
เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2024 ที่ผ่านมา มีงานเสวนาด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีนั่นคืองาน AP Thailand presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2024 “Creative Generation” งานที่เหล่าคนสายครีเอทีฟมารวมตัวกัน เพื่อสร้าง Creative Economy ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และก่อให้เกิดการพัฒนาตัวเอง เพื่อพัฒนาธุรกิจอย่างสร้างสรรค์
ภายในงานรวบรวมทั้งเทรนด์น่าสนใจ ความรู้ที่จำเป็นสำหรับคนทำงาน และคนทำธุรกิจมากมาย และเป็นสิ่งที่ HR ควรรู้ โดย HREX มีโอกาสได้เข้าฟังเสวนาที่น่าสนใจหลายหัวข้อ จึงข้อสรุปสิ่งที่มีประโยชน์ต่อ HR และองค์กรมาให้อ่านกันดังต่อไปนี้
Creative Generation
ใน Session เปิดงาน คุณสิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม Founder & CEO ของ CREATIVETALK ออกมาเล่าว่า คนไทยเป็นคนครีเอทีฟ เราสรรหาอารมณ์ขันจากสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้เอนจอยร่วมกัน เราเชื่อมั่นว่าความคิดสร้างสรรค์ หากเอาไปใช้ในการทำงาน ธุรกิจ และการใช้ชีวิต จะช่วยให้เรามีคุณภาพที่ดีขึ้น

ปี 2024 กำลังมาถึงครึ่งทาง หลายคนเหนื่อย ทั้งกับการทำงาน การเสพข้อมูลที่มหาศาล เหนื่อยกับการติดตามเรื่อง GenAI โดยคนไทยใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากกว่า 7 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน แต่ละวันรับข้อมูลทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ความบันเทิงรวมแล้วมากกว่า 74GB ต่อวันซึ่งเยอะมาก ขณะที่มนุษย์เมื่อ 500 ปีก่อน จะใช้เวลาเสพข้อมูลทั้งชีวิต เพื่อให้ได้ปริมาณเท่านี้ และเราจะเสพมากกว่าเดิมเฉลี่ยปีละ 5%
ทุกวันนี้เรามีเครื่องมือมากมาย แต่เราใช้ประโยชน์จากมันมากน้อยแค่ไหน หลายคนไม่กล้าใช้ ChatGPT เพราะไม่รู้จะถามอะไร เราไม่รู้จะสั่งงานอะไร ถ้าเราไม่มีไอเดียตั้งต้น มี AI ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้
เราอาจแบ่งแยกว่าคนนั้นคนนี้เป็นคนเจนไหน แต่เราไม่ต้องแบ่งกัน ในความคิดของเขามองว่าผู้ใหญ่ควรทำตัวให้เด็กลง และเด็กควรทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพราะเรากำลังก้าวสู่ Creative Generation เราอยู่ในยุคที่ต้องใช้ไอเดียในการสร้างสรรค์ ไอเดียคือสิ่งที่แบ่งแยกเราจากการเป็นหุ่นยนต์
แล้วจะทำยังไงให้คนในองค์กรมีความสร้างสรรค์ร่วมกัน คุณสิทธิพงศ์ แจกแจงว่าต้องมี 3 สิ่งดังนี้
- ต้องสร้าง Engagement ร่วมกัน มีความปลอดภัยทางจิตใจ กล้าพูดกล้าแสดงออก กล้าเสนอความคิดเห็นโดยไม่มีใครดูถูกหรือมองด้านลบ
- ความแตกต่าง ทั้งอายุ การศึกษา ประสบการณ์ ภูมิหลัง การรวมคนแตกต่างมาอยู่ร่วมกันจะสร้างความแปลกใหม่ได้
- ให้พลังกันคนที่เป็นนักฝัน ในห้องประชุมมักจะมีคนออกไอเดียเยอะมาก แต่ก็จะมีกลุ่มคนที่อยากขัด อยากแย้ง และคนที่คอยสนับสนุนให้ลองค้นคว้าเพิ่ม เราต้องการคนกลุ่มหลังเพิ่มขึ้น
เหนืออื่นใด 3 สิ่งนี้จะเกิดไม่ได้ หากคนไม่มีความรู้ ความรู้จะช่วยต่อยอดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปได้ ช่วยสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น ช่วยสร้างทางเลือกให้กับชีวิต
และเขาหวังว่างาน CTC 2024 จะเป็นสิ่งที่จุดประกายความรู้ เพื่อสร้างไอเดีย สร้างความหลากหลาย ทำให้ฝันของใครหลาย ๆ คนกลายเป็นจริง และทำให้ทุกคนสนุกกับการทำงานจนลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่
Essential Skills for The Future of Thailand
คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เล่าว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะพบกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย อาชีพที่เคยมีจะหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยอาชีพใหม่ ๆ มากขึ้น
แต่อาชีพใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้ ต้องสอดคล้องไปกับเป้าหมายของประเทศด้วยว่า ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทางไหน จะใช้จุดแข็งให้เป็นประโยชน์อย่างไร จะแก้จุดอ่อนอย่างไร ผู้นำประเทศต้องวาง Framework of Thinking ก่อน จึงจะรู้ได้ว่าควรพัฒนาอะไรต่อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สอดคล้องไปกับการส่งเสริมอาชีพใหม่ ๆ

คุณพิธา คาดการณ์โดยส่วนตัวว่า จากการวาง Framework of Thinking และทำ SWOT วิเคราะห์ประเทศไทย เขาได้คำตอบว่าในอนาคตจะมี 30 อาชีพที่จะเกิดขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เศรษฐกิจ 3 สี” ดังนี้
- Green Economy อาชีพที่สอดรับกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศฉับพลัน หรือ Climate Change
- Silver Economy อาชีพที่อิงกับสังคมผู้สูงวัย ซึ่งจะมีผู้ป่วยติดเตียง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด และอยู่คนเดียวมากขึ้น
- Blue Economy อาชีพที่อิงกับปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำ เพราะน้ำดื่มน้ำใช้ที่จะขาดแคลนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามจากสถิติพบว่าจริง ๆ แล้วมีน้ำเพียงพอ แต่กลับมีน้ำรั่วในการจัดส่งจัดจำหน่ายไปถึงประชาชน 50% จึงต้องใช้คนหรือเทคโนโลยีในการตรวจจับจุดรั่วแล้วแก้ไขให้ดีขึ้น

อีกสิ่งที่คุณพิธา เน้นย้ำ คือเรื่องของความเป็นผู้นำ โดยผู้นำที่ดีไม่เพียงแค่วัดจากความสามารถในการผลักดันจุดแข็งของประเทศ แล้วต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังต้องสามารถเปลี่ยนสิ่งเป็นจุดอ่อนของประเทศ ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ประชาชนได้
คุณพิธา มองว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้กำลังตกขบวน ทั้งเรื่อง GDP การส่งออก เรื่องรายได้ของประชาชน เราแพ้ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศค่อนข้างมาก และเราเหนืออยู่แค่ไม่กี่ประเทศ เห็นได้ชัดว่ามีหลายอย่างที่ต้องเปลี่ยน เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และต้องหาวิธีขึ้นรถไฟขบวนใหม่ให้ได้ ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนต้องคิดร่วมกัน จะกินบุญเก่าไม่ได้แล้ว จะภูมิใจกับความสำเร็จเดิม ๆ ในอดีตไม่ได้แล้ว เราต้องวิธีการชักจูงประเทศอื่นให้มาลงทุนในไทยมากขึ้น อาจไม่สามารถใช้การกดค่าแรงได้ แต่เราต้องดูว่าเรามีบุคลากรพร้อมไหม เราแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นได้แค่ไหน
อนาคตของประเทศ เราสามารถเอาวิกฤติและความท้าทาย มาสร้างแนวโน้มใหม่ การเติบโตใหม่ ๆ ได้ ประเทศไทยมีเพนพอยต์เยอะ แล้วถ้าเราแก้ไขมันได้ มันจะส่งผลให้เกิดการเติบโตในระดับชุมชน จังหวัด แล้วก้าวขึ้นมาในระดับประเทศได้
Money – Life Balance เหนื่อยวันนี้ สบายวันไหน
เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ หากใครมีปัญหาเรื่องการเงินแล้วไม่รู้จะหาทางออกจากไหน สามารถมาสอบถามทางออกจาก โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์ โค้ชการเงินจากเพจ Money Coach ผู้คร่ำหวอดในด้านการให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่คนไทยจำนวนมากได้เลย

