Search
Close this search box.

Time Consulting หัวใจสำคัญของการปรับองค์กรให้พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล และเบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่ควรมองข้าม

กระแส Digital Disruption สร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับทุกธุรกิจและองค์กรที่ทำให้ทุกคนต้องหันมาปรับตัวเพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิตอลที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลกับโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าหากมองในแง่บวกแล้วเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เกิดการพัฒนาได้ก้าวไกลขึ้น แต่หากมองในแง่ลบแล้วสิ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเรื่องนี้ก็คือมนุษย์นั่นเอง นั่นเป็นที่มาของการปรับตัวครั้งสำคัญของโลกใบนี้ที่มนุษย์จะต้องลุกขึ้นมาเตรียมทักษะและพัฒนาตนเองให้พร้อมสู่โลกยุคดิจิตอล และนั่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนองค์กร Organization Transformation ให้พร้อมสู่โลกยุคอนาคตด้วยนั่นเอง สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เราอาจจะเห็นยักษ์ใหญ่หลายบริษัทหรือแม้แต่ส่วนราชการไปจนถึงรัฐบาลเองต่างก็ลุกขึ้นมาพลิกโฉมครั้งใหญ่ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าองค์กรเหล่านี้ต่างก็มีมือขวาคนสำคัญเป็นบริษัทที่ปรึกษาฝีมือดี ที่เชี่ยวชาญในการกำหนดทิศทาง ตลอดจนร่วมพัฒนาองค์กรจนก้าวสู่ความสำเร็จในที่สุด

00 HR Note Asia Interview Standard 14 Time Consulting 01

หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของไทยนั้นก็คือ Time Consulting ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้และอยู่เบื้องหลังองค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กรของไทยมาแล้ว แล้วในยุคที่เกิด Digital Disruption นี้ทางบริษัทก็ยังขยายธุรกิจของตัวเองออกไปในชื่อ Time Digital ที่มุ่งเน้นการเป็นที่ปรึกษาในการปรับเปลี่ยนองค์กรในแบบ Digital Transformation เพื่อให้พร้อมเข้าสู่โลกยุคดิจิตอลโดยเฉพาะอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ก็คือนักบริหารหญิงรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง คุณเมย์-วิษฎา ปัญญาเสวนมิตร ที่นั่งตำแหน่ง Business Development Manager ให้กับที่ TIME Consulting Co., Ltd. และบริษัทในเครือที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง TIME Digital เพื่อรองรับเรื่องของยุคดิจิตอลโดยเฉพาะด้วยนั่นเอง ซึ่งเธอผู้นี้ต่างอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของหลายองค์กรตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงเอกชนที่กำลังประสบความสำเร็จในการนำองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิตอลมากขึ้นเรื่อยๆ เรามาลองทำความรู้จักกับผู้หญิงเก่งที่มากความสามารถคนนี้กัน

Q : ธุรกิจของ Time Consulting คืออะไร

A : บริษัทเราทำธุรกิจด้านที่ปรึกษา (Consulting) ให้กับองค์กรต่างๆ ค่ะ กลุ่มธุรกิจที่ชำนาญเป็นพิเศษก็จะเป็นด้าน Telecommunication และ Media & Broadcasting ซึ่งเราทำมานานแล้ว สำหรับยุคดิจิตอลที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนในองค์กรและธุรกิจต่างๆ มากมายในช่วงนี้เราก็เริ่มจะให้คำปรึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมากขึ้นด้วย อย่างเทรนด์ที่โลกกำลังจะเปลี่ยนสู่ยุค 5G นี้บริษัทเราก็ได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Ministry of Digital Economy and Society : MDES) ในการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอล (Digital Infrastructure‎) ต่างๆ ของไทย รวมถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติในการที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อก้าวให้ทันโลกที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และรองรับโลกอนาคตของไทย นอกจากนี้ก็ยังเป็นที่ปรึกษาในโครงการที่เกี่ยวกับ Smart City ไปจนถึงเรื่อง MICE business (MICE : Meetings, Incentive Travel, Conventions and  Exhibitions) ด้วย ในด้านเอกชนก็เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ด้วยเช่นกัน

TC17

หลายคนสงสัยว่าที่บริษัทมีคำว่า TIME อยู่ในนั้นด้วย แล้วบริษัททำธุรกิจอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องของ “เวลา” หรือเปล่า จริงๆ แล้วคำว่า TIME ของเรานั้นเป็นการนำเอาอักษรตัวต้นของคำ 4 คำมารวมกันดังนี้ T – Telecommunication, I – Internet, M – Media & Broadcasting แล้วก็ E – Economy ซึ่งทุกอย่างก็คือแก่นของธุรกิจที่เราเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในสายงานเหล่านี้มานานนั่นเองค่ะ

TC02

แล้วในยุคที่กำลังเกิด Digital Disruption นี้ที่ทุกองค์กรกำลังตื่นตัวในเรื่อง Digital Transformation การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ยุคดิจิตอลในด้านต่างๆ นั้น ที่ผ่านมาเราก็ได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายๆ องค์กรด้วยเช่นกัน เราก็เลยเอาประสบการณ์ต่างๆ มาตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นที่ชื่อว่า TIME Digital ที่มุ่งเน้นในการให้คำปรึกษาที่เกี่ยวกับ Digital Transformation โดยเฉพาะเลย ก็จะลงรายละเอียดเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีการให้คำปรึกษารอบด้าน ตั้งแต่เรื่องของบุคลากรไปจนถึงเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลได้อย่างราบรื่นที่สุด และพร้อมที่จะทำธุรกิจในยุคใหม่ให้ประสบผลสำเร็จค่ะ

