Hisobus สตาร์ทอัพสายเลือดไทยอนาคตรุ่ง : ความสำเร็จจากฝีมือคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตา

ถ้าหากลองถามคำถามกับคนรุ่นใหม่ดูว่าอาชีพในฝันของพวกเขาคืออะไรกันแน่ คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ส่วนใหญ่คงตอบว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แล้วหนึ่งในคนกลุ่มนี้ก็อาจเสริมขึ้นมาว่าอยากจะสร้างสตาร์ทอัพของตัวเองให้ประสบความสำเร็จในระดับยูนิคอร์นได้บ้าง

เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่หลายคนในยุคนี้อยากสัมผัสกับคำว่า “ประสบความสำเร็จ” กันทั้งนั้น และหนึ่งหนทางที่ดูจะเป็นสิ่งที่เหมาะกับการทำธุรกิจในยุคใหม่ก็คือ Startup นี่เอง ทุกวันนี้มีธุรกิจในรูปแบบนี้เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก หลายต่อหลายครั้งที่ไอเดียเล็กๆ ของกลุ่มคนเล็กๆ กลายเป็นองค์กรใหญ่ที่ทำกำไรได้มหาศาลในเวลาต่อมา ไม่เว้นแม่แต่ประเทศไทยเองที่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ก็หันมาสนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น แล้วก็มีหลายสตาร์ทอัพที่เป็นดาวเด่นในบ้านเราเสียด้วยสิ แล้วหนึ่งในนั้นแน่นอนว่าต้องมี Hisobus แพลตฟอร์มที่ให้บริการเช่ารถบัสที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในบ้านเราเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ เจ-ศุภกร เกียรติแสงทอง ผู้บุกเบิก Hisobus Co., Ltd. และนั่งตำแห่ง Chief Executive Officer (CEO) ซึ่งถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของสตาร์ทอัพอนาคตรุ่งของไทยที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมากในตอนนี้ … อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของการทำธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่ แล้วอะไรคือหัวใจสำคัญของการทำสตาร์ทอัพให้เติบโต มาดูกัน

Q : จุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพ Hisobus เป็นอย่างไร

A : เราเป็นสตาร์ทอัพที่ร่วมก่อตั้งด้วยกันมา 3 คน ครับ สำหรับ Hisobus นี้เป็น Marketplace Platform ซึ่งเกี่ยวกับการเช่ารถบัสครับ เป็นการเช่ารถบัสเดินทางส่วนตัว อย่างบริษัทต่างๆ หรือแม้แต่นิสิตนักศึกษาที่ต้องการรถบัสไปทัศนศึกษา ท่องเที่ยว ตลอดจนทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเดินทางรวมกัน 20-30 คนขึ้นไป ก็สามารถจองรถบัสกับเราได้ ถ้าให้เข้าใจง่ายขึ้นมันก็เหมือนพวกเว็บไซต์จองที่พักอย่าง agoda หรือไม่ก็ Airbnb น่ะครับ เราก็จะมีตัวเลือกของรถให้เลือกตามใจลูกค้า มีการเปรียบเทียบราคา มีการแนะนำดีลที่ดีที่สุดให้ อะไรทำนองนี้ครับ

อีกเหตุผลที่เลือกธุรกิจเช่ารถบัสมาเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพก็คือเดิมทีเป็นธุรกิจที่บ้านผมมาก่อนครับ ครอบครัวทำธุรกิจให้เช่ารถบัสที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นบริษัทที่ใหญ่อะไรมาก เป็นแค่เจ้าของรถแล้วก็ปล่อยให้เช่าประมาณนั้นครับ พอช่วงที่ผมมีโอกาสเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมก็ชอบศึกษาเรื่องธุรกิจอยู่แล้ว ชอบอ่านหนังสือธุรกิจของต่างประเทศด้วย ก็เลยเป็นคนที่อยากทำธุรกิจ มีความคิดว่าจะปรับความรู้เหล่านี้ยังไงดีให้เข้ากับการทำสตาร์ทอัพ แล้วพอมองกลับมาที่ตัวเราเอง ธุรกิจครอบครัวที่ทำอยู่แล้วเนี้ยะที่บ้านก็มีประสบการณ์ทำมากว่า 30 ปีแล้ว เป็นที่รู้จักในวงกว้างพอสมควร เรามีต้นทุนที่ดีหลายๆ อย่างอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าลองเอาสิ่งที่มีอยู่มาปรับกับการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพดูครับว่ามันจะเป็นยังไง

