ก้าวใหม่ของผู้กล้า : มุ่งมั่น สร้างสรรค์ การศึกษาแห่งอนาคต

การศึกษาถือเป็นพื้นฐานสำคัญหนึ่งของการพัฒนาประเทศและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ ในยุคการศึกษานั้นถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้เข้าถึงง่ายขึ้น เรียนรู้ได้ตามความสะดวก ไม่จำกัดวันเวลาสถานที่ และมีแหล่งความรู้มากมายจากทั่วโลกที่รอให้เราเรียนรู้ โลกแห่งอนาคตคือโลกของการศึกษาที่ไร้พรมแดนและไร้ขีดจำกัด ซึ่งทุกวันนี้รูปแบบของการศึกษาบนโลกเรานั้นกำลังมุ่งไปในทิศทางที่อนาคตกำลังสดใสขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งในองค์กรคนรุ่นใหม่ของไทยที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ธุรกิจของตนเพื่อสนับสนุนทิศทางการศึกษาแห่งอนาคตในรูปแบบใหม่นี้ก็คือ Conicle Co., Ltd. ที่เริ่มสร้างและพัฒนา Education Platform เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาตลอดจนการเรียนรู้ของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้องค์กรเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่นี้สร้างทิศทางของธุรกิจตนเองกับคอนเซ็ปต์ที่ว่า Modernize Learning การเรียนรู้ที่ทันสมัยในแบบของโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในส่วนนี้เป็นอย่างมาก แล้วกำลังสำคัญหลักที่ร่วมกันก่อร่างสร้างความสำเร็จขึ้นมาได้จนถึงจุดนี้ก็คือ คุณปูน – นกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ / Chief Executive Officer (CEO) และ คุณดิน – อนพัทย์ วิมลประภาพร / Chief Technology Officer (CTO) สองคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังปูทางการศึกษารูปแบบใหม่ในสังคมไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ … มาลองดูกันว่าก้าวของผู้กล้าจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้น่าสนใจอย่างไรกันบ้าง

Q : จุดเริ่มต้นของ Conicle เกิดขึ้นได้อย่างไร

คุณอนพัทย์ (ดิน) : เราสองคนสนใจทางด้านธุรกิจที่เกียวกับเทคโนโลยีครับ ตอนนั้นเราคุยกันว่าเราต้องการที่จะพัฒนาอะไรบางอย่างร่วมกัน เราก็เลยมองว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Tech นั้นน่าสนใจ สามารถเข้าไปทำอะไรได้ พัฒนาได้ และธุรกิจมีโอกาสเติบโตมาก อย่างเช่นเรื่องของการศึกษาที่เราเข้าไปจับเนี้ยะ มีหลายอย่างที่มันยังไม่ถูก Disruption ด้วยเทคโนโลยี ยังไม่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น แต่กระแสโลกเขาพัฒนาไปแล้ว เราก็เลยมองเห็นโอกาสตรงนี้ เราอยากให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา มันจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ในยุคนี้ทุกคนสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนบนมือถือ เรียนบนแท็บเล็ต เรียนบนคอมพิวเตอร์ เรียนที่ไหนก็ได้บนโลก ตรงนี้มันเป็นช่องว่างในเมืองไทยที่เราอยากเข้าไปพัฒนาแล้วก็ช่วยให้การเรียนของคนไทยง่ายขึ้น เข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ

คุณนกรณ์ (ปูน) : ทางดินจะดูแลด้าน Engineering, Programing แล้วก็ Technical ต่างๆ ส่วนทางผมจะเข้ามาช่วยดูทางด้าน Business & Marketing ครับ จริงๆ ต้องบอกว่าธุรกิจในเมืองไทยตอนนี้พยายามทำเป็น Technology Business ทั้งหมด เราจะเริ่มเห็นว่าหลายธุรกิจอย่างเช่น ธนาคาร, ค่ายมือถือต่างๆ, หรือแม้กระทั่งธุรกิจค้าปลีกเจ้าใหญ่ๆ ก็พยายามทำ E-commerce ตลอดจนเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจแทบทั้งสิ้น ซึ่งทุกธุรกิจเริ่มมีการขยับตัวในเรื่องนี้ ถ้ามองในมุมกว้างมันเป็นตลาดและโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่มาก เพราะไม่ว่าอุตสาหกรรมใดก็ต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับบริษัทให้มากที่สุด