ในทัศนะของโค้ชหนุ่ม มองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องปัจเจก บาลานซ์เรื่องการเงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตลอด 20 ปีที่ทำงานด้านการเงิน ได้เจอคนมากมายตั้งแต่คนรวยไปจนถึงชาวบ้านธรรมดา ๆ ก็พบเจอว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีปัญหาทางการเงินแตกต่างกันไป บางคนเงินไม่พอใช้ แต่ตั้งใจสู้ บางคนไม่มีเงินพอใช้ แต่ก็ไม่ทำอะไรเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เจอคนที่มองเห็นความสำคัญของการเก็บเงิน คนที่มองไม่เห็นความสำคัญของการเก็บออม คนที่เก็บเงินแต่ไม่กล้าใช้ และคนที่ไม่เก็บเงินแต่ใช้จนเกินตัวเสมอ
เรื่องเงินเป็นเรื่องปัจเจก หลังปี 2540 เป็นยุคหลังต้มยำกุ้ง และเป็นยุคเฟื่องฟูของคอร์สปลุกพลัง ส่งพลังบวกให้กัน โค้ชหนุ่มเคยตั้งเป้าหมายจากคอร์สนั้นว่าจะมีอิสรภาพทางการเงินภายในอายุ 25 ปี และมี Passive Income มากกว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อมีสติกลับมาคิดก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะเอาเงินขนาดนั้นไปทำไม
นับแต่นั้น เขาจึงเริ่มพูดคุยกับตัวเองเสมอเรื่องเป้าหมายทางการเงิน ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เราอยากได้อะไรกันแน่ ลองขีดเส้นตายให้ตัวเองว่า อย่างน้อยต้องไปถึงจุดไหน ให้ได้ก่อนจะทะยานไปไกลสูงสุด เขาตั้งเป้าเรื่องความมั่นคงทางการเงิน (Financial Security) ภายใต้หลักการง่าย ๆ ว่า ตลอดชีวิต ทำอย่างไรก็ได้ อย่าทำให้การเงินตัวเองสะดุด มีปัญหา เพราะมันอาจจะทำให้สะดุดไปตลอดชีวิต ซึ่งมี 3 สิ่งที่ต้องเอาใจใส่ดังนี้
- การจัดการสภาพคล่อง แต่ละเดือนต้องมีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บ
- การสะสมความมั่งคั่ง ถ้ามีเหลือเก็บ เราจะคิดต่อยอดได้ว่า มีเงินแล้วเราจะเอาไปทำอะไรดี จะเอาไปลงทุนต่อ จะเอาไปเติมความสุขให้ตัวเอง แต่ละปีเรามีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหรือไม่
- การจัดการความเสี่ยง เงินสำรองที่มีพร้อมรับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงอย่างน้อย 6 เดือนรึยัง เงินที่มีจะพอมีใช้ไปจนถีงวาระสุดท้ายหรือไม่
โค้ชหนุ่มเล่าว่าเขาชอบแนวคิดเรื่องการสร้าง Passive Income ไม่เพียงมีเงินเก็บ ไม่เพียงมีเป้าหมายว่าตอนเกษียณจะเป็นอย่างไรต่อ ยังต้องทำสร้างทรัพย์สิน เพื่อให้ทรัพย์สินสร้างผลตอบแทนให้เราด้วย ซึ่งทรัพย์สินเป็นได้ทั้งการทำธุรกิจ การปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ การได้ค่าลิขสิทธิ์ การได้เงินปันผลจากหุ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ อย่าคิดว่า Passive Income จะไม่มีวันหมด ถ้าเกิดสิ่งไหนสร้างผลตอบแทนไม่ได้แล้ว ก็ต้องหาทางปรับพอร์ต ปรับเปลี่ยนกันไป
จากประสบการณ์ตรง โค้ชหนุ่มเตือนว่า ให้ตั้งเป้าหมายทางการเงินโดยอิงกับเป้าหมายในชีวิต อย่าตั้งโดยอิงกับตัวเลข เช่น ต้องมีเงินกี่ล้านเมื่ออายุ… เราสามารถพิจารณาจากปัจจัยดังนี้ได้
- กำหนดรูปแบบชีวิตที่ต้องการ สิ่งไหนที่จำเป็นกับชีวิต บ้านขนาดเท่าไหร่ที่สร้างความสุขให้เราได้ ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยได้แค่ไหน
- ประเมินค่าใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ
- ตั้งเป้าหมายทางการเงินว่า จะหาเงินจากไหนบ้าง เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์นั้น
- วางแผนสร้างทรัพย์สินและลงมือทำ ต้องทำบ้านเช่าห้องเช่ากี่หลัง ต้องใช้เวลากี่ปี
ทั้งนี้ มี 4 แนวทางสร้าง Passive Income หรือการหารายได้จากทรัพย์สิน นอกเหนือจากการทำงานประจำเพื่อรับเงินเดือน แต่ทั้งนี้ อย่าดูถูกรายได้จากงานประจำ ดีที่สุดคือมีทั้ง 2 แบบ
- สร้างต้นไม้เงิน ให้ทรัพย์สินสร้างดอกเบี้ยและเงินปันผล
- รายได้จากการปล่อยเช่า เช่น ห้องเช่า คอนโด
- รายได้จากการสร้างธุรกิจที่เติบโต แล้วให้คนอื่นมาทำงานแทนเรา