Q : ทำไมจึงตัดสินใจรับไม้ต่อธุรกิจเดิมของครอบครัว

A : จริงๆ แล้วธุรกิจครอบครัวผมเป็นแค่ธุรกิจใช้เช่ารถบัสเล็กๆ ครับ เรามีแค่ 3 คันเท่านั้น แล้วการที่จะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นไปกว่านี้มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แถมต้องใช้เงินอีกมากด้วย แต่ข้อดีก็คือเรารู้จักและคุ้นเคยกับธุรกิจนี้มาเป็นสิบๆ ปี ในขณะที่ข้อดีอีกอย่างก็คือการที่เราโตมากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ อีกอย่างเรามีต้นทุนทางธุรกิจอยู่บ้างแล้ว การต่อยอดได้ก็น่าจะดีกว่า แต่จะให้ไปซื้อรถเพิ่ม ทำบริษัทให้มันใหญ่ขึ้น มันก็หนักเกินไปสำหรับเรา ลงทุนมหาศาลด้วย ผมก็เลยใช้ข้อได้เปรียบต่างๆ ที่ผมมีมารวมกัน ตัดสินใจทำเป็นแพลตฟอร์มแล้วกัน

แล้วก็ลุยแบบธุรกิจสตาร์ทอัพแบบคนรุ่นใหม่ เอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำธุรกิจ ก็เลยเกิดเป็นไอเดียนี้ขึ้นมาครับ ในช่วงแรกผมก็ทำคนเดียวก่อน ลองทดลองตลาด ทำเว็บไซต์ ทำโฆษณาบน Google ให้คนรู้จักและติดต่อได้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้เป็นรูปแบบแพลตฟอร์มนะครับ จนมาเริ่มต้นศึกษาเรื่องสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง ซึ่งหัวใจสำคัญเนี้ยะธุรกิจจะต้องเป็นสเกลที่ขยายได้ถึงจะเป็นการทำสตาร์ทอัพที่เวิร์ค ก็เลยเริ่มมองหาทีม เริ่มชวนเพื่อนๆ กันนี่แหละครับ จนได้ทีมทำสตาร์ทอัพนี้ขึ้นมา 

Q : จุดเปลี่ยนสู่ความสำเร็จจนกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพน่าจับตาของไทย

A : ก็น่าจะตอนที่ได้เข้าโครงการ dtac accelerate ครับ ตอนนั้นผมคิดว่าจะไม่ได้เข้าด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นมีผู้สมัครกว่า 600 ทีม แต่ในที่สุดเราก็ได้เป็น 1 ใน 14 ทีมที่เข้ารอบสุดท้าย ดีใจมากเลยครับ ก็ได้เข้าแคมป์ เทรนด์ความรู้ต่างๆ 4 เดือน เค้าเห็นศักยภาพของเรา เขาลงทุนในสตาร์ทอัพของเราด้วย การได้เข้ามาร่วมกับที่นี่มันทำให้ผมและทีมได้ประโยชน์มาก ได้ Know-how จากการทำงานขององค์กรต่างๆ ได้ความรู้และแรงบันดาลใจจากวิทยากร (Speaker) ต่างๆ ที่ทาง dtac accelerate เชิญมาพูด มาแชร์ความรู้กัน