Q : แล้วจุดเด่นทางธุรกิจของ Conicle คืออะไร

คุณอนพัทย์ (ดิน) : motto ของเราก็คือ Modernize Learning ครับ เราพยายามจะนำเทคโนโลยีทันสมัยมาออกแบบกระบวนการการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราโฟกัสไปที่ Education Technology โดยเริ่มด้วยการสร้าง Education Platform เพื่อรองรับการศึกษาหรือการเรียนรู้สมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือทำให้มันง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น เป็นเครื่องมือที่ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงง่าย และได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ตัวแพลตฟอร์มนี้เป็นประโยชน์ทั้งในด้านการศึกษา หรือแม้กระทั่งองค์กรที่เอาไปปรับใช้ได้ เป็นประโยชน์ต่อระบบการพัฒนาบุคลากรในองค์กรได้มากขึ้นด้วยครับ

Q : ทำไมถึงโฟกัสไปที่ Education Technology เป็นหลัก

คุณนกรณ์ (ปูน) : จริงๆ ก่อนหน้าเราคุยกันถึงหลายธุรกิจ เราคิดกันหลายไอเดีย ลองผิดลองถูกกันมาพอสมควรครับ ก่อนที่เราจะมุ่งมาทาง Education Tech เป็นหลัก ต้องบอกก่อนว่าคำว่า Education นี้ไม่ได้หมายถึงการศึกษาแค่อย่างเดียวนะครับ เพราะคำนี้มันค่อนข้างกว้าง แล้วยิ่งในยุคนี้การศึกษามันไร้ขอบเขตมาก อีกส่วนที่การศึกษาเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคนี้ก็คือ Human Resource ครับ เพราะทาง HR ทั้งหลายมักจะใช้ในกระบวนการ Human Resource Development ทั้งในส่วนของการอัพเดทความรู้ในวิชาชีพ การเพิ่มเติมทักษะ ไปจนถึงการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ที่เสริมให้พนักงาน ทาง Conicle ก็เลยเลยโฟกัสไปที่เรื่อง Education & HR เป็นหลัก คือเราเป็นตัวกลางในการพัฒนาทั้งด้านการศึกษาโดยตรงและเป็นส่วนเสริมให้กับองค์กรต่างๆ ในการพัฒนาบุคลากรด้วยครับ ซึ่งเรามองว่าในตอนนี้เมืองไทยยังไม่มีเทคโนโลยีที่เข้ามาปฎิวัติในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือยังมีน้อยอยู่ เราก็เลยเห็นโอกาสในส่วนนี้ค่อนข้างเยอะ แล้วผมคิดว่าเราก็สามารถเข้าไปสร้างสรรค์อะไรในตรงจุดนี้ได้อีกเยอะด้วย

Q : ทาง Conicle ช่วยพัฒนา Education Technology ได้อย่างไรบ้าง

คุณอนพัทย์ (ดิน) : เรามุ่งสร้าง Education Platform ที่ทุกคนต้องได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย อย่างผั่งทางผู้เรียนก็ต้องเข้าถึงง่ายขึ้น ฝั่งของผู้ที่ผลิตคอนเทนต์ก็สามารถนำความรู้ต่างๆ ไปสื่อสารได้ง่ายขึ้น ในส่วนของบริษัทหรือฝั่งที่เป็นแอดมินฯ คอยดูแล หรือแม้กระทั่งฝ่าย HR ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ก็ต้องสามารถใช้งานได้ง่าย ลดขั้นตอนความยุ่งยากต่างๆ รวมถึงลดภาระและช่วยให้เขาทำงานสะดวกขึ้นได้ และทำให้มันมีประสิทธิภาพขึ้น แล้วทุกฝ่ายก็สามารถประยุกต์เอา Education Platform นี้ไปใช้กับโมเดลต่างๆ ของตัวเองที่เหมาะสมได้ด้วยครับ อย่างเช่นการ Training ในองค์กร หรือแม้แต่การเป็น Open Source สำหรับการศึกษาไปจนถึงการแชร์ความรู้เรื่องงานอดิเรก เหล่านี้เป็นต้น

คุณนกรณ์ (ปูน) : ยุคก่อนการศึกษาจะเป็นแบบดั้งเดิม คือมีการเรียนการสอนโดยตรง เรียนแบบห้องเรียน มีอาจารย์มาสอน มีนักเรียนมาเข้าเรียน แต่ยุคนี้มันเริ่มเปลี่ยน ห้องเรียนอาจอยู่บนอินเตอร์เน็ตก็ได้ ครูกับนักเรียนไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน หรือผู้สอนมีการทำคอนเทนต์การสอนเอาไว้ แล้วนักเรียนอยากจะเรียนรู้เมื่อไร ที่ไหน ก็ได้ตามสะดวก เรียนซ้ำกี่รอบก็ได้เช่นกัน เป้าหมายของ Conicle ก็คือเราอยากเปลี่ยนแพลตฟอร์มของการศึกษาในแบบเดิมๆ สู่การศึกษาในยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น ห้องเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของสถานที่แล้ว การเรียนไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา Education Tech เข้ามาช่วยเรื่องนี้ได้เยอะ Conicle ตั้งใจในการทำโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้พร้อม เราอยากเป็นตัวกลางที่ให้คนมีความสามารถ ต้องการถ่ายทอด และคนที่สนใจอยากจะเรียนรู้ มาอยู่บนแพลตฟอร์มที่รองรับเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทุกคนก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ด้วยครับ

