA” from Personal Influence to Organizational Impact

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน “The Leader’s DNA” from Personal Influence to Organizational Impact

วันที่ 26 มิถุนายน 2024 Slingshot Group จัดงาน The Leader’s DNA from Personal Influence to Organizational Impact เพื่อเผยเคล็ดลับในการสร้าง DNA ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จผ่าน “ผู้นำองค์กร

งานนี้พิเศษตรงที่ใช้การสื่อสารผ่านรูปภาพ ร้อยเรียงเรื่องราวที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสู่ Brand Image ที่ต้องการให้เป็น โดยมีคุณ โอ๊ต – ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เจ้าของผลงานภาพถ่ายรางวัลระดับโลก ผู้ถ่ายภาพผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากมายให้แก่ Forbes Magazine และถ่ายภาพ Corporate Branding กับบริษัทชั้นนำในไทยและต่างประเทศมาเป็นวิทยากร

และมี คุณ ป๊อป – อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา วิทยากรและโค้ช ด้านการพัฒนาภาวะผู้นำระดับต้น ๆ ของประเทศ มาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวแง่มุมต่าง ๆ ในการพัฒนาผู้นำองค์กรอย่างลงลึก

HREX สรุปเรื่องราวที่ HR ควรรู้มาให้ได้อ่านกันแล้ว ติดตามได้เลยในบทความนี้

The Leader’s DNA #1 นินทาคนเป็น จุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องเก่งได้

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน “The Leader’s DNA” from Personal Influence to Organizational Impact
คุณป๊อป อภิวุฒิ เริ่มต้นด้วยการมาเล่าว่า รูปภาพเกี่ยวอะไรกับการเล่าเรื่องและความสำเร็จในการทำงานได้บ้าง เขาพบว่ารูปภาพของผู้บริหารนั้น สามารถเล่าเรื่องที่สื่อถึงความสำเร็จได้

คุณป๊อปบอกว่าภาพ 1 ภาพ แทนคำได้นับพันคำ ภาพแต่ละภาพบอกอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันไป เวลาเราเห็นภาพจะเกิดจินตนาการบางอย่างขึ้น และรูปที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึก ย่อมอยู่ได้นานกว่าการเห็นตัวอักษรใด ๆ

เขาเล่าว่า ตนได้รับคำแนะนำเรื่องการเล่าเรื่องผ่านภาพจากคุณโน้ต อุดม แต้พานิช ว่า “การเล่าเรื่องที่ดี ต้องเล่าให้คนฟังเห็นภาพ คนฟังจะเห็นภาพได้ คนเล่าต้องเห็นภาพก่อน

และการเล่าเรื่องที่ไม่ดี คือการเขียนออกมาเป็นสคริปต์ ที่ยังมองไม่เห็นภาพ แต่เราควรต้องหลับตานึกถึงภาพที่จะเล่า แล้วเล่าตามภาพที่มองเห็น วิธีนี้จะทำให้คนฟังมองเห็นภาพและคล้อยตามกันไปได้

ลองนึกภาพคนที่เป็นครู ใครมีชั้นเชิงในการบรรยายหรือการสอน นักเรียนจะชอบ จะได้คะแนนประเมินที่ดี น่าประทับใจเสมอ

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ตัวเองเล่าเรื่องไม่เก่ง ชอบคิดว่าการเล่าเรื่องให้เก่งดูเหมือนจะยาก ทั้งที่จริงแล้ว การเล่าเรื่องสามารถฝึกฝนกันได้ แล้วบางทีเราต่างมีทักษะนั้นโดยไม่รู้ตัว เช่น คนที่นินทาเก่ง ก็ถือว่าพอมีทักษะในการเล่าเรื่องแล้ว

แต่อยากให้เรื่องเล่าที่ออกมากลมกล่อม ครบถ้วน รอบด้าน เป็นการเรื่องเล่าที่ดีต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  1. Time เวลา (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
  2. Incident เหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่จำเป็นต้องเล่าย้อนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันครบทุกช่วงชีวิต
  3. People ตัวละคร คาแรคเตอร์ หรือคนในเหตุการณ์
  4. Surprise จุดหักมุม จุดพลิกผันที่ทำให้น่าสนใจ น่าติดตามต่อ
  5. Point อย่าลืมให้ข้อคิดแก่ผู้ฟังด้วย