ได้รู้จักและได้เคล็ดลับจาก Specialist เก่งๆ มากมายที่มาสอนเรา ซึ่งบางอย่างถ้าไปเรียนรู้เองมันก็อาจจะช้าหน่อย แต่เสมือนว่าโครงการนี้เขาทำ Shortcut ให้เราครับ แนะนำว่ามันทำแบบนี้ได้ แบบนั้นได้เหมือนกัน ทำให้เราเห็นวิธีการที่จะไปสู่ความสำเร็จมากมาย แล้วทุกสตาร์ทอัพที่เข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้ก็เหมือนได้สร้าง Community ร่วมกัน แชร์ความรู้กัน ช่วยเหลือกัน มันเหมือนได้เพื่อนได้คู่ค้าได้พันธมิตรทางธุรกิจไปพร้อมกัน แล้วพอจบโครงการเขาก็ยังช่วยสานต่อ มีพื้นที่ที่เป็น Community ให้มาทำงานร่วมกัน ซึ่ง dtac accelerate เขา Support เราในหลายๆ ด้านด้วย ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสตาร์ทอัพของแต่ละทีมก้าวไปข้างหน้าให้ได้มากที่สุด

Q : ทำไมจึงตั้งชื่อว่า Hisobus ซึ่งหมายถึง “รถบัสไฮโซ” หรือเปล่า

A : จริงๆ แล้วคำว่า Hiso มันไม่ได้มาจาก High Society ที่คุ้นเคยกันครับ มันมาจากคำว่า High Solution ที่มีทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่เราเอามาย่อให้เรียกง่ายๆ ซึ่งก็จะเหมือนกับคำว่า Hiso ที่คุ้นเคยกัน พอเอามารวมเป็น Hisobus ก็หมายถึงเราต้องการเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการหาเช่ารถของคน ทีนี้คำว่า Hiso มันก็เรียกง่ายดี จำง่ายด้วย คุ้นปากคนไทย คนต่างชาติก็เรียกไม่ยาก จำได้แม่น คุ้นเคย เข้าใจง่าย ก็เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อแบรนด์ของเราด้วยครับ

Q : สินค้าและบริการของ Hisobus มีอะไรบ้าง แล้วแพลตฟอร์มนี้มีจุดเด่นอย่างไร

A : เรามีเครือข่ายรถบัสที่ให้เช่ามากมายครับ มีหลากหลายขนาด ตั้งแต่รถตู้ขนาดเล็ก 10-13 ที่นั่ง รถบัสขนาดกลาง 25 ที่นั่ง ไปจนถึงรถบัสขนาดใหญ่ 50 ที่นั่ง ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจเลยครับ

สำหรับจุดเด่นและข้อดีมากๆ ของแพลตฟอร์มนี้ก็คือเรามีระบบ Feedback บริการจากลูกค้าด้วย มีการให้ดาวคนขับ Feedback สิ่งที่ควรปรับปรุงได้ ซึ่งเรารับฟังทุกปัญหา และรีบแก้ไขให้เร็วที่สุด อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือการมี Rewards ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการกับเรา เขาก็ได้สะสมแต้มเพื่อนำมาแลกประโยชน์ต่างๆ ได้ด้วย หรือการทำ Rewards กับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ อย่างเช่นลูกค้าของ dtac ถ้าจองผ่าน dtac reward ก็จะมีส่วนลดเพิ่มเติมให้ หรือการทำพาร์ทเนอร์กับธุรกิจอื่นๆ ที่เราก็มีการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการ เช่น ถ้าซื้อยางรถยนต์ หรือน้ำมันเครื่องกับเรา ก็จะมีส่วนลดพิเศษให้ ซึ่งเราก็จะไปดิลมาในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ก็จะเป็นการมอบ Reward ให้กับทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่ลูกค้าที่จะได้ฝั่งเดียว มันก็จะแฮปปี้ทุกฝ่ายครับ