- ค่าลิขสิทธิ์ ทำ 1 ครั้งแล้วหาเงินได้มากกว่า 1 ครั้ง เช่น อัดวิดีโอสอนเรื่องต่าง ๆ ใน YouTube, ถ่ายภาพขายตามเว็บดาวน์โหลด เป็นต้น
สุดท้ายนี้ โค้ชหนุ่มทิ้งท้ายว่าชีวิตเป็นเรื่องระยะยาว อย่าลืมคุยกับตัวเองให้ชัดถึงแผนการในอนาคต อาจไม่ต้องเห็นภาพชัดเจนมาก แต่ก็ขอให้ชัดประมาณหนึ่ง จงใช้เงินอย่างมีสติ ต่อยอดความมั่งคั่ง ถ้าเราเข้าใจอนาคตตัวเอง เราจะเข้าใกล้ความรวยได้มากขึ้น บาลานซ์แต่ละด้านได้อย่างสมดุล นำมาสู่การมีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น สามารถพัฒนาตัวเอง และแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่นด้วยเช่นกัน
Half Year Trends: People
คุณประสาน อิงคนันท์ Founder ของเพจ มนุษย์ต่างวัย และคุณโศรดา ศรประสิทธิ์ CEO บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด มาชวนพูดคุยเรื่อง เทรนด์ของคนทำงาน และผู้นำองค์กร มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องจับตามองในครึ่งปี 2024 ที่จะตามมาหลังจากนี้

คุณโศรดา มองว่าในเชิงธุรกิจ CEO มี 2 แบบคือ CEO ด้าน People หรือ Finance สำหรับเธอหลงรักการดูแลผู้คน และอยากให้ทุกคนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไปพร้อมกันกับเธอ ซึ่งเริ่มต้นได้ดังนี้
- สร้าง Work Environment ที่ดี เพราะหลังโควิด ผู้คนอาจทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น สภาพแวดล้อมการทำงานในออฟฟิศจะลดพื้นที่ ผู้คนไม่มีโต๊ะของตัวเอง การดูแลพนักงานก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ไม่เพียงแค่พนักงานไม่มีโต๊ะตัวเอง แต่ CEO ก็ไม่มีโต๊ะเช่นกัน
- เราต้องอ้าแขนรับความเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้ได้ ต้องหาทางว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดีต่อองค์กรอย่างไร อย่ายึดติดกับสิ่งเดิม ๆ เพราะโลกหมุนไปตลอดเวลา
- เวลาต้องเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ แน่นอนว่าพนักงานจะรู้สึกเหนื่อยล้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นเทรนด์กำลังเกิดขึ้นกับองค์กรจำนวนมาก ดังนั้นเราต้องดูแลผู้คนในองค์กร และพยายามทำความเข้าใจพวกเขาด้วย
ขณะที่คุณประสาน เสริมว่าเมื่อโลกหมุนไปเร็วมาก ก็ต้องหาความรู้ตลอดด้วย แต่เมื่อเรียนรู้เยอะแล้ว ก็ต้องลองกลับมาสำรวจตัวเองด้วยว่า เราอยากเป็นนักวิ่งแบบไหน วิ่งระยะสั้น กลาง หรือระยะไกล ถ้าเรารู้ก่อน เราจะรู้ว่าสิ่งที่เราเรียนไปจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
“ผู้ใหญ่ที่มีความสุขหลายคนจะกลับมาสำรวจตามความเป็นจริง จะรู้ว่าความสุขของเราคืออะไร ความเป็นเราอยู่ตรงไหน ไม่งั้นเราจะวิ่งตามสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นคอยบอกตลอดเวลา… แล้วหากเราจะค้นพบองค์กรที่พอดีกับ Pace การวิ่งของเรา ซึ่งมันอาจไม่ใช้เงินเดือนก็ได้ แต่เป็นเพื่อนร่วมวาน วัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากัน เป็นต้น”
จากวันนี้ไปถึงสิ้นปี คำแนะนำในการบริหารคนของคุณประสานคือ อย่ามัวแต่เสียเวลาเถียงกันว่า คนเจนไหนเป็นเดอะแบกกว่ากัน เพราะท่ามกลางความต่างของเจนเนอเรชั่น มันมีตัวร่วมเดียวกันอยู่เสมอ ทุกเจนต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน เพื่อสร้างความสอดประสานกัน สร้างคุณค่าร่วมกันในองค์กรได้ แล้วจะนำไปสู่การเคารพกันจากใจจริง ไม่ใช่การเคารพกันเพียบเพราะใครอายุมากกว่าใคร
ส่วนคุณโศรดาเสริมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรมองเห็นว่าจะขับเคลื่อนคุณค่าออกมาได้อย่างไร
