
หลายองค์กรพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรด้วยถ้อยคำที่สวยงาม และติดคำเหล่านั้นไว้บนผนังอย่างโดดเด่น แต่ในความเป็นจริง วัฒนธรรมจำนวนไม่น้อยกลับไม่เคยถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นพฤติกรรม หรือแนวทางการทำงานที่จับต้องได้จริง
แต่สำหรับ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) – Osotspa วัฒนธรรมไม่ใช่เพียงคำที่กำหนดไว้ในคู่มือองค์กร หากเป็นกรอบคิดที่ถูกนำมาใช้จริงในทุกวัน ภายใต้แนวคิด ACT (Achievement, Consumer Focus, Teamwork) ที่ถักทอเข้าไปในวิธีคิด วิธีทำงาน และการตัดสินใจของคนทั้งองค์กร จนสิ่งที่เป็นเพียง “ถ้อยคำ” กลายเป็น “พฤติกรรม” ที่สร้างการเติบโตได้อย่างแท้จริง
และไม่น่าแปลกใจที่แนวทางนี้ได้พาองค์กรคว้ารางวัล HR Asia Best Companies to Work For in Asia 2025 พร้อมทั้งสร้างความสำเร็จทั้งต่อใจพนักงานและต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน
HR สัมภาษณ์คุณ รุจาภา เหมนิลรัตน์ Head of Human Capital and Organization Excellence ถึงความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรในครั้งนี้ มาดูกันดีกว่าว่ากรอบแนวคิดที่เธอและองค์กรพยายามทำนั้น มีความน่าสนใจและมีส่วนไหนที่เราสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการปรับใช้ได้บ้าง
Contents
- ในมุมมองของคุณ อะไรคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า องค์กรที่น่าทำงาน ในโลกการทำงานปัจจุบัน ?
- โอสถสภา (Osotspa) มีวิธีใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมพลังคน มากกว่าแทนที่คน อย่างไรบ้าง ?
- การสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานทุกวัย ทุกคนรู้สึกมีคุณค่าและอยากเติบโตในองค์กรแห่งนี้ คือความท้าทายของทุกองค์กร ที่ โอสถสภา ออกแบบสิ่งนี้ไว้อย่างไร ?
- ทุกองค์กรกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงานไทย โอสถสภา (Osotspa) รับมือและแก้ปัญหานี้อย่างไร ทั้งในระดับกลยุทธ์และการลงมือปฏิบัติ ?
- เมื่อโลกทำงานเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง ผู้นำด้าน HR ขององค์กรควรยึดหลักการทำงานอะไร ?
- หากต้องแชร์สิ่งหนึ่งที่องค์กรของคุณทำแล้วเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อใจและต่อธุรกิจในปีที่ผ่านมา สิ่งนั้นคืออะไร และคุณเรียนรู้อะไรจากมัน ?
ในมุมมองของคุณ อะไรคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า องค์กรที่น่าทำงาน ในโลกการทำงานปัจจุบัน ?

รุจาภา: สำหรับโอสถสภา องค์กรที่น่าทำงานในวันนี้ คือองค์กรที่พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งงานหนึ่งในองค์กร แต่เป็นคนที่มีคุณค่า ได้รับโอกาสในการเติบโต และมีส่วนร่วมกับความสำเร็จของทีมและองค์กรอย่างแท้จริง
ที่โอสถสภา เราให้ความสำคัญกับการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งออกแบบองค์กรให้มีความยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุน Work-Life Integration ที่สมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำงานยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก และขณะเดียวกันองค์กรที่น่าทำงานต้องมอบโอกาสในการเติบโตและการพัฒนาให้กับพนักงานอย่างเป็นธรรม ทั้งเส้นทางอาชีพและการพัฒนาด้านทักษะ โดยมีผู้นำที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชและผู้สนับสนุน
ท้ายที่สุด องค์กรที่น่าทำงานในวันนี้ คือองค์กรที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์ทางธุรกิจกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกว่าได้รับการดูแลและมีคุณค่า พวกเขาจะพร้อมทุ่มเท สร้างผลงานที่มีความหมาย ขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร และเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน
โอสถสภา (Osotspa) มีวิธีใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมพลังคน มากกว่าแทนที่คน อย่างไรบ้าง ?