Q : หัวใจสำคัญของ Digital Transformation คืออะไร

A : จากที่เราคลุกคลีกับการทำที่ปรึกษาในเรื่อง Digital Transformation ให้กับองค์กรต่างๆ มาพักใหญ่ๆ เนี้ยะเราพบว่าหัวใจสำคัญจริงๆ นั้นก็คือ People Management ค่ะ ถึงแม้ว่าองค์กรจะมีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมพร้อมมากแค่ไหนก็ตาม แต่หากคนในองค์กรไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ไม่เข้าใจในระบบการทำงานยุคใหม่ หรือไม่มีการเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขาอย่างถูกต้องและเพียงพอ มันก็จบได้ องค์กรอาจไปต่อไม่ได้ถ้าคนไม่พร้อม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สำคัญมากค่ะ องค์กรจะต้องบริหารจัดการคนในองค์กรให้ดี จัดการอย่างไรที่จะให้เขาปรับสู่โลกดิจิตอลให้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคนพร้อมแล้ว การทำ Organization Transformation ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

00 Interview Quote Time Consulting 01

ก่อนที่จะเกิด Organization Transformation ได้ ก็ต้องเกิด People Transformation ก่อน ถ้านโยบายพร้อม หลักการพร้อม แผนการพร้อม แต่คนไม่พร้อมคือทุกอย่างจบ เปลี่ยนแปลงได้ยากแน่นอน และหัวใจที่สำคัญมากๆ อีกอย่างก็คือผู้นำองค์กรค่ะ ต้องบอกเลยว่าถึงแม้ว่าองค์กรจะมีแผนในการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิตอลที่ดีมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าผู้นำองค์กรที่มีอำนาจในการตัดสินใจไม่เห็นความสำคัญ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือปล่อยให้ลูกน้องทำแล้วตัวเองอยู่เฉยๆ มันก็จบเช่นกัน องค์กรอาจจะเคลื่อนได้ดีในตอนแรก แต่ระยะยาวมันไปไม่รอดแน่ๆ ตรงกันข้ามองค์กรที่ผู้นำเข้าใจเรื่อง Digital Transformation เป็นอย่างดี และลุกขึ้นมาเป็นหัวเรือในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ องค์กรนั้นจะปรับเปลี่ยนได้เร็ว ผู้นำหรือผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ จะเข้าใจสิ่งที่ตนเองต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจและองค์กร และจะทำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ที่สำคัญผู้นำที่อยากเปลี่ยนแปลงนี้ความเชื่อจะแรงกล้าและสามารถผลักดันให้คนในองค์กรเปลี่ยนแปลงรวมถึงก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เราจะเห็นเลยว่าองค์กรไหนที่ผู้บริหารลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการทำ Digital Transformation องค์กรนั้นจะก้าวไปไวมาก เปลี่ยนแปลงได้เร็ว คนในองค์กรร่วมกันขับเคลื่อนได้ดี แล้วก็จะประสบความสำเร็จได้ไวเช่นกัน แต่ถ้าองค์กรไหนผู้นำไม่อิน ทำไปตามเทรนด์โดยที่ไม่เข้าใจ มันก็มีเพียงภาพสวยหรูภายนอก นโยบายดีแต่ไม่ปฎิบัติจริง แน่นอนว่าคนในองค์กรก็ไม่ปรับเปลี่ยน โอกาสประสบความสำเร็จก็จะมีน้อยด้วยค่ะ

Q : การให้คำปรึกษาในเรื่อง Digital Transformation มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

A : สำหรับในส่วนของ TIME Digital เราก็จะเน้นให้คำปรึกษาในด้านดิจิตอลและการปรับเปลี่ยนองค์กร ตลอดจนการทำ Road map ทิศทางให้กับองค์กรต่างๆ ที่จะเดินไปด้วย ในส่วนนี้เราจะเน้นการทำ Digital Transformation แบบครบวงจรซึ่งจะมีอยู่ 3 บริการหลักๆ ด้วยกันค่ะ

Digital Transformation Services
  • Digital Training : การจัดการอบรมรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องดิจิตอล จัดทำคอร์สให้กับองค์กรต่างๆ ในการอบรมบุคลากรเพื่อให้เข้าใจและนำไปปฎิบัติได้ รวมถึงพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนสู่การทำงานระบบใหม่ในยุคดิจิตอล
  • Business Design : ออกแบบธุรกิจให้กับองค์กร โดยเริ่มตั้งแต่การทำ Road map ให้กับองค์กร ไปจนถึงทำ Digital Transformation ในองค์กรให้สำเร็จ
  • Digital Assessment : การทดสอบและประเมินผลองค์กรในเรื่องดิจิตอลเพื่อให้ทราบถึงข้อมูลตลอดจนศักยภาพของบุคลากรในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับดิจิตอล ซึ่งการประเมินผลนี้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
    • Digital Maturity > การวัดภาพรวมขององค์กรว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนอย่างไรในเรื่องดิจิตอล รวมถึงความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวไปสู่โลกยุคดิจิตอล
    • Digital Literacy > การวัดความเข้าใจในเชิงปัจเจกของบุคลากรในองค์กรว่ามีความเข้าใจเรื่องดิจิตอลมากน้อยเพียงไร บุคลากรคนไหนถูกจัดอยู่ในกลุ่มไหน มีลักษณะอย่างไร และเราควรบริหารบุคลากรในกลุ่มต่างๆ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ส่วนใหญ่แล้วองค์กรใหญ่ๆ เวลาจะทำ Organization Transformation จะต้องทำทั้ง 4 ตัวนี้ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมรวมถึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ แต่อันดับแรกเลยก็ควรต้องทำ Digital Assessment ก่อน ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายองค์กรที่เริ่มทำกันแล้วค่ะ ตรวจสอบองค์กรว่าเขาเป็นอย่างไรและยืนอยู่ตรงจุดไหน มีความพร้อมมากน้อยเพียงไรในการปรับตัวสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ได้ว่าบุคลากรที่บริหารอยู่นี้เป็นอย่างไร มีคุณลักษณะอย่างไร ตรงนี้การทำ Digital Assessment ของเราก็จะเป็นระบบที่เป็นมาตรฐานสากล (Global Standard) ที่เชื่อถือได้ทั่วโลก เราจะวิเคราะห์ว่าปัจจุบันองค์กรของคุณยืนอยู่ตรงจุดไหน พร้อมหรือไม่พร้อมอย่างไรในการเปลี่ยนแปลง และถ้าจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ ต้องทำอย่างไร วางแผนอย่างไร กำหนดเส้นทางอย่างไร รวมถึงบริหารจัดการคนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