Q : แล้วถ้าพูดถึงสถานการณ์ของ Education Technology เมืองไทยในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีการพัฒนากันถึงระดับไหนแล้ว

คุณอนพัทย์ (ดิน) : บ้านเรามีการปรับตัวค่อนข้างไวพอสมควร เริ่มมีหลายบริษัทให้ความสนใจนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในเรื่องนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือองค์กรเอกชน แล้วก็เริ่มมีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจด้านนี้ในบ้านเราเยอะขึ้นด้วยครับ ในเรื่องของ Software หรือ Programing โลกทุกวันนี้ก็มีการพัฒนาที่ก้าวไกลมาก ต้องบอกว่าปัจจุบันมี Open Software ที่ดีและมีคุณภาพเปิดให้ใช้อย่างเสรีกันค่อนข้างเยอะ ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละส่วน แต่ละที่ จะนำมันมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจของตนอย่างไร

ผมมองว่าโลกยุคนี้ข้อมูล (Data) มันเป็นสิ่งสำคัญมาก การเก็บ Personal Data ของแต่ละคนและนำไปวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์มันเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับด้านต่างๆ ได้ อย่างเรื่องการเรียนในยุคนี้มันค่อนข้างเปิดมาก ไม่จำเป็นที่ว่าทุกคนจะต้องสนใจหรือเรียนในสิ่งเดียวกันหมด คนนี้สนใจเรื่องนั้น คนนั้นสนใจเรื่องนี้ ทุกคนเลือกเรียนได้ตามชอบ แล้วยุคนี้ไม่จำเป็นว่าเรียนมาด้านนี้แล้วต้องทำงานด้านนี้ เราอาจไปทำงานด้านอื่นก็ได้ หรือทำงานด้านนี้ด้วยแล้วเสริมงานอีกด้านที่เรารักก็ได้ หรือใครทำงานมาแล้วเบื่อ ไม่ชอบ ก็สามารถเรียนรู้ เพิ่มทักษะใหม่ๆ เพื่อไปทำงานใหม่ๆ ก็ได้เหมือนกัน มันเลือกได้ไม่จำกัดและตามใจเราเลย ในส่วนนี้ Conicle ก็นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้านการทำ Personalize Data ได้ด้วย เราเก็บข้อมูล วิเคราะห์ความสนใจของแต่ละคน รวมถึงประเมินความสามารถว่าเขาควรจะพัฒนาเรื่องอะไรให้เพิ่มขึ้นไดด้วย เราตั้งใจกันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจนี้แล้วว่าเราต้องเชี่ยวชาญเรื่อง Data เราต้องพัฒนา E-learning ให้มีประสิทธิภาพ และเราต้องนำเอา AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามาพัฒนาในเรื่อง Education Technology ให้ได้ครับ

คุณนกรณ์ (ปูน) : ผมว่าในเมืองไทยตอนนี้เริ่มตื่นตัวกันแล้ว โดยเฉพาะด้านการศึกษา สถาบันต่างๆ เริ่มปรับตัว แล้วก็ด้าน HR ที่ HR Tech กำลังเติบโตมากๆ หลายองค์กรเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์กับเขา กราฟมันเริ่มพุ่งขึ้นในทิศทางที่ดีครับ แล้วในส่วนของ HR เองตอนนี้ก็เริ่มมีคนพูดถึงเรื่อง AI พูดถึงเรื่อง Big Data กันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของ Recruitment แล้วก็ส่วนของเรื่องสวัสดิการ รวมถึงเรื่อง HRD (Human Resource Development) ด้วยครับ