รุจาภา: เรามองเทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย มากกว่าจะมาแทนที่ค่ะ
หน้าที่ของเทคโนโลยีคือการลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้คนของเรามีเวลาคิดเชิงกลยุทธ์ วางแผนอย่างมีคุณภาพ และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เรานำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรตั้งแต่กระบวนการพื้นฐาน เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น พร้อมใช้ Data และ People Analytics เป็นฐานในการวิเคราะห์และพัฒนาองค์กรและบุคลากรอย่างรอบด้าน สู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม
ในด้านการพัฒนา เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน OSP Life ที่ช่วยให้พนักงานเข้าถึงองค์ความรู้ ข่าวสาร นโยบาย ระบบ IT และ HR Services ได้ทุกที่ทุกเวลา รองรับการทำงานทั้งในออฟฟิศและรูปแบบ Hybrid Working ได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง
การสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานทุกวัย ทุกคนรู้สึกมีคุณค่าและอยากเติบโตในองค์กรแห่งนี้ คือความท้าทายของทุกองค์กร ที่ โอสถสภา ออกแบบสิ่งนี้ไว้อย่างไร ?

รุจาภา: โอสถสภา สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า ACT หรือ Achievement, Consumer Focus และ Teamwork
Achievement เรามุ่งมั่นทำเป้าหมายให้สำเร็จด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ เปิดโอกาสให้พนักงานแสดงศักยภาพ เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตัวเองและองค์กรประสบความสำเร็จไปด้วยกัน
สำหรับ Consumer Focus เราปลูกฝังให้พนักงานทุกคนเข้าใจและใส่ใจผู้บริโภค พัฒนาอย่างสร้างสรรค์ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงงานของตนกับคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า รับฟังเสียงผู้บริโภค และนำมุมมองของผู้ใช้มาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชนะใจลูกค้าอย่างยั่งยืน
และสุดท้ายคือ Teamwork การเปิดใจ รับฟัง และร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความเคารพและความไว้ใจ โดยมีผู้นำทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานที่มีคุณภาพ และสร้างไอเดียที่มีคุณค่าร่วมกัน
เมื่อทุกคนมีวิธีการทำงานและคุณค่าร่วมกันภายใต้ ACT พนักงานและองค์กรจึงสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทุกองค์กรกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงานไทย โอสถสภา (Osotspa) รับมือและแก้ปัญหานี้อย่างไร ทั้งในระดับกลยุทธ์และการลงมือปฏิบัติ ?