TC08

การทำ Digital Assessment ที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ Digital Literacy ซึ่งจะเป็นการประเมินผลบุคลากรในองค์กรแบบส่วนบุคคลเพื่อจัดประเภทของบุคลากรที่มีอยู่ ทำให้เรารู้ศักยภาพของคนในองค์กร และรู้ว่าจะผลักดันองค์กรไปในทางใด โดยใช้ใครเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก และใช้ประโยชน์จากคนประเภทต่างๆ อย่างไรให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งเมื่อทำ Digital Literacy แล้วเราจะสามารถแบ่งบุคลากรออกเป็นประเภท (Type) ต่างๆ ได้ 4 กลุ่ม ตามลักษณะกราฟด้านล่างนี้เลยค่ะ

Digital Levels 01

แกนหลักสองแกนนั้น แกน X จะเป็น Leadership Capability หรือความสามารถในด้านการเป็นผู้นำค่ะ ส่วนแกน Y จะเป็น Digital Capability หรือความสามารถทางด้านดิจิตอล พอได้ผลทดสอบของแต่ละด้านเราก็จะนำมาพล็อตจุดบนแกน X และแกน Y แล้วดูว่าจุดนั้นอยู่บน Quadrant อะไร ยกตัวอย่างนะคะ สมมติเป็นผลจากการทำแบบทดสอบของคนรุ่นใหม่ คนกลุ่มนี้ก็จะมี Digital Capability สูง แต่ภาวะการเป็นผู้นำอาจจะยังน้อยอยู่ เขาก็จะตกอยู่ในโซนของ Fashionistas ค่ะ ซึ่งก็จะเป็นพวกที่อัพเดทเทรนด์ของเทคโนโลยีตลอดเวลา ใช้เทคโนโลยีเป็น ปรับตัวกับเทคโนโลยีได้ไม่ยาก แต่ก็มักจะทำงานอยู่แค่ที่ตัวเองรับผิดชอบ ไม่ค่อยอยากที่จะเป็นผู้นำเท่าไร หรือผลการทดสอบจากคนรุ่นเก่าที่มีอายุหน่อย ส่วนใหญ่แล้ว Digital Capability ก็อาจจะน้อย ยังตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ทัน ถ้ามีความเป็นผู้นำสูงก็อยู่ในโซน Conservatives ไม่ค่อยชอบการปรับเปลี่ยน ยืนหยัดในจุดที่ตัวเองยืน ทำงานอย่างรับผิดชอบ แต่ก็จะเน้นในแบบที่ตัวเองถนัด ส่วนถ้ามีความเป็นผู้นำต่ำก็จะอยู่ในกลุ่ม Beginners ที่อาจไม่รู้จักเทคโนโลยีอะไรเท่าไร แล้วก็ตามไม่ค่อยทัน แต่จะเป็นกลุ่มที่เออออ ไปไหนก็ได้ ทำตามคำสั่ง ถ้าบริษัทสั่งก็ยินดีทำตาม พร้อมที่จะเรียนรู้ตามที่บริษัทสั่ง แต่ศักยภาพจะได้หรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งคุณลักษณะทั้ง 4 นั้นก็จะมีรายละเอียดดังนี้