องค์กรในยุคนี้สนใจเรื่องของการทรานส์ฟอร์ม (Transform) ตัวเองให้สู่การทำธุรกิจยุคดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่อาจจะมีผลกระทบตามมาก็คือคุณสมบัติของพนักงานที่ต้องการก็จะเปลี่ยนไปด้วย เขาต้องการหาคนที่มีทักษะในด้านต่างๆ ที่เข้ากับการทำงานยุคใหม่ สามารถทำงานกับเทคโนโลยีได้ และเข้ากันได้กับทิศทางขององค์กรที่จะมุ่งไปข้างหน้า ตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือธุรกิจธนาคาร เมื่อก่อนหัวใจสำคัญของเขาคือการขยายสาขา ยิ่งมีสาขามากก็บริการได้ทั่วถึง กลายเป็นผู้นำในตลาดได้ แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าเราทำธุรกรรมบนมือถือได้แบบ Anywhere Anytime จัดการเรื่องการเงินได้แบบ 24 ชม. Skilled Set ของธุรกิจธนาคารก็จะเริ่มเปลี่ยนไป เขาก็จะต้องหาคนใหม่ๆ ที่เข้ากับทักษะในปัจจุบัน หรือไม่ก็ Re-Skill พนักงานเดิมเพื่อให้รองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะทางไหนมันก็ต้องมีการพัฒนาบุคลากรทั้งนั้น ซึ่งในส่วนนี้ฝ่าย HR ขององค์กรมีส่วนสำคัญ และก็ต้องปรับตัวตามให้ทันด้วย การที่องค์กรต่างๆ จะหา Tools หรือเครื่องมือเข้ามาช่วยในด้านนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแพลตฟอร์มทางด้าน Education Tech ก็สามารถช่วยตรงนี้ได้เหมือนกัน

Q : มีตัวอย่างของการนำเอา Education Technology ไปปรับใช้กับองค์กรแล้วประสบความสำเร็จบ้างหรือเปล่า

คุณนกรณ์ (ปูน) : องค์กรที่เราเข้าไปช่วยพัฒนาเรื่อง Education Platform แล้วประสบความสำเร็จค่อนข้างมากก็มี AIS กับ จุฬาฯ ครับ ซึ่งทั้งสองเป็นตัวอย่างความสำเร็จทางด้านธุรกิจและการศึกษาที่ชัดเจนมาก ในส่วนของ AIS เนี้ยะตัวองค์กรเขามีหลายส่วน ตั้งแต่ส่วนที่เป็น Head Quarter, ส่วนของ Technical Support, ส่วนของ Marketing, ไปจนถึงส่วนของ Customer Service ตั้งแต่ Call Center รวมถึง AIS Shop ทั่วประเทศด้วย ต้องบอกว่าธุรกิจในกลุ่มโทรคมนาคมนี้มันค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ มีแคมเปญการตลาดผุดขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการอัพเดทความรู้ตลอดจนเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ

โจทย์ของเราในตอนนั้นก็คือทำยังไงที่จะให้พนักงานทั้งหมดของ AIS โดยเฉพาะส่วนที่ต้องให้ข้อมูลกับลูกค้าโดยตรงสามารถเข้าใจตรงกันได้ว่า AIS กำลังทำการตลาดอะไรอยู่ ขายอะไร มีการนำเสนออะไรให้กับลูกค้า มีอะไรใหม่บ้าง เราก็เลยครีเอทเครื่องมือเป็น App ที่ชื่อ AIS LearnDi ให้พนักงาน AIS ทุกคนดาวน์โหลด ซึ่งนี่เราเรียกกันว่าเป็น AIS’s Digital Academy Platform ที่จะเป็นตัวกลางในการคอยอัพเดทข้อมูลและส่งรายละเอียดของ Product Knowledge ที่อัพเดทให้กับพนักงานทุกคนได้เรียนรู้อยู่เสมอ มีอะไรที่เขาต้องเรียนรู้บ้างในเดือนนี้ อาทิตย์นี้มีผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นอะไรใหม่บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้นทาง AIS ก็วางเรื่องระบบทดสอบไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างพนักงานที่ประจำอยู่สาขาต่างๆ ทุกคนจะต้องทำการทดสอบให้ผ่าน เพราะมันคือความรู้ที่เขาจะต้องไปตอบกับผู้บริโภคให้ได้ พนักงานก็จะต้องทำแบบทดสอบ Online ไปในตัว ตรงนี้ทาง AIS ก็คิดค้นวิธีการสร้างแรงจูงใจกับพนักงานเพิ่มขึ้นมาด้วย ก็คือถ้าใครทำคะแนนทดสอบได้ดีก็มีผลต่อการพิจารณาโบนัสด้วยครับ มันทำให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการทดสอบและความรู้เพิ่มมากขึ้นด้วย แล้วก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการขายได้ดีทีเดียว ตรงนี้ทาง AIS ยังมองว่ามันสามารถสะท้อนไปถึงภาพรวมขององค์กรได้ด้วย ว่าทุกคนสามารถเข้าใจในธุรกิจที่กำลังทำอยู่นี้ได้มากน้อยเพียงไร แล้วทุกคนกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า ผลที่ออกมามันทำให้ลูกค้าแฮปปี้ขึ้น พนักงานก็มั่นใจ ทำงานอย่างมีความสุขขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น สุดท้ายมันสร้างผลกำไรที่ดีให้กับบริษัทด้วย มันได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