Q : แล้วทาง Hisobus มีรถเป็นของตัวเองด้วยหรือเปล่า

A : เราไม่มีรถเป็นของตัวเองครับ รถบัสแต่ละคันจะเป็นของแต่ละผู้ประกอบการ อย่างที่บอกไปว่าเราเป็นแพลตฟอร์ม เป็นเสมือนตัวกลางที่เชื่อมคนซื้อกับคนขายให้เมาเจอกัน เราเริ่มต้นด้วยการไปรวบรวมผู้ประกอบการที่ให้บริการรถบัสทั้งหลายเข้ามาใช้แพลตฟอร์มเราในการหาลูกค้า และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ในส่วนรถตู้อาจมีการสร้างแบรนด์ร่วมกันโดยที่เราจะนำเอาสติ๊กเกอร์ขนาดใหญ่ไปติดข้างรถเลย คนก็จะเชื่อถือในมาตรฐานแบรนด์ด้วย ส่วนรถบัสขนาดใหญ่ก็จะเป็นแค่การติดสติ๊กเกอร์เล็กๆ ตรงกระจก ให้ผู้บริโภครู้ว่ารถคันนี้อยู่ในเครือข่ายมาตรฐานของ Hisobus สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กันและกันครับ

ในส่วนของผู้ประกอบการนั้น ทาง Hisobus ก็จะช่วยเหลือในด้าน Software Management ให้เค้าบริหารจัดการกิจการเช่ารถได้มีประสิทธิภาพขึ้น ง่ายและสะดวกขึ้น มีกลุ่มลูกค้าที่มากขึ้น มีการจัดการที่เป็นระบบระเบียบ รวมถึงช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นให้กับธุรกิจรถเช่าในไทยด้วย ตอนนี้ก็จะมีผู้ประกอบการที่มาร่วมเป็นพันธมิตรกับเราประมาณ 400 กว่าบริษัทแล้ว มีรถให้บริการมากกว่า 2,500 คันเลยทีเดียว มันประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคเริ่มรู้จักและไว้ใจแบรนด์เรามากขึ้น ผู้ประกอบการก็เริ่มสนใจเข้ามาร่วมแจมกับเรามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันครับ

Q : มีวิธีการควบคุมคุณภาพของรถอย่างไรบ้าง

A : จุดเด่นของ Hisobus ก็คือเราการันตีให้เลยว่ารถทุกคนมีสภาพดีพร้อมใช้งาน รถทุกคนต้องอายุไม่เกิน 5 ปี เป็นมาตรฐานที่เราวางไว้ครับ แล้วข้อดีอีกอย่างก็คือจองรถผ่านเราได้รถชัวร์ๆ บริการดี ว่องไว ในส่วนนี้นอกจากที่เราจะเซ็ตมาตรฐานไว้แล้ว เราก็ยังมีการอบรมผู้ประกอบการ รวมถึงคนขับ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันด้วย รวมถึงมีการตรวจสอบรถที่จะเข้ามาให้บริการให้ผ่านมาตรฐานที่เรากำหนดถึงจะสามารถเข้ามาใช้บริการแพลตฟอร์ม Hisobus ได้ ซึ่งเราจะมีการไปตรวจสอบรถคันจริงทุกคัน ดูอายุการใช้งาน การซ่อมบำรุง การดูแลรักษาความสะอาด กระทั่งประวัติของคนขับ แล้วเราก็จะมีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ด้วยครับ ตรงนี้เราจะมีทีมงานคอยตรวจสอบมาตรฐานอยู่เสมอ

Q : การเปลี่ยนแปลงธุรกิจจากรูปแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคยมาสู่รูปแบบใหม่นี้มีปัญหาบ้างหรือเปล่า แล้วการตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง

A : ผมมองว่ามันก็เป็นการพัฒนาของธุรกิจยุคใหม่นะ หลายๆ ธุรกิจก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปซะ 100% เลยทีเดียว เขาก็ยังคงทำธุรกิจแบบเดิมได้อยู่ ก็ยังคงมีลูกค้าแบบเก่าอยู่ แต่เราก็เป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าใหม่ๆ คนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี เรียกได้ว่าเราเป็นคู่แข่งทางอ้อมของธุรกิจแบบดั้งเดิมเสียมากกว่า คือผู้ประกอบการเข้ามาร่วมแจมกับ Hisobus ในขณะที่เขาก็ยังคงเปิดให้เช่ารถแบบเดิมได้อยู่ด้วย 