4 Levels of Digital Mastery
  • Beginners : กลุ่มนี้จะมี Leadership Capability ต่ำ แล้วก็จะมี Digital Capability ต่ำด้วย ระดับความรู้ความเข้าใจรวมถึงการทำงานที่เกี่ยวกับ Digital ก็จะต่ำ เป็นกลุ่มคนที่อาจมีอายุหน่อย ตามเทคโนโลยีไม่ค่อยทัน รับคำสั่งได้ดี ทำงานตามที่บริษัทกำหนด แต่ก็จะไม่ออกนอกกรอบ ไม่ขวนขวายนัก พร้อมที่จะเรียนรู้ แต่จะไม่เรียนรู้ด้วยตนเอง ถ้าบริษัทสั่งก็จะยินดีเรียนรู้ แต่ศักยภาพการเรียนรู้อาจจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
  • Conservatives : กลุ่มนี้จะมี Leadership Capability สูง แต่จะมี Digital Capability ต่ำ ระดับความรู้ความเข้าใจรวมถึงการทำงานที่เกี่ยวกับ Digital อาจจะน้อย แต่ก็สนใจเทรนด์หรือข่าวสารต่างๆ มีความเชื่อมั่นในตนเอง ปรับเปลี่ยนอะไรค่อนข้างยาก แต่ถ้าเขาเข้าใจและยอมรับมันแล้วก็จะปรับเปลี่ยนได้เร็ว มีศักยภาพสูง แต่ก็อาจจะใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่ากลุ่ม Fashionistas และ Digital Masters หน่อย มีภาวะในการเป็นผู้นำสูง มีความรับผิดชอบในการทำงานดีเยี่ยม มีการบริหารงานที่ดี แต่มีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงต่ำหน่อย มีศักยภาพในการเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ มีวุฒิภาวะในการทำงานและการตัดสินใจ มีทักษะในการวิเคราะห์ได้ดี
  • Fashionistas : กลุ่มนี้จะมี Leadership Capability ต่ำ แต่จะมี Digital Capability สูง กลุ่มนี้มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ คุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้ได้ไว ตามเทรนด์เทคโนโลยีได้ทัน ชอบลองสิ่งใหม่ๆ ไม่กลัวที่จะเสี่ยง แต่ก็มักจะขาดความรับผิดชอบ ปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งต่างๆ ได้ง่าย แต่ก็มักจะขาดความอดทน เบื่อง่าย และไม่พยามมากนัก เป็นคนที่รู้และก้าวทันเทคโนโลยี แต่ก็จะอยู่กับตัวเอง ไม่ค่อยเชื้อมโยงกับสังคมโดยรวมขององค์กร ไม่แชร์สิ่งที่ตัวเองรู้ แต่ก็ไม่ปิดกั้นหากจะมีคนมาเพิ่มเติมความรู้ หรือมาขอให้ช่วยแขร์ข้อมูลบ้าง แต่จะไม่เป็นคนเริ่มต้นก่อน รักการเรียนรู้ มีศักยภาพในการพัฒนาสูง แต่ความมุ่งมันและตั้งใจอาจจะต่ำ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย หรืออีกคุณลักษณะคืออาจเป็นคนกลุ่มสาย IT จ๋าๆ มีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบอยู่กับตัวเอง ในกลุ่มนี้ก็จะเป็น Fashionista ทางด้าน Tech ที่นำเทรนด์เสมอ อะไรมาใหม่รู้หมด ใช้ได้หมด ตามทันหมด แต่ก็จะรู้อยู่แค่ตัวเอง ไม่ยุ่งกับคนอื่น ไม่แบ่งปันคนอื่นหากไม่จำเป็นหรือได้รับการร้องขอ
  • Digital Masters : กลุ่มนี้จะมี Leadership Capability สูง แล้วก็จะมี Digital Capability เพราะฉะนั้นระดับความรู้ความเข้าใจรวมถึงการทำงานที่เกี่ยวกับ Digital ก็จะสูงมาก เรียกได้ว่าเป็น Trendsetter ในเรื่องของเทคโนโลยี หรือไม่ก็อาจเป็นคนที่ทำงานสายเทคโนโลยีไปเลย พร้อมที่จะรองรับการทำงานในสาย Tech นี้ได้ทุกเมื่อ สำหรับในยุคดิจิตอลนี้กลุ่มนี้จะกลายเป็นหัวเรือแถวหน้าในการปรับเปลี่ยน เพราะเข้าใจและมีความรู้ในเทคโนโลยี พร้อมทั้งมีความเป็นผู้นำ รับผิดชอบในการทำงาน และรักการเรียนรู้ บริหารงานความถึงบริหารบุคคลเก่ง กระตือรือร้นกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงสูงยุคดิจิตอล

Q : เมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว อะไรคือหัวใจสำคัญของการลงมือปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิตอล

A : ก่อนอื่นเลยองค์กรและบุคลากรในธุรกิจนั้นๆ ต้องทำความเข้าใจเข้าใจในผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมของสายตัวเองในมิติของโลกยุคดิจิตอลให้ลึกซึ้งเสียก่อนค่ะ โดยเฉพาะเรื่อง Customer Experience ที่มีผลต่อธุรกิจค่อนข้างมาก ซึ่งบางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก อันนี้ก็ต้องปรับบุคลาการให้ไวและให้ทันด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจธนาคาร หรือ อุปโภคบริโภค ที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก แล้วผู้บริโภคก็ปรับตัวตามได้ไว ใช้เทคโนโลยีในการใช้บริการหรือซื้อสินค้าจนกลายเป็นวิถีปกติไปแล้ว ตรงนี้ทางองค์กรไหนที่ปรับตัวไม่ทัน หรือก้าวช้า ก็จะเสียเปรียบคนอื่น

00 Interview Quote Time Consulting 02

ทีนี้ก็ต้องย้อนกลับมาดูองค์กรเป็นอันดับแรก องค์กรจะปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิตอลได้ดีจะต้องมี Digital Vision วิสัยทัศน์ทางด้านดิจิตอลเป็นอันดับแรก รู้ว่าจะเอาดิจิตอลมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและองค์กรได้อย่างไร ถ้าองค์กรไม่มีเรื่องนี้ หรือผู้นำองค์กรขาดวิสัยทัศน์ด้านนี้ การปรับองค์กร Digital Transformation ก็สูญเปล่า ไร้ความหมาย ก้าวหน้าไม่ได้ไกลแน่นอน มันไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์เพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ Digital Transformation แล้วเท่านั้นแล้วจบ เพราะเรื่องนี้สำคัญ มันเป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจระยะยาว การที่องค์กรมี Digital Vision ที่ชัดเจน กว้างไกล มันจะรู้เลยว่าเขาเปลี่ยนไปเพื่ออะไร มีทิศทางอย่างไร แล้วมันก็จะเกิดการวาง Organization Roadmap ขึ้นมาว่าองค์กรจะเดินไปทางไหน อย่างไร มีเป้าหมายอะไร ต้องทำขึ้นเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพร่วมกัน และทำให้ธุรกิจมีทิศทางพัฒนาที่ชัดเจนถูกต้อง เมื่อเรามี Roadmap ที่ชัดเจนมันจะส่งผลถึงการทำงานในส่วนต่างๆ ที่จะเห็นภาพได้ชัดเจนตามไปด้วยค่ะ

TC03

เรื่องต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของ Organization Structure ต้องยอมรับว่าการที่จะทำ Organization Transformation นั้นเรื่องนี้สำคัญจริงๆ องค์กรต้องจริงจังในเรื่องนี้ เพราะโครงสร้างองค์กรมีผลต่อระบบการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจะปรับเปลี่ยนองค์กรสู่งยุคดิจิตอลจริงๆ ก็ควรต้องปรับโครงสร้างให้รองรับด้วยค่ะ อีกอย่างลักษณะงานหลายอย่างอาจแตกต่างไปจากเมื่อก่อน หลายต่ำแหน่งเกิดขึ้นมาใหม่ในการทำงานยุคดิจิตอลนี้ แล้วหลายตำแหน่งก็ไม่จำเป็นแล้วในยุคนี้เช่นกัน แต่ก็มีการหมุนเวียนคนไปทำอย่างอื่นได้ อาจมีการสร้างทีมดิจิตอลขึ้นมา บางแผนกอาจต้องทำงานกับอีกแผนกที่ไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน รวมถึงโครงสร้างในเรื่องของ Governing Structure การบริหารจัดการ โครงสร้างอำนาจในการสั่งการและตัดสินใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลมาจาก Organization Structure ทั้งสิ้น เมื่อปรับเปลี่ยนตรงนี้ก็อาจทำให้การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น ระบบรองรับกับยุคดิจิตอลได้ องค์กรก็จะมีศักยภาพในการทำ Digital Transformation ที่สูงขึ้นได้ด้วยค่ะ