อีกส่วนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ก็คือของ จุฬาฯ ครับ ซึ่งทาง Conicle เข้าไปช่วยในส่วนของคณะบัญชี จุฬาฯ (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อย่างที่เรารู้กันดีนะครับว่าเทรนด์ของการศึกษาในยุคนี้มันเป็นแบบ Open Source ทุกคนพยายามให้ความรู้ที่เผยแพร่เป็นสาธารณะ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั่วโลกเริ่มให้บริการความรู้กันแบบฟรีๆ และไม่ปิดกั้น ที่คณะบัญชี จุฬาฯ ท่านคณะบดีท่านก็มีความเชื่อว่าเราจะต้องเผยแพร่ความรู้ออกไปในวงกว้าง เพราะการศึกษาจะช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้ ก็เลยเกิดโปรเจกต์ร่วมกันที่ชื่อว่า Space by CBS (CBS : Chulalongkorn Business School) ขึ้น

โดยที่ให้อาจารย์ในแต่ละภาควิชาของคณะบัญชี จุฬาฯ มาเปิดคอร์สการสอนธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสอนกันอยู่แล้วเนี้ยะ มาปรับให้เป็นหลักสูตรหรือความรู้ที่เผยแพร่ให้คนทั่วไปได้เรียนรู้แบบอิสระบ้าง อย่างอาจารย์ที่สอนการตลาด ก็มาลองทำคอร์ส Micro MBA เป็นการสอนการตลาดแบบ 3 ชั่วโมงจบ เพื่อให้คนทั่วไปได้เรียนรู้และเข้าใจการตลาดแบบไม่ยุ่งยาก นำไปปรับใช้ได้ง่ายๆ คนที่เรียนก็มีตั้งแต่ผู้ประกอบการ, คนที่สนใจธุรกิจ, คนทั่วไป, ไปจนถึงนักเรียน-นิสิต-นักศึกษาที่สนใจเพิ่มเติมความรู้ด้านนี้ มันเป็นการเรียนแบบ Anywhere Anytime และฟรีด้วยครับ ซึ่งตรงนี้ทาง Conicle ก็เข้าไปช่วยพัฒนา Education Platform ร่วมกัน มันเป็นการที่สถาบันการศึกษาอันดับต้นๆ ของประเทศกระจายความรู้สู่คนทั่วไป ร่วมพัฒนาสังคม ซึ่งพอเปิดตัวปั๊บมันประสบความสำเร็จสูงมาก มีคนเข้ามาเรียนกันเป็นหลักแสนคนเลยครับ ก็มีการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้กันขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมมากๆ

Q : มีวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรอย่างไรบ้าง

คุณนกรณ์ (ปูน) : เราอยากทำโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้กับเมืองไทยครับ เราต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ใหม่ในเรื่องนี้ให้กับสังคมไทย ต้องสร้างสังคมการเรียนรู้แบบอนาคตให้เกิดขึ้นให้ได้ ความรู้ในปัจจุบันมันอยู่ได้ทุกที่ เรียนได้ไม่มีข้อจำกัด ทุกวันนี้เราเรียนกันบนมือถือก็ได้แล้ว แค่อุปกรณ์เล็กนี้มันสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างมหาศาลเลย แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเราจะจัดเรียงอย่างไรให้มันเกิดการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ระเบียบ ตรงนี้ก็อาจมีตัวกลางที่คอยช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ มันเป็นกระบวนการการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาช่วยทำให้ Personalize Learning มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีทิศทางที่จะเกิดการเรียนรู้ โลกยุคใหม่นี้ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้ให้ความรู้และผู้เรียนในตัว แต่เทคโนโลยีจะเป็นตัวกลางในการช่วยถ่ายทอดหรือแนะนำให้ รวมถึงเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้ด้วย เราอยากช่วยเติมเต็มตรงจุดนี้ มันคือวิชั่นของพวกเรา

คุณอนพัทย์ (ดิน) : ผมอยากแชร์อยู่สองเรื่องครับ คือเรื่องทีมกับเรื่องคน เรื่องทีมเนี้ยะผมมองว่าเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งสำคัญเลย ต้องบอกว่าบริษัทของเราทำในเรื่องของ E-Learning เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรของเราคือการเป็นองค์กรรักที่จะเรียนรู้ สนใจอะไรใหม่ๆ พัฒนาอะไรเสมอๆ ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งถ้าคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็จะไม่ค่อยเหมาะกับลักษณะขององค์กรเราเท่าไร ในเรื่องของคนนั้นต้องเป็นคนที่รักการเรียนรู้ ชอบแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้คนอื่นได้รู้ มันเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาและองค์ความรู้ในยุคปัจจุบันเลย อย่างในทุกวันศุกร์ เราจะมีการจัดกิจกรรมภายในองค์กรให้ทุกคนมาแชร์ความรู้ของตัวเองกัน พอแชร์แล้วเราก็ทำเป็นคอนเทนต์ขององค์กรเราไปในตัวด้วย เป็นการปลูกฝังคุณลักษณะในการเรียนรู้แบบยุคใหม่ให้กับคนในองค์กรไปในตัวครับ บริษัทก็ได้มุมมองใหม่ๆ จากพนักงานด้วย บางครั้งก็สามารถเอาองค์ความรู้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือต่อยอดธุรกิจได้เช่นกันครับ