รุจาภา: องค์กรของเรามองการขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงานไทยเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังทั้งในระดับกลยุทธ์และการลงมือปฏิบัติ
ในระดับกลยุทธ์ เราสรรหาคนเก่งควบคู่กับการขับเคลื่อนแนวคิด Build over Buy โดยเน้นการพัฒนาคนจากภายในอย่างเป็นระบบ พิจารณาศักยภาพ ทัศนคติ และทักษะอย่างรอบด้าน พร้อมวางแผนกำลังคนให้สอดรับกับทิศทางธุรกิจระยะยาว เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน เราขยายมุมมองของ Talent Pool ให้กว้างขึ้น ไม่ยึดติดกับเส้นทางอาชีพแบบเดิม เปิดรับความหลากหลายของประสบการณ์ ช่วงวัย และความสนใจในการเรียนรู้ เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่ต่อยอดได้ และจะเติบโตได้ดียิ่งขึ้นเมื่อได้รับโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต
ในทางปฏิบัติ เราสร้าง Learning Ecosystem ที่พนักงานเข้าถึงได้จริง โดยมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้การพัฒนาทักษะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการเรียนผ่านคอร์สออนไลน์ พนักงานยังสามารถเรียนรู้จากการลงมือทำจริง การหมุนเวียนงาน และการโค้ช เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และยกระดับศักยภาพได้อย่างรอบด้าน
พร้อมกันนั้น เรายังเปิดโอกาสให้พนักงานเติบโตข้ามสายงาน ผ่าน Internal Mobility เพื่อให้ศักยภาพของแต่ละคนไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิม
อีกหนึ่งแนวทางที่เราดำเนินควบคู่กันคือการทำงานเชิงรุกกับสถาบันการศึกษา ผ่านโครงการฝึกงานและความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้าง Talent Pipeline ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งไม่เพียงช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่โลกการทำงานจริง แต่ยังทำให้องค์กรมีแหล่งบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
และเราเชื่อว่าการแก้ปัญหาการขาดแคลนทักษะอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการให้คุณค่ากับทรัพยากรบุคคล รับฟัง และลงทุนกับการเติบโตของพนักงานอย่างจริงจัง เมื่อพนักงานเห็นคุณค่าในตัวเอง พวกเขาจะพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อโลกทำงานเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง ผู้นำด้าน HR ขององค์กรควรยึดหลักการทำงานอะไร ?

รุจาภา: สิ่งที่ผู้นำต้องมีเสมอคือความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ รับฟังอย่างตั้งใจ และไม่ตัดสินผู้คนจากผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
ผู้นำต้องสื่อสารด้วยความชัดเจนและโปร่งใส การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา สม่ำเสมอ และจริงใจ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ลดความไม่แน่นอน และหลอมทุกคนให้มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์ทางธุรกิจกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เพราะความยั่งยืนขององค์กรไม่ได้เกิดจากความสำเร็จทางธุรกิจเพียงลำพัง แต่เกิดจากความสำเร็จของผู้คนในองค์กรด้วย การดูแลพนักงาน พร้อมสนับสนุนให้มีศักยภาพในการพัฒนาและเติบโต จึงเป็นบทบาทสำคัญของผู้นำ HR
ท้ายที่สุด ผู้นำ HR ต้องสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของบุคลากร ด้วยการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ส่งเสริมให้เรียนรู้ กล้าลอง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรเชื่อมั่นและเห็นคุณค่า ความมุ่งมั่น ความผูกพัน และพลังในการสร้างผลงานจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
หากต้องแชร์สิ่งหนึ่งที่องค์กรของคุณทำแล้วเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อใจและต่อธุรกิจในปีที่ผ่านมา สิ่งนั้นคืออะไร และคุณเรียนรู้อะไรจากมัน ?

รุจาภา: หนึ่งในความสำเร็จที่สร้างทั้งพลังใจและผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมา คือการยกระดับขีดความสามารถของพนักงานให้สอดรับกับทิศทางธุรกิจอย่างจริงจัง เราเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตเข้ากับระบบบริหารผลงานที่ชัดเจน พร้อมมอบความรับผิดชอบที่ท้าทายมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกับเป้าหมายขององค์กร
ตัวอย่างหนึ่งกิจกรรม คือ OSP Excellence Awards ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการทำงานแบบ ACT ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านผลการดำเนินงาน ควบคู่กับการต่อยอดการเรียนรู้ และการแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความสำเร็จจากการทำงานร่วมกันทั่วทั้งองค์กร
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม พนักงานมีความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจในผลงานของตนมากขึ้น ทีมงานสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกัน องค์กรก็มีความพร้อมในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคง
บทเรียนสำคัญที่เราได้รับคือ เมื่อการพัฒนาคนไม่ได้ถูกแยกออกจากกลยุทธ์ธุรกิจ แต่ถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน พลังใจของพนักงานและผลลัพธ์ทางธุรกิจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และยั่งยืนกว่าที่คาดคิด