Q : มีหลักการสำคัญในการทำ Organization Roadmap ให้กับองค์กรอย่างไรบ้าง

A : หัวใจสำคัญของการทำ Organization Roadmap อันดับแรกเลยก็คือต้องเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นๆ ให้ถ่องแท้ค่ะ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน การวาง Roadmap ก็ควรจะสอดคล้องกับอัตสหกรรมนั้นๆ ด้วย แล้วสิ่งสำคัญสำหรับการวาง Roadmap ยุคดิจิตอลนี้ก็คือองค์กรต้องมี Digital Vision ก่อน ผู้นำหรือนักบริหารก็ต้องมี Digital Vision เช่นกัน มันถึงจะทำ Digital Transformation ได้ดี องค์กรไปรอด และดีต่อธุรกิจในระยะยาวได้ เพราะหาผู้นำหรือนักบริหารไม่มีตรงนี้ การเปลี่ยนแปลงอะไรก็สำเร็จได้ยาก เพราะนี่คือคนที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสิใจทุกอย่าง ถ้าเขาไม่เข้าใจ ไม่ตัดสินใจให้ถูกต้อง หรือตัดสินใจได้ทันเวลา ทุกอย่างมันก็ไม่เกิด โอกาสล้มเหลวก็มีได้ง่ายเช่นกัน

TC07

ลำดับความสำคัญต่อมาก็คือทีม Trainer หรือผู้ฝึกสอน คือบางครั้งบริษัทที่ปรึกษาต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะเทรนคนทั้งองค์กรได้ เพราะบางองค์กรก็มีขนาดใหญ่มาก แล้วการจะสอนให้ครบจริงๆ มันก็ทำได้ แต่ก็จะเสียเวลา และใช้งบประมาณเยอะมาก แต่ถ้าองค์กรต้องการประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณก้ต้องสร้างทีมผู้ฝึกสอนขึ้นแล้วนำมาอบรมเป็นกลุ่มแรกเพื่อให้เขาทำหน้าที่ถ่ายทอดต่อสู่กลุ่มต่อๆ ไป อย่างถ้าองค์กรทำ Digital Assessment เสร็จก็อาจเริ่มต้นด้วยการนำเอากลุ่ม Digital Masters ที่เขาพร้อมรับการเทรนในเรื่องเทคโนโลยี และพร้อมที่จะถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ ในองค์กรมาเป็นกลุ่มคนแรกที่เรียนรู้ก่อน ส่วนกลุ่มต่อมาที่น่าสนใจและควรเทรนในอันดับต่อมาก็คือกลุ่ม Fashionistas ซึ่งคนรุ่นใหม่นั้นคืออนาคตขององค์กรในวันข้างหน้า เขาพร้อมรับเรื่องเทคโนโลยี เขาจะเรียนรู้และนำมาใช้ประโยชน์ได้ไว ขับเคลื่อนองค์กรได้ไว โดยทั้งสองกลุ่ม Digital Masters หรือ Fashionistas นี้ องค์กรควรเลือก Young Talent ที่มี High-performance หรือคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพมาเสริมทัพด้วย เพราะคนกลุ่มนี้จะมีคุณลักษณะอยากก้าวหน้า รักการเรียนรู้ และต้องการความสำเร็จ ต้องการได้รับการยอมรับ รวมถึงมี Passion ในเรื่อง Digital Transformation ที่สูงมาก คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนองค์กรที่ดี จะทำให้การปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิตอลมีโอกาสสำเร็จสูง และทำได้ไวขึ้นด้วยค่ะ

TC14

แต่กลุ่มคนที่เหลือเราก็ไม่ควรทิ้งเขานะคะ ก็จะเป็นลำดับต่อมาที่จะต้องพัฒนาเขาให้ก้าวสู่ยุคดิจิตอลร่วมกันให้ได้ กลุ่มที่อาจมีความรู้ในเรื่องดิจิตอลน้อย ตามเทคโนโลยีไม่ทันนั้น ก็จะมีข้อดีตรงที่อยู่กับองค์กรมานาน มีความรับผิดชอบสูง ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ มีประสบการณ์ มีไหวพริบ มีการวิเคราะห์ที่ดี มีการตัดสินใจที่รอบคอบ ซึ่งเราก็ต้องนำมาปรับเข้ากับการทำงานยุคใหม่ให้เป็นประโยบน์ด้วยค่ะ พอเราเข้าใจคนในองค์กรว่ามีคุณลักษณะอย่างไร องค์กรก็จะบริหารจัดการคนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพขึ้นได้

Q : ความสำคัญของ People Transformation ในยุคดิจิตอล และทักษะสำคัญอะไรบ้างที่คิดว่าองค์กรยุคดิจิตอลต้องการ หรือควรพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเตรียมตัวสู่ยุคดิจิตอล