คุณป๊อปยกตัวอย่างว่า แต่ละคนจะมีวิธีเล่าเรื่องให้น่าสนใจ และสนุกแบบฉบับของตัวเอง เช่น อริสโตเติ้ล ที่เล่าเรื่องโดยเริ่มจากความทุกข์ระทม แต่ค่อยไปคลี่คลายด้วยความสุขตอนท้าย คล้ายกับ เดวิด โอกิลวี่ มักเริ่มต้นด้วยการใส่เรื่องร้าย ๆ ใส่จุดพลิกผันไว้ตรงกลาง และปิดท้ายด้วยความน่าพึงพอใจ

สูตรนี้เองสามารถพลิกผันจากการเริ่มต้นด้านดี แล้วลงเอยแบบร้ายก็ได้เช่นกัน

ส่วน สตีฟ จ็อบส์ ก่อนจะขายของ apple แต่ละชิ้น เขาจะเล่าเรื่องด้วยการย้อนอดีตก่อนว่า เมื่อก่อนเป็นอย่างไร จากนั้นเกิดอะไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราจึงต้องทำอะไรขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น เป็นต้น

The Leader’s DNA #2 เล่าเรื่องดี สร้าง DNA สู่ความสำเร็จ

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน “The Leader’s DNA” from Personal Influence to Organizational Impact

คุณป๊อป อธิบายว่า คนที่เล่าเรื่องได้ดี คนจะจดจำมันได้มากกว่า เรื่องเล่าย่อมสร้างผลกระทบได้เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร รวมถึงสามารถสร้างความสำเร็จได้

โดยความสำเร็จในการเล่าเรื่อง ต้องเล่าเพื่อกระตุ้นปัจจัยภายในของคน แล้วทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Key Success Factors ที่ประกอบด้วย

  • D-Direction เล่าเรื่องให้คนมองเห็นวิสัยทัศน์เดียวกันได้ มองเห็นว่าในอนาคตองค์กรจะก้าวไปอยู่ในจุดใด
  • A-Alignment เล่าเรื่องให้คนเข้าใจและประพฤติตรงกันได้ หากอะไรเป็นเรื่องสำคัญ ต้องย้ำเตือนให้บ่อย
  • C-Commitment เล่าเรื่องแล้ว ทำให้ทุกคนเห็นคล้อยกัน ทุกคนมองเห็นว่าสิ่งที่ตนเองทำ จะส่งผลต่อเป้าหมายในระยะยาวขององค์กรได้อย่างไร แม้งานของพนักงานบางฝ่ายอาจเป็นแค่นักการภารโรง หรือยามก็ตาม

ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ คนที่สื่อสารเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย ย่อมประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าการเล่าเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก การเล่าแล้วทำให้ทุกคนไม่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน มองไม่เห็นภาพเดียวกันว่างานนี้ส่งผลดีต่อองค์กรอย่างไร

การที่เราจะไปถึงเป้าหมาย เราจะขาดทีมไม่ได้ ทุกคนต้องมี DAC ครบถ้วน

  • ถ้าไม่มี Direction องค์กรจะมุ่งไปแบบไม่มีทิศทาง ไร้เป้าหมาย
  • ถ้าไม่มี Alignment องค์กรจะมุ่งมั่นแบบไร้ความสามัคคี และตีกับคนในแผนกอื่น
  • ถ้าไม่มี Commitment จะก้าวเดินต่อไปแบบหมดไฟ ขาดพลัง

สิ่งที่ผู้นำต้องกลับไปคิดตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ ตัวผู้นำมี DNA เหล่านี้อยู่ในตัวเองก่อนใครหรือไม่ แล้วถ้ามีแล้วก็ต้องทำให้ทีมมี DNA แบบนี้เช่นกัน ต้องหมั่นสื่อสารเรื่องเป้าหมาย เรื่องนามธรรมให้เข้าใจ และร่วมหัวจมท้ายไปพร้อมกัน

และหากทำได้ เส้นทางสู่ความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

The Leader’s DNA #3 เพียง 1 ภาพ สร้าง Corporate Branding ได้

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน “The Leader’s DNA” from Personal Influence to Organizational Impact
คุณโอ๊ต ชัยสิทธิ์เล่าว่า เขาเริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพงานแต่งงาน ภาพที่เขาถ่ายจะต้องเล่าเรื่องหลายอย่างเพื่อสื่อถึงช่วงเวลาที่น่าจดจำ น่าประทับใจในงานสำคัญของคู่บ่าวสาว รวมถึงครอบครัวให้ได้ ก่อนจะมาถ่ายภาพเพื่อสร้าง Brand Image ที่ดีให้องค์กร

สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ ภาพเป็นภาษาสากล ภาพสามารถทำให้คนจากคนละส่วนของโลกเข้าใจในสิ่งเดียวกันได้ และในยุคนี้เราทุกคนมีกล้องถ่ายรูปสมาร์ทโฟน เราสามารถสร้างภาพที่สื่อสารสิ่งดี ๆ ไปถึงคนอื่นได้ โดยที่คุณภาพของกล้องไม่สำคัญเท่ากับความหมายของภาพที่ออกมา

คุณโอ๊ต บอกว่า ภาพ 1 ภาพ ต้องสื่อตัวตนของผู้ที่ถูกถ่ายออกมาให้ได้ว่า เขาคือใคร และเขามีเรื่องราวอะไร แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีที่จะเข้าใจรูปแต่ละรูปอย่างชัดเจน

การรู้เรื่องรูปเกี่ยวอะไรกับ HR คำตอบคือ HR ต้องดูรูปของผู้สมัครงานพร้อมกับเรซูเม่ ภาพถ่ายที่เล่าเรื่องราว จะเป็นตัวชี้ชะตาได้เลยว่า จะเลือกใครเข้าทำงานหรือไม่ ถ้าเราเข้าใจพลังของภาพ เราจะเจอคนที่ใช่ และผู้สมัครงานก็จะได้งานที่ใช่ด้วย

อีกสิ่งที่คุณโอ๊ตให้ความสำคัญคือ การใช้ภาพเพื่อสร้างแบรนด์ที่ดี สร้าง Corporate Communication ที่ดี ภาพแต่ละภาพบ่งบอกตัวตน ภาพลักษณ์ ลักษณะนิสัย และอารมณ์ได้เสมอ เราเห็นภาพร้านอาหารที่สกปรก เราย่อมไม่อยากเข้าไปร้านนั้น

เช่นเดียวกัน ถ้าภาพของคนในองค์กรออกมา ย่อมดึงดูดความน่าสนใจของผู้คนภายนอก ผู้คนเข้าใจแบรนด์มากขึ้น และสามารถทำให้คนอยากมาซื้อสินค้า บริการ ไปจนถึงตัดสินใจร่วมงานกันด้วย

เรายังสามารถนำหลักการถ่ายภาพ Brand Image มาใช้กับการถ่ายภาพ CEO เพื่อสร้างแบรนดิ้งที่ดีได้ด้วย แต่บางองค์กรไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาพของ CEO แต่ส่งภาพอะไรไปก็ได้ ซึ่งไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี

เราต้องถ่ายภาพที่เล่าถึงตัวตนของ CEO ให้รอบด้านที่สุด ภายใต้ภาพเพียงภาพเดียว ต้องคำนึงตั้งแต่ว่า เขาเป็นคนที่เนี้ยบไหม ชอบแฟชั่นหรือไม่ เขาติดดินไหม เข้ากับแบรนด์ขององค์กรหรือไม่ อย่าลืมว่าองค์ประกอบของภาพ 1 ภาพ บอกเล่าเรื่องรายได้มากกว่าที่คิด อยู่ที่เราจะเล่าออกมาอย่างไร เพื่อส่งสารไปถึงผู้บริโภคให้ชัดเจนที่สุด

เราบังคับคนให้เข้าใจทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ได้ แต่การถ่ายภาพที่ขับเน้นภาษาภาพจะช่วยให้เขาเข้าใจได้มากที่สุด สร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้มากที่สุด และช่วยยกระดับองค์กรและตัวตนได้อย่างได้ผลฉับพลัน

แล้วเราจะสร้างสรรค์การเล่าเรื่องผ่านภาพได้อย่างไร มี 3 สิ่งที่ต้องตระหนักดังนี้

  1. เราต้องรู้ก่อนว่าเราอยากสื่อสารอะไร เป้าหมายในการสื่อสารคือเรื่องอะไร ต้องชัดเจนก่อนเสมอ
  2. ใครคือผู้รับสาร เราอยากให้ใครดูรูปนี้
  3. เราอยากให้เขาเข้าใจสารแบบไหน และรู้สึกอย่างไร

และเมื่อเข้าใจ 3 ประเด็นที่สำคัญต่อการสื่อสารแล้ว ไปถ่ายภาพ แล้วเอาไปให้คนอื่นดูว่าเขาเข้าใจสารเดียวกันไหม หากได้คำตอบออกมาตรงกับที่เราต้องการ ก็คือสัญญาณที่บอกว่า เราสื่อสารได้อย่างที่ใจต้องการแล้ว

หากสนใจติดต่อ Slingshot Group สามารถติดต่อได้ผ่าน HREX ข้างล่างนี้ได้เลย

All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ

CTA in Content Website 1600 x 500

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้