
ในยุคที่วงการโฆษณาและการตลาดมีเทรนด์ใหม่ทุกวัน Tellscore คือหนึ่งในบริษัทที่ลงมือเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารใหม่ด้วย Influencer Marketing เริ่มจากการเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่เชื่อว่า “เสียงของผู้คนสำคัญ” พวกเขาปั้นแพลตฟอร์มที่จับคู่แบรนด์กับ Creator น้อยใหญ่บนโซเชียลมีเดีย จนเติบโตเป็นระบบนิเวศที่มีผู้ใช้งานเกือบแสนคนในเวลาไม่ถึงสิบปี
นับเป็นโอกาสดีที่ HREX ได้พูดคุยกับคุณ ปู – สุวิตา จรัญวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Tellscore ในฐานะหัวหน้า ทีมงาน HR และคนที่รับฟังปัญหาทั้งจากพนักงานและ Creator ในทุก ๆ วัน
เกิดเป็นบทสนทนาว่าด้วยเรื่องการดูแล “คน” ในสองบริบทที่แตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่าง พนักงานประจำในองค์กร กับ Creator หรือ Influencer จำนวนเกือบแสน ที่ต้องดูแลผ่านแพลตฟอร์ม
ทว่าทั้งสองกลุ่ม กลับมีหัวใจเดียวกันที่อยู่ตรงกลาง นั่นคือ “ความเป็นมนุษย์”
การบริหาร “หัวใจ” ขององค์กร
Tellscore เริ่มต้นจากความตั้งใจของคุณสุวิตาที่ไม่ได้เพียงปั้นธุรกิจ แต่ปั้นทั้งวงการ Influencer Marketing ขึ้นมาพร้อมกัน จากวันที่ยังไม่มีใครเข้าใจเน็ตไอดอล จนวันนี้กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มี Creator ในระบบนับแสน
แต่เบื้องหลังความสำเร็จของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องอื่นไกล คือเรื่องพื้นฐานอย่าง “คน” หรือพนักงานในบริษัทที่กลับดูแลยากที่สุด นั่นก็เพราะคนเปลี่ยนไปในทุกสถานการณ์ — ไม่ใช่แค่เปลี่ยนงาน แต่เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีมองชีวิต และเปลี่ยนแรงจูงใจในการทำงานเสมอ
โดยคุณสุวิตากล่าวกับเราว่า ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือเรื่องการสรรหาพนักงานที่ฟิต (Fit) หรือเหมาะสมกับองค์กร ทั้งเรื่องของสไตล์การทำงาน แนวคิด และวัฒนธรรม
“ถ้าเราได้คนฟิตกับเรา องค์กรก็จะวิ่งเลยนะ แต่ถ้าเจอคนไม่ฟิต บางทีเขาก็อาจเข้าใจเราผิดในหลาย ๆ อย่าง เช่น ถ้าเราเข้ม เขาก็หาว่าเราดุ หรือถ้าเราหย่อน เขาก็หาว่าเราไม่ดูแล เราเลยคิดว่าการสร้างความเชื่อใจ (Trust) ให้กับพนักงานจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะความไว้ใจบังคับกันไม่ได้”
อีกประเด็นที่กำลังเป็นความท้าทายคือ การเปลี่ยนผ่านของ Generation พนักงานที่แต่ก่อนเธอมีลูกน้องอายุเท่ากัน จนมาถึงวันนี้ที่ลูกน้องกลายเป็นรุ่นลูก ความเข้าใจเรื่อง Generation Gap กลายเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ใหม่ในทุกปี
ฉะนั้นกว่าจะซื้อใจพนักงานกันได้ ต้องใช้เวลา และใช้ความจริงใจที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่กฎระเบียบ ไม่ใช่โบนัสปลายปี
แต่คือการทำให้เขาเชื่อว่า องค์กรหวังดีกับเขาจริง ๆ
Influencer กับการบริหารความคาดหวัง
การบริหารคนในองค์กรว่ายากแล้ว การบริหารกลุ่ม Creator ในระบบก็ยากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่อง “วิธีคิด” และ “ความต้องการ” ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
พนักงานประจำมักมองหาความมั่นคง รายได้ที่สม่ำเสมอ โอกาสในการเติบโต และความสัมพันธ์ระยะยาวกับองค์กร ขณะที่ Creator หลักหมื่นคนบนแพลตฟอร์ม กลับให้ความสำคัญกับ “โอกาส” มากกว่า
“ความต้องการของ Creator หลายคนอาจดูเรียบง่าย แต่จริง ๆ แล้วเต็มไปด้วยความหมาย” เธอกล่าว “พวกเขาไม่ได้มองหาแค่งานหรือรายได้ แต่กำลังมองหาโอกาสในการเติบโต ได้เชื่อมต่อกับแบรนด์ที่เหมาะกับตัวตน และเปิดประตูสู่โปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ช่วยต่อยอดเส้นทางของตัวเองในระยะยาว”
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่ได้มอง Creator ว่าเป็นพนักงานของบริษัท แต่เป็น ‘พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ’ ที่มีเป้าหมายร่วมกันในแบบที่เคารพความเป็นอิสระซึ่งกันและกัน เพราะในโลกของ Creator ความภักดีไม่ได้มาจากสัญญา แต่มาจากประสบการณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นในระบบที่ดูแลกันอย่างเข้าใจ