A : ต้องบอกว่าจริงๆ ถึงแม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แต่องค์กรต่างๆ ก็ยังให้ความสำคัญกับคนอยู่ ยังคิดว่าคนมีคุณค่า (Value) สำหรับองค์กรเสมอ เพียงแต่ว่าในยุคหน้าแรงงานต้องมีทักษะที่พร้อมกับการทำงานในยุคดิจิตอลมากขึ้น ทุกคนอาจต้องพัฒนาทักษะ (Skills) ต่างๆ ให้เพิ่มขึ้น ยังไงองค์กรก็ยังต้อนรับและต้องการคนอยู่ดี ตรงกันข้ามถ้าหากคนที่ไม่มีทักษะ (Skills) ที่เหมาะกับโลกยุคดิจิตอลเลย หรือไม่พัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ก็จะลำบาก อยู่ยากขึ้น โอกาสในการได้งานทำก็จะน้อย ที่สำคัญองค์กรก็จะหันไปพึ่งเทคโนโลยีแทนมากขึ้น ฉะนั้นทุกคนก็ต้องเตรียมตัวและรู้จักพัฒนาตัวเองในทักษะที่ตลาดแรงงานยุคดิจิตอลต้องการค่ะ

TC12

ทักษะที่มนุษย์อาจมีเหนือกว่าเทคโนโลยีและคิดว่าเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับยุดิจิตอลก็คือ Analytical Skills หรือทักษะในการวิเคราะห์ค่ะ เพราะถ้าอะไรที่เป็นทักษะด้านข้อมูล หรือทักษะพื้นฐานต่างๆ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทำได้หมด และมีประสิทธิภาพกว่าด้วย ฉะนั้นเราต้องพัฒนทักษะการนำเอาข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ให้ได้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้ถูกต้อง และสร้างมูลค่าให้มากขึ้น มันก็จะทำให้เราใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับเรา

00 Interview Quote Time Consulting 03

คุณสมบัติอีกอย่างที่องค์กรในอนาคตมองหาก็คือเรื่องของ Active Learning หรือ ความกระตือรือร้นในการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โลกทุกวันนี้มันหมุนไวมาก มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราหยุดนิ่ง ไม่รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มเติมศักยภาพของตัวเอง เราก็จะตามอะไรไม่ทัน หยุดอยู่กับที่ ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่คนที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองก็จะปรับตัวได้ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พัฒนาทักษะใหม่ๆ เสมอ คนเหล่านี้องค์กรก็จะอยากให้ร่วมงานด้วย เพราะเขาพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ได้ และเรียนรู้ที่จะนำสิ่งต่างๆ มาสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานและองค์กรได้ดี คนเหล่านี้จะมี Mindset แบบ Lifelong Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต และพวกเขามักจะใฝ่รู้ ขวนขวายความรู้ด้วยตัวเองด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้ใหม่ๆ ที่องค์กรป้อนให้อย่างเดียว

Q : สำหรับปรากฎการณ์ Digital Disruption ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หากพูดถึงสถานการณ์ของไทยเราตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

A : โลกยุคนี้เปลี่ยนแปลงไวมาก โดยเฉพาะโลกของธุรกิจที่ทุกวันนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก อย่างเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีถ้าเราไม่ทำคู่แข่งเราก็ทำและแซงหน้าได้ ฉะนั้นเราก็ต้องไม่หยุดนิ่งเหมือนกัน ไม่งั้นมันอยู่ไม่ได้ คือมันไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็กเหมือนสมัยก่อนแล้วค่ะ แต่มันเป็นยุคของปลาเร็วกินปลาที่ช้ากว่า มันไม่ใช่เรื่องของขนาดบริษัทแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของความไวของบริษัท การปรับตัวและนำเอาอะไรที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างทันท่วงที ในด้านของธุรกิจเององค์กรก็ควรต้องมี Adaptive Skilled หรือทักษะในการปรับตัว ปรับเปลี่ยนที่ดี และไว เพราะเราต้องแข่งขันกับคนอื่น ไม่งั้นธุรกิจก็จะไปไม่รอดได้ค่ะ

TC05

สำหรับในบ้านเราเองเบื้องต้นองค์กรก็ค่อนข้างขยับตัวได้เร็วพอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็ฯองค์กรขนาดใหญ่มากกว่า เพราะเรื่องนี้มันต้องใช้เงินและใช้เวลาค่อนข้างสูง องค์กรใหญ่ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้อย่างเป็นรูปธรรมหน่อย อีกจุดที่สังเกตได้ชัดเจนว่าองค์กรไหนปรับตัวได้ดีนั้นต้องดูที่หัวหน้าหรือผู้บริหารเลย เพราะการจะทำ Organization Transformation ให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลได้นั้นจะต้องดู 2 อย่างเป็นหลักคือ Digital Capability กับ Leadership Capability ซึ่งถ้าผู้นำที่มีภาวะการเป็นผู้นำที่ดีและมีสิสัยทัศน์รวมถึงความเข้าใจในเรื่องดิจิตอลสูงแล้วก็ย่อมจะไดรฟ์องค์กรไปได้ไวและไกลกว่า รวมถึงมีความสามารถในการหาโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) ใหม่ๆ ได้ องค์กรก็จะเติบโตไปได้ไกลด้วย ซึ่งในเมืองไทยเองก็ถือว่ามีหลายองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และลุกขึ้นมาปรับตัวกันมากขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ

Q : ปัญหาหรืออุปสรรค์สำคัญของการทำ Digital Transformation ในเมืองไทยมีอะไรบ้าง

A : หลักๆ เลยคือเรื่องของ People Mindset ค่ะ กระบวนคิดของบุคลากรในองค์กร เพราะถ้าทุกคนมีกระบวนคิดที่ต่างกัน หรือไม่เชื่อในสิ่งเดียวกัน ไม่เชื่อในสิ่งที่องค์กรกำลังจะเดินไป มันก็ก้าวไปข้างหน้าได้ยาก ก้าวช้า หรือเหมือนมีอะไรคอยฉุดรั้งไม่ให้ก้าวไปได้สะดวก ฉะนั้นการปรับ Mindset จึงเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างด้วยในการที่จะทำ Digital Transformation กับองค์กร ถ้าทุกคนมี Mindset ที่ดี ไปในทิศทางเดียวกัน การทำ Digital Transformation สำหรับองค์กรก็จะง่ายขึ้น ก้าวไปได้ไวขึ้น และทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ดีขึ้นด้วย ตรงกันข้ามหาก Mindset ไม่ตรงกัน มันก็จะยิ่งฉุดรั้งกันไปมา ก้าวไปข้างหน้าได้ลำบากขึ้น เดินคนละทิศคนละทาง องค์กรก็จะขยับตัวยาก ใช้เวลานาน แล้วก็อาจไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร

00 Interview Quote Time Consulting 04

การที่มี Mindset ไม่ตรงกันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะคะ แต่องค์กรควรปรับจูนให้เข้ากันให้ได้ เพราะต้องยอมรับก่อนว่าทุกคนนั้นไม่เหมือนกันเลยสักคน หรือเจนเนอร์เรชั่นต่างๆ ก็มีคุณลักษณะต่างกันไป อย่างคนที่เกิดมาในยุค Baby Boomer หรือ Gen X เนี้ยะเค้าก็จะเคยอยู่กับสิ่งเดิมๆ มานาน คนกลุ่มนี้อาจจะถูกปลูกฝังมาว่าให้มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ทุ่มเทในงานเดียวที่ทำให้ดีที่สุด พอเกิดการเปลี่ยนแปลงและต้องปรับตัวเขาก็จะได้รับผลกระทบและปรับตัวได้ยากหน่อย ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone นัก แต่คนเหล่านี้ก็จะรู้จักผลิตภัณฑ์ ลูกค้า รวมถึงการตลาดได้ดีกว่าและลึกซึ้งกว่า เราก็อาจจะนำประโยชน์ตรงนี้มาเป็นแก่นหลักแล้วนำเอาความคิดของคนยุคใหม่ การทำงานระบบใหม่ เข้าไปเสริมศักยภาพ ค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้ ในขณะเดียวกันคนยุคเก่าก็จะค่อยๆ ถ่ายทอดให้คนยุคใหม่ได้ด้วย อันนี้เป็นตัวอย่างนะคะ ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอย่างอยู่ที่ People Mindset เลย ถ้าเราปรับจูนตรงนี้กับคนในองค์กรได้ ทุกคนมี Mindset ที่จะก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน พัฒนาไปด้วยกัน เรื่องอายุ เรื่องเจนเนอร์เรชั่น อาจจะไม่ใช่อุปสรรคเลยก็ได้

Q : ทำไมบริษัทปรึกษา (Consulting) จึงจำเป็นสำหรับการทำ Digital Transformation ที่องค์กรจะปรับตัวสู่ยุคดิจิตอลด

A : ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าองค์กรต่างๆ มันจะเชี่ยวชาญและคลุกคลีอยู่กับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ตัวเองถนัด จะไม่ค่อยรู้ถึงภาพรวมในด้านอื่นนัก แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่กับทุกองค์กรนะคะที่จะเป็นแบบนี้ สำหรับยุคดิจิตอลนี้ในการที่จะทำ Digital Transformation อะไรก็แล้วแต่ เขาต้องเข้าใจภาพรวมของโลกยุคปัจจุบันก่อน ซึ่งดิจิตอลมันไม่ได้เลือกมีผลกับเฉพาะธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่มันมีผลกับทุกธุรกิจ แล้วยุคนี้การเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็มากขึ้นด้วย ดังนั้นการรู้ภาพรวมหรือรู้จักธุรกิจอื่นๆ ด้วยก็จะเป็นข้อได้เปรียบที่ดีในการปรับเปลี่ยนองค์กรค่ะ จะทำให้เรารู้ว่า How To ทำอย่างไร ทำอะไรบ้าง เพราะส่วนใหญ่แล้วเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ว่าไม่มีองค์กรไหนไม่รู้เรื่อง Digital Disruption หรือแม้แต่การทำ Organization Transformation เค้ารู้กันหมด แต่เค้าจะไม่รู้ว่า How To แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ ทำอย่างไหนถึงจะดี ต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง ตรงนี้บริษัทที่ปรึกษาที่เข้าใจภาพรวมและมีประสบการณ์ในหลายๆ อุตสาหกรรมก็จะเข้ามาช่วยได้เยอะ

TC09

อย่างการ Training ของเราจะแบ่งเป็น ทฤษฎี 20% แล้วก็เป็น Case Study ตัวอย่างของความสำเร็จต่างๆ อีก 30% ซึ่งก็จะเป็นการทำข้อมูลและวิจัยจากพื้นฐานของธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นๆ ส่วนอีก 50% ที่เหลือก็จะเป็น Workshop ให้บุคลากรได้ลองปฎิบัติจริง ฝึกอบรมให้เข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง รวมถึงนำไปถ่ายทอดต่อสู่คนอื่นๆ ในองค์กร แล้วก็ยังเป็นตัวช่วยผลักดันหลักขององค์กรในการก้าวไปตามแผนที่วางไว้ได้ดีอีกด้วย

TC11

อีกส่วนสำคัญหนึ่งก็คือความ Bias หรือ อคติ ซึ่งองค์กรก็มักจะมองตนเองดีอยู่เสมอ อันนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาเบื้องต้น ซึ่งไม่ใช่ความผิดอะไร แต่มันค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่เราจะมองตนเองดีในสิ่งที่ตนอยู่ มองไม่เห็นข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง หรือบางทีก็เห็นแต่ไม่ยอมรับ ซึ่งหากองค์กรลงมาทำเองโดยที่ไม่เชี่ยวชาญ ตัว Bias นี่แหละที่จะกลายเป็นเสมือนดาบสองคมกลับมาทำร้ายเราได้ เพราะไม่มีองค์กรไหนที่อยากให้ตัวเองดูแย่ ดูไม่ดี ไม่อคติกับองค์กรตัวเอง อคติกับคู่แข่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้อมูลหลายๆ อย่างคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งตรงนี้บริษัทที่ปรึกษาที่มีสถานะเป็นกลางก็จะเข้ามาช่วยได้เยอะ ลด Bias ต่อสิ่งต่างๆ ได้เยอะ วิเคราะห์ข้อมูลจากความเป็นจริง ปราศจากอคติ ข้อดีก็คือทำให้องค์กรทราบข้อมูลที่ถูกต้อง รู้สถานการณ์ที่เป็นจริงของบริษัทจากมุมมองของคนภายนอก รวมถึงมองปัญหาได้ชัดเจน จัดการได้ตรงจุดกว่า การช่วยปรับเปลี่ยนองค์ก็จะทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า มีองค์ความรู้หลากหลายด้านพร้อมแนะนำให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร เลือกและปรับใช้ตามข้อดีข้อเสียของแต่ละธุรกิจ แล้วมันก็จะทำให้ Direct to the point ตรงจุด ตรงประเด็น ไม่หลงทาง แล้วก็ยังไม่เสียเวลา ไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย

Q : มีหลักการในการทำงานหรือบริหารคนไปจนถึงบริหารงานอย่างไร

A : เชื่อว่าทุกสิ่งต้องเป็นไปได้ค่ะ ทุกสิ่งทำให้สำเร็จได้ และมีวิถีทางสำเร็จของมันเอง ถ้าคิดแบบนี้เวลาเราเจอปัญหาเราจะไม่กลัวปัญหา ไม่วิ่งหนีมัน แต่จะคิดว่าจะหาทางออกอย่างไรดี เลือกไปทางไหนดี ไปทางไหนแล้วจะดีที่สุด อะไรทำนองนี้ ซึ่งทุกอย่างมันมีปัญหาอยู่แล้ว ปัญหาเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าเราจะมีวิธีคิดหรือรับมือกับปัญหาอย่างไร ถ้ามีทัศนคติที่ดีในเรื่องนี้มันเป็นพื้นฐานในการจัดการที่ดีได้แน่นอน

TC13

อีกอย่างเลยก็คือเป็นคนกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยากพัฒนาตัวเองตลอดเวลา มันจะทำให้เราเจอกับสิ่งที่น่าสนใจเสมอๆ ถ้าเราปิดตัวเอง ไม่อยากเรียนรู้ และคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว หรือคิดว่าสู้คนอื่นไม่ได้หรอก การพัฒนาตัวเองมันก็จะจบ เราก็จะยืนอยู่กับที่ได้ ไม่พัฒนาไปไหน ฉะนั้นเราต้องเปิดใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้มันเป็นเรื่องสนุกและมีความสุข

Q : องค์กรยุคใหม่ควรบริหารจัดการบุคลากรยุคใหม่อย่างไร

A : สมัยก่อนผู้บริหารมักนั่งอยู่จุดสูงสุด อยู่บนหอคอยงาข้าง ไม่ค่อยจะลงมาคลุกคลีกับลูกน้องด้านล่าง ทำหน้าที่บริหารจัดการ และสั่งการอย่างเดียว ลูกน้องมีหน้าที่รับคำสั่งและปฎิบัติตามเท่านั้น แต่สมัยนี้ระบบบริหารมันค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะ โครงสร้างขององค์กรจะมีความแบน (flat) มากขึ้น หมายถึงอยู่ในระนาบเดียวกันมากกว่าที่จะเป็นลำดับขั้นสูงต่ำ ผู้บริหารจะลงมาคลุกคลีกับคนทำงานมากขึ้น ทำงานใกล้ชิด ปรึกษาหารือได้ ลูกน้องสามารถเสนอความคิดเห็นได้ อะไรดีก็นำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรสูงสุด ในขณะเดียวกันอีกบทบาทหนึ่งผู้บริหารยุคใหม่ก็จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญ สนับสนุนลูกน้องที่มีศักยภาพให้เขาประสบความสำเร็จ

TC15

มันกลายเป็นการทำงานร่วมกันมากขึ้น เป็นการทำงานเป็นทีมที่มีผู้บริหารเป็นกัปตันทีมที่ร่วมลงสนามด้วย ไม่ใช่นั่งเป็นผู้จัดการทีมอยู่ข้างสนามคอยนั่งมองและสั่งการ มันจะเกิดการ collaborate กันมากขึ้น จับมือร่วมกันทุกข์และสุข หลายองค์กรก็เลยมักจะมีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ Restructure โครงสร้างทั้งหมดใหม่ กระจายอำนาจการทำงานให้มากขึ้น ให้อำนาจการตัดสินใจในระดับล่างสูงขึ้น และให้โอกาสกับคนที่มีความสามารถมากกว่าการพิจารณาจาวัยวุฒิเหมือนยุคก่อน องค์กรที่ปรับตัวเรื่องนี้ได้ก็จะทำให้ก้าวหน้าไว

TC16

นอกจากนี้ยุคดิจิตอลก็ยังเกิดระบบการทำงานใหม่ๆ อีกมากมายด้วยค่ะ อย่างที่เราจะเห็นได้ว่าองค์กรใหญ่ๆ เริ่มจะปรับตัวสู่ระบบ Future  Ways ที่นำเอาระบบการทำงานหลากหลายมาปรับใช้ให้เหมาะสม อย่างระบบ Work from home หรือแม้แต่ Remote Working ที่อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ยึดเอาผลของการทำงานเป็นหลัก หรือระบบ Outsource ที่นำเอางานบางอย่างผลักภาระไปให้กับบริษัทนอกองค์กรไปเลย หรือจะเป็นการจ้าง Freelance ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมารับงานแทนการจ้างพนักงานประจำไว้ เป็นต้น ซึ่งในอนาคตก็จะมีระบบการทำงานที่หลากหลายขึ้น และองค์กรในยุคใหม่ก็ควรปรับตัวให้เข้ากับระบบที่หลากหลายนี้ เพื่อที่จะสามารถหาคนที่มีศักยภาพมาตอบสนององค์กรได้ดีที่สุดเช่นกันค่ะ

สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้