คุณนกรณ์ (ปูน) : ผมเสริมอีกอย่างนะครับ ผมเชื่อเรื่องการเติบโต การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาจะทำให้เราเติบโต แล้วก็ต้องบอกว่าองค์กรนั้นจะโตตามพนักงานครับ ถ้าพนักงานมีการเติบโต มีพัฒนาการ องค์กรก็จะเติบโตตามไปด้วย แล้วอีกเรื่องที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากๆ สำหรับเราก็คือการมีความยืดหยุ่นเสมอครับ ยิ่งในยุคนี้ควรมีความยืดหยุ่นที่สูง เพราะธุรกิจมันไม่มีอะไรแน่นอน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงไวมาก บางทีวันนี้มันเวิร์ค พรุ่งนี้กลายเป็นไม่เวิร์คละ มันต้องพร้อมรับในทุกสถานการณ์ ต้องมีความยืดหยุ่นสูงมาก ลูกค้าอาจจะต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องมี mind set ที่พร้อมจะลุยกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

ส่วนวัฒนธรรมองค์กรอย่างสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันอีกอย่างก็คือเรื่องของทีม ซึ่ง Teamwork ผมถือว่าเป็นหัวใจสำคัญมากๆ ของการทำธุรกิจยุคใหม่ หรือแม้กระทั่งการทำธุรกิจในแบบ Startup ถ้าไม่มีทีมที่ดีมันก็จะทำให้เกิดอะไรดีๆ ไม่ได้เลย ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างดี ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน เดินไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้มันเป็นคีย์สำคัญอันหนึ่งเลยที่ทำให้ Conicle เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้น่ะครับ

Q : มีวิธีคัดเลือกพนักงานตลอดจนดูแลพนักงานในองค์กรอย่างไรบ้าง

คุณอนพัทย์ (ดิน) : สำหรับบริษัทเราผมว่าเรื่อง Skill เป็นเรื่องรองครับ มันสามารถสอนกันได้ แต่ว่าสิ่งที่เราดูหลักๆ เลยคือเรื่อง Attitude ไปจนถึง Mind Set ในการทำงาน ซึ่งมันสำคัญมากๆ ที่เราจะทำงานร่วมกันได้ดีในระยะยาว เราอยากได้คนที่มีเป้าหมายเดียวกันกับเรา พร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน แล้วก็สามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของเราได้ แต่ถ้าถามว่าเรื่องทักษะเป็นสิ่งสำคัญมั้ย สำคัญครับ ก็ต้องทำงานเป็นด้วย แต่ก็เป็นสิ่งที่สอนกันได้ เรียนรู้กันได้ พัฒนากันได้ครับ

คุณนกรณ์ (ปูน) : อันนี้ผมเห็นด้วย 100% ครับ คือ Attitude นี่สำคัญมาก อย่างเรื่อง Skill เนี้ยะ มันมีวันหมดอายุได้ ยิ่งเรื่องเทคโนโลยีแล้วด้วย ถ้าปรับเปลี่ยนไม่เป็นนี่ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน แต่เรื่องของ Attitude มันเป็นสิ่งที่ติดตัวคนคนนั้น มันยังไปต่อได้แม้อะไรจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม ในอนาคตนี่การทำงานต้องเจออุปสรรคแน่นอน ปัญหาเข้ามาแน่ๆ ตรงนี้ Attitude ที่ดีจะช่วยให้เราข้ามผ่านมันไปได้ แล้ว Attitude ที่ไปในทิศทางเดียวกันก็จะทำให้เกิด Teamwork ที่ดีได้ด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญที่จะทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้ ประสบความสำเร็จได้ แล้วสิ่งสำคัญสุดท้ายก็คือการมี Growth Mindset ที่จะสร้างให้บริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทุกคนไม่มีความคิดแบบนี้ บริษัทก็จะย่ำอยู่กับที่ไม่มีวันโตได้ครับ แต่ถ้าทุกคนมองเห็นภาพเดียวกัน เชื่อในสิ่งเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน เราก็จะสามารถเดินร่วมกันไปในระยะยาวได้ ร่วมกันสร้างบริษัทให้เติบโตต่อไปได้