อันที่จริงแล้วผู้ประกอบการได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นการหาตลาดลูกค้าได้เพิ่มมากกว่าด้วย อีกอย่างในความเป็นจริงกลุ่มลูกค้าก็ค่อนข้างแตกต่างกันชัดเจน มันจะเป็นการแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาด (Segment) ที่แยกกันค่อนข้างชัด ลูกค้าที่ใช้บริการ Hisobus ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ องค์กรขนาดใหญ่ แล้วก็ SMEs คนรุ่นใหม่ ไปจนถึงนิสิตนักศึกษาที่เขาใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันจนคุ้นเคยเสียมากกว่าครับ ส่วนอีกกลุ่มลูกค้าที่เติบโตมากๆ และก็อาจจะคาบเกี่ยวกันอยู่บ้างก็คือบริษัททัวร์ตลอดจนเอเจนซีทัวร์ต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้มีอยู่เยอะมากในเมืองไทย เขาก็อยากได้รถคุณภาพดีไปบริการลูกค้า พอเขามาทดลองใช้แล้วประทับใจ ทีนี้ก็กลายเป็นใช้กันเป็นประจำทุกวันเลยครับ แบรนด์เราก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเขาได้ด้วย มันได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย 

Q : ข้อได้เปรียบของธุรกิจนี้สำหรับตลาดในเมืองไทย

A : ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนครับว่าประเทศเราเป็นประเทศที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เป็นอุตสาหกรรมหลักอันดับต้นๆ ที่นำรายได้เข้าประเทศ แล้วนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็นิยมเข้ามาเที่ยวเมืองไทยด้วย เรายังคงเป็นอันดับ 1 เรื่องการท่องเที่ยวเสมอๆ ทีนี้พวกนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะมีบริษัททัวร์ต่างๆ คอยดูแล หนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นเสมอก็คือรถบัสนี่แหละครับ เพราะมันต้องใช้เดินทางไปโน่นไปนี่ ฉะนั้นตลาดตรงนี้เอาจริงๆ มันใหญ่มากครับ มีคนทำธุรกิจให้เช่ารถมากมาย เจ้าใหญ่เจ้าเล็ก แต่ส่วนใหญ่ก็ทำแยกกัน แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีมากๆ มีโอกาสเติบโตสูง เราก็เลยสร้างแพลตฟอร์มตรงนี้ขึ้นมารองรับ เป็นศูนย์กลางการให้เช่ารถในรูปแบบใหม่ สะดวกสบาย เปรียบเทียบราคา เลือกรถตามต้องการ ทุกอย่างสามารถทำได้ง่ายผ่านมือถือได้เลย

Q : มีวิสัยทัศน์ (Vision) ในการทำธุรกิจนี้อย่างไร

A : เราไม่ได้วาง Hisobus ไว้ว่าจะเป็นแค่ Matchmaker ที่มาคนซื้อมาเจอคนขายเพียงอย่างเดียว แต่เราวางไว้ว่า Hisobus จะต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการกับลูกค้าได้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย การตอบสนองความต้องการของลูกค้า เราอยากให้มันเป็นมากกว่าแค่ธุรกิจบริการครับ สำหรับในส่วนของผู้ประกอบการหรือธุรกิจอื่นๆ ที่อยากเข้ามาเสียบปลั๊กทำธุรกิจร่วมกันเนี้ยะ เราก็เป็นแพลตฟอร์มที่มีมาตรฐานสูง มีสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกตลอดจนสร้างประโยชน์ที่ดีที่สุดให้กับทุกฝ่าย