ไม่เพียงแค่นั้น จงตระหนักว่าพนักงานทุกคนมองหา Career Journey ของตัวเองเสมอ เราต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบเส้นทางการทำงานขององค์กร ความโปร่งใส และให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม แม้มันอาจสวนกระแสเศรษฐกิจที่อาจไม่ค่อยดี แต่พนักงานที่มีความพึงพอใจในองค์กร จะช่วยให้องค์กรยกระดับ และเพิ่มผลประกอบการขึ้นไปอีกขั้นได้
History of Creativity: ประวัติศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์
ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้ดำเนินรายการ 8 Minute History มาไล่เรียงถึงประวัติศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์ ว่าก่อนที่มนุษย์จะมีอนาคต เรามีอดีต ผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ มากมายจนเราเป็นเราในทุกวันนี้

เราสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้ว่า คนที่จะสร้างนวัตกรรม เขาคิดอะไร เขาทำอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งคนที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ซึ่งจะเป็นรากฐานของการสร้างอนาคตได้
ดร.วิทย์ เล่าว่า ยุคเรเนซองส์วางพื้นฐานไว้ว่า มนุษย์เราจะต้องศึกษาคณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศิลปะ ฯลฯ หรือเรียนมันทุกอย่าง แต่ต่อมา มนุษย์ได้เรียนรู้ว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทุกอย่างแล้ว แต่เราต้องหาให้เจอว่าเราจะเรียนไปเพื่อแก้เพนพอยต์อะไรบ้าง
ในสหรัฐอเมริกา ปี 1841 ไมเคิล ฟาราเดย์ คิดเครื่องปั่นไฟฟ้าขึ้นมา ช่วยเพิ่มขีดจำกัดในการทำงานและใช้ชีวิตของมนุษย์ จาก 12 ชั่วโมงเป็น 24 ชั่วโมง จากนั้น โทมัส เอดิสัน สานต่อด้วยการคิดค้นหลอดไฟที่ใช้งานได้ 2,000 ชั่วโมง และจากนั้นก็เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย และเกิดนวัตกรรมขึ้นมาเรื่อย ๆ
มีคนคอยคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ โดยพิจารณาจากว่า เพนพอยต์ในชีวิตคนเรามีอะไรบ้าง คนเป็นนวัตกร ผู้สร้างนวัตกรรมไม่เคยหยุดนิ่ง เกิดรถยนต์ เกิดอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร เกิดคอมพิวเตอร์ เกิดอินเทอร์เน็ต เกิดโทรศัพท์มือถือ เกิด AI และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งที่เป็นสิ่งของ และที่เป็นบริการ ไม่เพียงแค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ทั่วโลกมีความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมได้
ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นเพราะมนุษย์มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความทะเยอทะยานที่จะสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้กลายเป็นจริงได้ เพื่อแก้เพนพอยต์ที่เคยยุ่งยาก ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น
หากเราไม่หยุดที่จะคิดเพื่อแก้ปัญหา เมื่อนั้นเราจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ ช่วยแก้เพนพอยต์ต่อตัวเองและผู้อื่นได้แน่นอน
ดร.วิทย์ ทิ้งท้ายว่า เราคิดว่าโลกนี้มีขีดจำกัดในความคิดสร้างสรรค์เสมอ แต่มีสุภาษิตหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ทหารเรือเยอรมันมักพูดว่า สิ่งที่กำหนดทิศทางของเรือไม่ใช่ลม แต่ก็คือใบเรือ” ความหมายคือ ถ้าเรามัวแต่คิดว่าฟ้าฝนลมน้ำ คอยกำหนดชีวิตเรา เราจะไม่สามารถเดินหน้าไปไหนได้เลย ดังนั้นตัวเราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง
ประวัติศาสตร์ที่ดี ต้องกระตุ้นให้เรามีพลังในมือเพื่อเปลี่ยนแปลง และหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทย และทำให้หลายคนหันกลับมามองนวัตกรรมที่แก้ปัญหาหลัก (Pain Point) ต่าง ๆ ด้วยฝีมือคนไทยได้