Q : หัวใจสำคัญในการผลักดันให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าคืออะไร

คุณนกรณ์ (ปูน) : เราต้องมีเป้าหมาย และก็มีความ Proactive หรือทำงานในเชิงรุกครับ ตรงจุดนี้ถ้าเรามองว่าเราเป็นเพียงแค่บริษัทให้บริการ Software บริษัทหนึ่ง ก็แค่ขาย Software ให้บริษัทต่างชาติแค่นั้นพอ ผมว่าองค์กรเราก็คงไม่ได้มาไกลจนถึงเดี๋ยวนี้ ก็อาจกลายเป็นแค่บริษัทธรรมดาๆ ที่ขายโปรดักส์หนึ่งเท่านั้นเอง แต่เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายอย่างนั้นตั้งแต่ต้น เราตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นองค์กรที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการศึกษาในรูปแบบอนาคตให้กับเมืองไทย แล้วเราก็ทำงานตามเป้าหมายที่วางไว้ในแบบเชิงรุก ลุยไปสุ่เป้าหมาย ผมว่ามันสำคัญมากๆ ที่จะผลักดันองค์กรให้เติบโตและก้าวไปข้างหน้าครับ

อีกสิ่งสำคัญก็คือความเชื่อครับ เราต้องเชื่อว่าเราทำได้ อย่างในเรื่องเทคโนโลยีในโลกนี้โปรแกรมเมอร์เก่งๆ ก็มักจะอยู่กันที่ Silicon Valley หรือไม่ก็แถวยุโรป แต่ผมเชื่อว่าคนไทยก็เก่งเหมือนกัน เราสู้เขาได้แน่ๆ อีกอย่างแต่ละประเทศมันมีบริบทต่างกัน มีแนวทางธุรกิจต่างกัน เราเป็นคนไทยเราก็ย่อมจะเข้าใจธุรกิจไทยได้ดีกว่าต่างชาติอยู่แล้ว แน่นอนว่าเทคโนโลยีพื้นฐานแล้วมันเหมือนกัน แต่มันขึ้นอยู่กับการประยุกต์เอาไปใช้ให้มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับแต่ละแห่งมากกว่า เราตั้งใจจะเป็นบริษัทไทยที่พัฒนาโดยคนไทยครับ เราเชื่อว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรามีคนเก่งอยู่เยอะ เพียงแต่จะมีที่ไหนเปิดโอกาสมั้ยเท่านั้นเอง การมีความเชื่อในทิศทางที่ดี อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการตั้งองค์กรขึ้นมาสักองค์กรนึง

Q : เจอกับปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วจัดการแก้ไขกับมันอย่างไร

คุณนกรณ์ (ปูน) : ปัญหาที่เราเจอบ่อยๆ ก็คือการให้ความสำคัญหรือความเร่งด่วนกับการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาครับ แต่ละองค์กรก็จะใส่ใจตรงนี้ไม่เหมือนกัน อย่างการเรียนรู้ถามว่าสำคัญมั้ย ทุกคนก็จะบอกว่าสำคัญ แต่ถ้าถามว่าจะลงมือทำกันวันนี้เลยมั้ย หลายคนก็บอกว่าเดี๋ยวก่อนก็ได้ ยังไม่ได้เร่งด่วนอะไร มันไม่ได้มีผลต่อบริษัทโดยตรงเหมือนยอดขายหรือการตลาดอะไรแบบนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่มองว่าแพลตฟอร์มของเราสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน แต่ถ้ามันช้าจนเกินไปมากๆ องค์กรก็จะค่อยๆ สูญเสียศักยภาพของตัวเองลงไปได้เช่นกัน เพราะพนักงานที่อยู่ในองค์กรเนี้ยะเขาก็ต้องมีการพัฒนาทักษะขึ้นเรื่อยๆ อยู่เสมอ ถ้ามีเครื่องมือในการพัฒนาทักษะที่ดีเขาก็จะเติบโตขึ้น องค์กรก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจตรงนี้ คนก็ย่ำอยู่กับที่ องค์กรก็ไม่ก้าวไปไหน มันเป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ทำให้หลายองค์กรลังเลที่จะลงทุนกับตรงนี้