Q : มีหลักการบริหารงานอย่างไรบ้าง

A : ด้วยความที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วก็ทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพด้วย ผมก็จะบริหารแบบเท่าเทียมกัน เหมือนเป็นทีมมากกว่า คือไม่มีกรอบตายตัว ทุกคนสามารถมีวิสัยทัศน์เป็นของตัวเองได้ มีการแสดงทัศนคติของตัวเองได้เต็มที่ ไม่กำหนดกรอบในการทำงานว่า เฮ้ย! คุณต้องไปแบบนี้นะ ต้องทำอย่างนั้นนะ ต้องทำแบบนี้สิ เราดูที่ผลของมันเป็นหลักครับ แล้วทุกคนต้องสามารถแชร์ความคิดกันได้อย่างอิสระ แล้วเราจะร่วมกันเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด

Q : เวลาเจอปัญหา มีมุมมองในการก้าวข้ามผ่านมันไปได้อย่างไร

A : ทุกธุรกิจย่อมมีปัญหาอยู่แล้วครับ อย่างธุรกิจเราที่เกี่ยวกับการเดินทางและบริการการขนส่งเนี้ยะเราเจอปัญหาเกือบตลอดเวลา มีทั้งปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงปัญหาใหญ่ ตรงจุดนี้เราก็ต้องเตรียมทีมรองรับไว้ให้ดี ยิ่งเป็นธุรกิจบริการด้วย การแก้ปัญหามันต้อง เดี๋ยวนี้! เท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเราต้องสร้างวิชั่นให้กับทีมในเรื่องนี้ก่อน ให้เขาเข้าใจลูกค้า เปรียบเหมือนตอนเราเป็นลูกค้าว่าเราชอบไม่ชอบอะไร บริการอะไรที่เราต้องการ มันต้องสร้างวัฒนธรรมบริการที่ดีให้กับทีม ซึ่งมันจะทำให้การดูแลลูกค้าเป็นไปตามธรรมชาติ ลักษณะนิสัย ทำจากใจ เหมือนเราดูแลเพื่อน ดูแลครอบครัว

ถ้าถามว่า ถ้าล้มแล้วมีวิธีการลุกขึ้นใหม่อย่างไร จริงๆ แล้วก่อนหน้าที่จะมาทำ Hisobus ผมก็เลยลองทำธุรกิจอื่นมาก่อนเหมือนกันครับ เป็นธุรกิจร้านอาหาร สุดท้ายก็ปิดตัวลง ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเฟลมาก แบบเราบริหารไม่ดี ก็ท้อเหมือนกัน แต่ว่าผมก็คิดว่าการที่เราจะเอาชนะอะไรบางอย่างให้ได้ สิ่งสำคัญมันคือจิตใจเราเป็นหลัก ว่าใจเราสู้หรือเปล่า เราต้องพึ่งจิตใจเราให้ได้ ผมว่าร่างกายมันไม่เท่าไร จิตใจสำคัญมาก ถ้าใจเราสู้ ร่างกายเราก็จะสู้ แล้วเราก็จะสู้ในหลายๆ เรื่องได้ ถ้าคุณอยากเป็นนักธุรกิจ คุณก็ต้องมีใจสู้ ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของกิจการ คุณก็ต้องพร้อมที่จะสู้และรับมือกับทุกอย่าง  

Q : ก้าวต่อไปของ Hisobus

A : เราก็หวังว่าสตาร์ทอัพของเราจะขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้นได้ครับ ตอนนี้ในเมืองไทยเราถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงระดมทุนเพื่อที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านก่อน แล้วสเต็ปต่อไปก็ขยายสู่อาเซียนครับ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องพัฒนาซอฟท์แวร์ให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการเติบโตให้ได้ ทำระบบ Management ให้เป็นสากล ใครใช้ก็ได้ รองรับหลายภาษา