“เขาไม่ได้ต้องการเป็นลูกจ้างของใครค่ะ เขาแค่ต้องการพื้นที่ที่เขารู้สึกว่าได้เติบโตในแบบของตัวเอง”

Mental Health ปัญหาของการดูแลคน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่อง Mental Health ของคนทำงาน เพราะในโลกของ Content Creator ที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ ซเชียลมีเดียกลายเป็นทั้งพื้นที่หาเงิน และต้นเหตุของแรงกดดันอย่างไม่รู้ตัว โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore มองว่า Creator รุ่นใหม่เติบโตมากับความกดดันที่คนรุ่นก่อนอาจไม่เคยต้องเผชิญ ตั้งแต่เปรียบเทียบฐานะ การศึกษา ไปจนถึง “ยอดวิว” ที่วัดค่าตัวกันได้ในคลิกเดียว
ทว่าเธอยอมรับว่า Tellscore เองก็ยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ แต่สิ่งที่เธอและทีมพยายามทำคือ การเป็นพื้นที่ที่พร้อมฟัง แม้จะเป็นเพียงแพลตฟอร์มจ้างงาน แต่ก็พยายามให้ทีม Call Center พูดคุยกับ Creator ในฐานะ “มนุษย์” ไม่ใช่เพียงผู้ใช้งาน
“บางทีแค่ถามเขาว่า ‘เหนื่อยไหม?’ เขาก็ร้องไห้แล้ว เพราะไม่มีใครเคยถาม”
การดูแล Creator จึงไม่ได้จบลงที่ระบบจัดการหรือค่าตอบแทนที่รวดเร็ว แต่คือความเข้าใจว่า แต่ละคนมีความเครียดที่แบกไว้ เช่น ค่าเช่า ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาสุขภาพ – สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในบรีฟของแบรนด์ แต่อยู่ในชีวิตจริงของ Creator
แม้จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ทีมงานของคุณสุวิตาก็ได้รับผลกระทบทางอารมณ์เช่นกัน เพราะฟังเรื่องยากทุกวัน จนเคยเกิดเหตุการณ์พนักงานลาออกเป็นรุ่น ๆ ส่วนตัวเธอจึงหาวิธีรักษาใจตัวเองผ่านการอยู่คนเดียว และการอยู่กับธรรมชาติเป็นหลัก
“ตัวเราเองก็ฮีลใจด้วยธรรมชาติค่ะ มันยังพอช่วยได้ เราต้องกลับไปที่ความเป็นมนุษย์ให้ได้เร็วที่สุด”
เมื่อทุกองค์กรอยากมีอินฟลูของตัวเอง
เทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจในทุกวันนี้คือ การที่หลาย ๆ องค์กรเริ่มสร้าง Influencer เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Corporate หรือ SMEs ซึ่งแนวโน้มนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับ
ตรงกันข้าม, เธอกลับดีใจด้วยซ้ำ
“เราทำมาตั้งแต่ไม่มีคู่แข่ง ไม่มีใครเข้าใจคำว่าเน็ตไอดอล โยน Proposal ทิ้งด้วยซ้ำ วันนี้มีคนทำเยอะ เราก็ไม่ต้องเหนื่อยผลักดันคนเดียว”
คุณสุวิตาไม่ได้มองว่าเทรนด์นี้จะมาแย่งตลาด แต่กลับมองว่าทำให้อุตสาหกรรมเติบโตขึ้น อย่างไรก็ดี หากองค์กรต้องการ ‘ปั้นอินฟลู’ จริง ๆ องค์กรนั้นต้องเข้าใจทั้งศาสตร์และศิลป์
“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ออร์แกนิกอีกต่อไป มันคือคณิตศาสตร์ล้วน ๆ” เธอกล่าว “องค์กรมักส่งคนไปเรียน CRM, Data, AI หรือหลักสูตรต่าง ๆ แต่พอเป็นการพัฒนา Influencer กลับไม่มีใครส่งไปเรียนเลย”
ด้วยเหตุนี้ Tellscore จึงเริ่มพัฒนา Training ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรที่อยากสร้าง Creator ภายใน ซึ่งไม่ใช่เพื่อปั้นดาราเท่านั้น แต่เพื่อปั้นคนที่เข้าใจอัลกอริทึม และส่งมอบผลลัพธ์ได้จริง
อนาคตของ Creator: จากอาชีพสำรอง สู่สื่อหลักของสังคม
“เราอยากเห็น Creator เป็นสื่อหลัก แบบที่สื่อใหญ่ ๆ จับมือกับ Creator สักคน”
เมื่อถูกถามถึงอนาคตของ Creator ในสังคมไทย คุณสุวิตายืนยันชัดเจนว่า เธออยากเห็น Creator เติบโตขึ้น ไม่ใช่แค่การมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่มีที่ยืนในระบบสื่อสารสาธารณะอย่างแท้จริง
ไม่ต่างอะไรกับปรารถนามีระบบนิเวศสังคมออนไลน์ที่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายแล้ว Social Media คือพื้นที่ทำมาหากินของ Creator ถ้าพื้นที่นี้ถูกทำลายด้วยกลโกง ความไม่ปลอดภัย หรือกระทั่งทุนเทา ผู้คนจะเลิกเชื่อทุกสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ
และเมื่อความปลอดภัยหายไป Content Creator ก็จะไม่สามารถเติบโตได้อีก
ฉะนั้นในวันที่ใคร ๆ ก็เป็น Creator ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรอด ผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความปลอดภัยในวงการนี้ คือสิ่งที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและยั่งยืน