คุณอนพัทย์ (ดิน) : ส่วนปัญหาในเรื่องการเรียนระบบออนไลน์ที่เป็น Education Platform นั้น ถึงแม้ว่าเราจะพัฒนาได้ไกลไม่แพ้ต่างประเทศแล้ว แต่ในเรื่องวุฒิการศึกษาหรือระบบการเรียนการสอนมันยังไม่ได้รับการยอมรับหรือรับรองจากหน่วยงานรัฐอย่างจริงจังเสียที บ้านเรายังคงเชื่อถือในระบบดั้งเดิมอยู่ ขยับตัวช้า เรายังไม่มีการรับรองการศึกษาให้กับระบบ Self-Learning ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนาด้านนี้เช่นกันครับ เราต้องช่วยกันพัฒนามาตรฐานการศึกษาในระบบนี้ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สนับสนุนให้เกิดการเรียนการสอนแบบ E-Learning มากขึ้น และมีการยอมรับจากรัฐอย่างเป็นทางการด้วย ซึ่งมันจะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยครับ

Q : มีการวางแผนธุรกิจในระยะยาวไว้อย่างไรบ้างหรือเปล่า

คุณนกรณ์ (ปูน) : นอกจากการสร้าง Education Platform แล้ว แผนต่อไปก็คือเราต้องการที่จะร่วมกันสร้าง Learning Ecosystem ให้เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย เมื่อสังคมเรายอมรับและคุ้นชินกับระบบการศึกษาแบบใหม่แล้วมันจะทำให้พัฒนาไปทั้งระบบได้ครับ นอกจากนี้เราก็อยากพัฒนาให้เครื่องมือของเราเป็นมากกว่าแค่แหล่งรวมความรู้ แต่สามารถที่จะช่วยจัดระบบการศึกษาได้ บริการจัดการการเรียนการสอนได้สะดวก และจัดการการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคนได้ มันเป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้และพัฒนาให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ประเทศก็จะพัฒนาขึ้นได้ด้วย

คุณอนพัทย์ (ดิน) : เรายังมีวิชั่นอีกยาวไกลครับ ถ้าให้ตอบตอนนี้ก็คงตอบไม่หมดแน่ๆ เพราะเทคโนโลยีมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โปรแกรมใหม่ๆ ซอฟท์แวร์ใหม่ๆ หรือแม้แต่นวัตกรรมใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา เราก็คงพัฒนาไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเช่นกันครับ บางอย่างเรามีวิสัยทัศน์ แต่ศักยภาพเราอาจจะยังไม่ถึง เลยยังทำไม่ได้ เราก็ต้องลงมือเริ่มทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน แล้วในวันข้างหน้าเราก็จะมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีศักยภาพที่ทำตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ได้

Q : เคล็ดลับของการทำ Startup หรือบริษัทของคนรุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จคืออะไร

คุณอนพัทย์ (ดิน) : ผมมองว่า Startup ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากทีมที่แข็งแกร่งครับ ทีมที่แข็งจะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นมาได้ แล้วแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นใครๆ ก็อยากใช้ ขายได้แน่นอน ทุกคนก็จะวิ่งมาหา จุดเริ่มต้นของ Conicle ก็คือเรื่องทีมเหมือนกันครับ เราโชคดีที่มีทีมที่แข็งแกร่ง ทุกคนเก่งในสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบ มีความมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความเป็นทีมเวิร์ค มันเลยทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ในทุกวันนี้ได้

คุณนกรณ์ (ปูน) : อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเสริมเข้ามาด้วยก็คือเรื่องความเชื่อของผู้ก่อตั้ง (Founder) ผมว่ามันสำคัญที่สุดสำหรับการเริ่มทำ Startup เลยล่ะ เพราะถ้าเขาไม่เชื่อมัน ไม่เชื่อในสิ่งที่ทำ ไม่เชื่อในความสำเร็จ มันจะไม่มีคนตาม ไม่มีทีม ไม่มีทิศทางในการทำธุรกิจ โอกาสล้มเหลวก็สูง แต่ถ้ายิ่งเขามีความเชื่อที่แรงกล้า เชื่อว่าต้องทำให้ได้ เชื่อว่ามันต้องดี เชื่อว่ามันต้องสำเร็จได้ มันจะมีคนที่ไว้ใจ และกล้าที่จะตาม จากนั้นผู้ก่อตั้งก็ต้องทำให้ทีมมั่นใจ พาทุกคนเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น มีเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ด้วย มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ร่วมกันสร้างโปรดักส์ที่ดีขึ้นมาได้ เหมือนอย่างที่พวกเรา Conicle เชื่อว่าเราสามารถสร้างนวัตกรรมในด้านการศึกษาขึ้นมาได้ มันจึงเกิดนวัตกรรมต่างๆ ตามมา ความเชื่อมันเป็นสิ่งที่บ่งบอกความสำเร็จได้ ยิ่งถ้าทุกคนสัมผัสความเชื่อเดียวกันได้ โอกาสประสบความสำเร็จก็จะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน

 

HR Note