เราคิดว่าหัวใจของธุรกิจเราในตอนนี้ก็คือ Transportation ครับ แล้วการขนส่งก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถบัสรับส่งคนเท่านั้น ในอนาคตเราก็มีแผนที่จะขยายโปรดักส์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อย่างพวกรถบรรทุก รถขนส่งต่างๆ ทำให้สำเร็จทีละขั้นไป แล้วก็ขึ้นอยู่กับการระดมทุนด้วยครับ ถ้ามีทุนมาก็อาจจะเกิดได้เร็วขึ้นด้วย ธุรกิจท่องเที่ยวกับการขนส่งมันเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แล้วมันก็มีโอกาสเติบโตตลอด เพียงแค่ว่าเราจะทำประโยชน์จากมันยังไง ผมว่า Hisobus มีโอกาสในการเติบโตได้มากเช่นกัน

Q : ความยากง่ายของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

A : คือสตาร์ทอัพมันยากตอนเริ่มต้นครับ แล้วในยุคนี้ไม่ใช่ว่ามีสุดยอดไอเดียแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป การทำตลาดที่ดี การตอบรับของผู้บริโภค รวมถึงทีมที่ร่วมอุดมการกับเราก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ คนที่จะมาทำทีมร่วมกันต้องควรมีวิสัยทัศน์เดียวกัน ถ้าเลือกคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา มองในทิศทางที่แตกต่างกัน มันยากที่จะโตได้ในทันทีครับ ทีมจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสตาร์ทอัพ พอบริษัทเริ่มโตได้สักพัก คราวนี้ก็จะเป็นเรื่องของการ Management แล้วก็ Operation ละ เป็นการจัดการเรื่อง Business Support ให้ดี ก็จะทำให้บริษัทเติบโตและประสบความสำเร็จต่อไปได้

Q : คิดว่าเสน่ห์ของสตาร์ทอัพคืออะไร

A : สตาร์ทอัพมันก็คือการทำธุรกิจอย่างหนึ่งนี่แหละครับ ถ้าใครชอบทำธุรกิจมันก็จะมีเสน่ห์สำหรับคุณ ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่าสตาร์ทอัพมันคืออะไร มันเหมือนกับ SMEs มั้ย แต่พอมารู้จักและคลุกคลีกับมันจริงๆ ก็จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่าเอกลักษณ์ของสตาร์ทอัพคือการทำธุรกิจแบบไม่มีกรอบ คิดได้อิสระเต็มที่ สร้างสรรค์ได้ไม่มีขอบเขต เราสามารถสร้างในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้มันเป็นไปได้ หรือสร้างในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เกิดขึ้นบนโลก นั่นล่ะที่ผมมองว่ามันคือเสน่ห์ของสตาร์ทอัพครับ

Q : ตอนนี้สตาร์ทอัพในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง

A : สำหรับผมคิดว่าดีนะครับ เพราะว่าตอนนี้มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว แล้วมันก็กำลังตามเทรนด์โลกทัน อย่างในตอนนี้อาเซียนบ้านเราถือว่ามีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกอยู่หลายตัวเลย ไทยเราก็มีสตาร์ทอัพที่น่าสนใจอยู่เพียบ แต่สิ่งที่ขาดหรือเป็นอุปสรรค์ในบ้านเราก็คือการไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่

จะสังเกตได้ว่าประเทศที่มีสตาร์ทอัพประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ภาครัฐจะสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย ค่อยผลักดัน ช่วยเหลือ ดันให้สำเร็จให้ได้ ที่เห็นได้ชัดเลยก็ที่อินโดนีเซีย ภาครัฐสนับสนุนเต็มที่ เลยทำให้มีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จเยอะมาก มันทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตเป็นระดับ Unicorn ได้มาก แต่ของเราก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แนวโน้มของเราดีขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าอาจจะช้าไปสักนิดนึง ในอนาคตผมมองว่าตลาดสตาร์ทอัพในบ้านเราดีขึ้นแน่นอน

Q : มีเทคนิคการระดมทุนมาแนะนำบ้างหรือเปล่า

A : ข้อดีของสตาร์ทอัพอย่างหนึ่งคือเราสามารถหาแหล่งเงินทุนจากทั่วโลกได้ง่าย ถ้าธุรกิจของเรามีศักยภาพจริงๆ มันมีเงินพร้อมลงทุนแน่นอนครับ สิ่งที่ง่ายที่สุดอย่างแรกก็คือการเข้ามาคลุกคลีในคอมมิวนิตี้ของสตาร์ทอัพก่อน ที่ไหนก็ได้ แล้วเราก็จะเริ่มรู้เริ่มได้ข้อมูลจากเพื่อนๆ ที่ทำสตาร์ทอัพด้วยกันนี่แหละ แล้วหลังจากที่เราทำสตาร์ทอัพของตัวเองได้แล้วเราก็จะเริ่มมีแหล่งข้อมูลนักลงทุนที่ใหญ่ขึ้น ส่วนหนึ่งผมก็ได้การแนะนำมาจากรุ่นพี่ในวงการที่ทำสตาร์ทอัพมาก่อน อีกอย่างการได้เข้าแคมป์ต่างๆ ก็เป็นสะพานเชื่อมสู่คอนเน็กชั่นของนักลงทุนต่างๆ ที่ดีเหมือนกัน อย่างผมได้เข้า dtac accelerate ก็มีโอกาสได้เจอนักลงทุนมากมายหลายกลุ่ม ได้รู้จักแหล่งลงทุนต่างชาติ ทั้งจากการเข้าร่วมโครงการ และการแชร์ข้อมูลระหว่างสตาร์ทอัพด้วยกันเอง เราก็สามารถเอาโปรเจกต์ของเราไประดมทุนตามที่ต่างๆ ได้

ความยากของการหาทุนจากต่างประเทศก็คือเรื่องของวัฒนธรรมครับ บางอย่างมันแตกต่างจากที่เราคุ้นเคย อย่างของเมืองไทย, เกาหลี, ญี่ปุ่น ถึงแม้จะเอเชียด้วยกันแต่คนละแบบกันเลย มันมี Culture ของมัน เราก็ต้องทำยังไงให้เขาเห็นศักยภาพของเรา เรามีโอกาสที่จะเติบโตได้จริงหรือเปล่า เทรนด์การบริโภคเป็นอย่างไร ต้องดูให้ละเอียดรอบด้านให้หมด เพราะอย่าลืมว่าสตาร์ทอัพก็คือการทำธุรกิจรูปแบบหนึ่ง แน่นอนว่านักลุงทุนก็หวังที่จะได้กำไร ถ้าธุรกิจนั้นไม่มีศักยภาพในการหารายได้หรือสร้างกำไรให้เข้าได้คุ้มค่า มันก็ไม่น่าสนใจสำหรับเขาเช่นกัน

Q : อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจบ้าง

A : ต้องมีความฝันครับ เพราะเราจะได้อยากทำให้มันเป็นจริง แค่ทำออกมาแล้วเกิดผล (Impact) กับคนได้ ไม่จำเป็นต้องทั่วโลกก็ได้ แค่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ได้ มันสามารถช่วยเขาได้ มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ผมอยากให้ทุกคนเริ่มทำธุรกิจจากความฝัน จากสิ่งที่อยากทำ มันจะมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

ถ้าเราเริ่มทำจากการต้องการเงิน โอกาสที่จะธุรกิจเราจะประสบความสำเร็จในสเกลใหญ่ผมว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ถ้าเราทำจากความชอบแล้วเดี๋ยวเงินมันจะมาเอง สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือทีมครับ หาทีมให้เจอ หาคนที่มีวิชั่นเดียวกันให้ได้ แล้วจับมือทำมันร่วมกัน โอกาสสำเร็จมันจะสูงกว่า ถ้าเรามองเงินอย่างเดียวจริงๆ ก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่มันจะไม่ชาเลนจ์ในการทำธุรกิจเลย มันอาจจะไปไม่ได้ไกล แต่ถ้าเราทำจากความฝันของตัวเอง ความมุ่งมั่นจะผลักดันมันไปให้ไกลขึ้นได้HR Note

Relation Tags