หลากหลายเชื้อชาติผสมผสานแตกต่างวัฒนธรรม เสน่ห์ขององค์กรยุคใหม่ที่ท้าทายงานบริหารบุคคล

องค์กรด้านเทคโนโลยีและธุรกิจด้านดิจิตอลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และนั่นทำให้ทุกวันนี้โลกเรายิ่งเป็นโลกไร้พรมแดนมากขึ้นทุกวัน องค์กรหลายแห่งปรับตัวเพื่อให้ก้าวทันโลกในขณะที่องค์กรยุคใหม่โดยเฉพาะเหล่าสตาร์ทอัพต่างก็มีวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่เช่นกัน ซึ่งหนึ่งในลักษณะเด่นขององค์กรประเภทนี้ก็คือการเป็นองค์กรในรูปแบบ Multi Culture ที่มีการผสมผสานกันของคนที่มีความสามารถแต่มาจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม

เช่นเดียวกับหนึ่งในองค์กรของไทยซึ่งประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติที่เราอยากจะพาคุณไปรู้จักกันในวันนี้อย่าง 7 PEAKS SOFTWARE บริษัทที่เริ่มต้นก่อตัวด้วยการเป็นสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเล็กๆ จนปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในบริษัทด้านเทคฯ ยุคใหม่ที่กำลังเติบโตและสร้างความสำเร็จไว้มากทีเดียว แล้วหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญก็คือ คุณติ๊ก-นพวรรณ ปานสีแข ที่ทำหน้าที่ HR & Office Manager คอยบริหารจัดการด้านบุคคลตลอดจนงานหลังบ้านต่างๆ ให้เรียบร้อยด้วยดีนั่นเอง วันนี้เราอยากชวนเขามาพูดคุยเกี่ยวกับบริหารบุคลากรด้านเทคโนโลยีตลอดจนการบริหารองค์กรที่มีลักษณะเป็นแบบ Multi Culture ว่าการทำงานนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง เหมือนหรือแตกต่างกับการบริหารองค์กรทั่วไปหรือไม่ ตลอดจนความหลากหลายนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นประโยชน์หรืออุปสรรค์ต่อการทำงานมากกว่ากัน ลองไปทำความรู้จักเขากันดู

Q : ปัจจุบันรับหน้าที่อะไร แล้วอะไรคือเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกมาทำงานในองค์กรลักษณะนี้

A : ตอนนี้ทำในตำแหน่ง HR & Office Manager ค่ะ เป็นคนที่ดูแลงาน back office ทั้งหมดเลย ตั้งแต่งานด้าน admin ไปจนถึงงานด้านบุคคล (human resource) ซึ่งตอนนี้เราดูแลพนักงานกว่า 40 คน ทั้งคนไทยและคนต่างชาติค่ะ อัตราส่วนก็จะอยู่ประมาณที่ 50 : 60 โดยจะเป็นคนต่างชาติเยอะกว่า ก่อนหน้านี้ก็เริ่มเป็น Office Manager ก่อนค่ะ แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ทางผู้บริหารก็เห็นเราดูแลคนได้ บริหารคนได้ก็เลยลองถามดูว่าสนใจจะดูแลงาน HR มั้ย เรารู้สึกว่ามันท้าทายตัวเองมาก ก็เลยตอบตกลงค่ะ ยอมรับว่าการบริหารเรื่องคนมันเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ละเอียดอ่อนซับซ้อน แต่ก็สนุกและท้าทายเหมือนกัน

จริงๆ ที่เลือกมาทำในองค์กรด้านเทคโนโลยีเพราะว่าก่อนหน้าเราก็ทำงานในองค์กรลักษณะนี้มาก่อน ก่อนที่จะมาที่นี่เราอยู่ทำอยู่ที่ Facebook Thailand มาก่อน ในยุคที่ก่อตั้งออฟฟิศใหม่ๆ ยังเป็นออฟฟิศเล็กๆ อยู่เลย ตอนนั้นเป็น Office Manager  ธรรมดา แต่ว่าเราทำแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไร พอได้รับการเสนองานจากทางนี้มาก็ดูน่าสนใจดี ก็เลยตกลงมาที่นี่ค่ะ อีกอย่างที่ทำงานองค์กรลักษณะ Multi Culture แล้วไม่มีปัญหาเพราะเราเรียนมาทางด้านเอกภาษาอังกฤษด้วย แล้วเราก็ชอบทำงานกับต่างชาติอยู่แล้วด้วย ก็เลยไม่เป็นปัญหาค่ะ ถ้าเราสื่อสารกันได้ สื่อสารเข้าใจ คิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาในการทำงานในองค์กรที่มีหลายเชื้อชาติเลย

Q : องค์กรดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร และมีที่ไปที่มาอย่างไรบ้าง

A : บริษัทเราเป็น Software Agency House ค่ะ หลักๆ ก็รับผลิต Website ตลอดจน Application ต่างๆ ซึ่งเราทำแบบครบวงจรตั้งแต่ออกแบบระบบไปจนถึงดีไซน์หน้าตาของเว็บไซต์ตลอดจนแอ็ปฯ ต่างๆ เราทำตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ได้มีโปรดักส์เป็นของตัวเอง บริษัทของเรามีฐานอยู่ที่เมืองไทยแต่ทำงานสำหรับลูกค้าในเมืองไทยไปจนถึงระดับสากลด้วย เจ้าของที่ก่อตั้งนั้นเป็นชาวนอร์เวย์ แต่เป็นการก่อตั้งบริษัทในประเทศไทยค่ะ ตอนนี้ (ค.ศ.2019) ก็ก่อตั้งมาเข้าปีที่ 5 แล้ว เริ่มแรกก็เป็นบริษัทเล็กๆ ก่อน จนกระทั่งปัจจุบันก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากพนักงานหลักสิบก็จะกลายเป็นหลักร้อยแล้ว ลูกค้าของเรามีตั้งแต่บริษัทเล็กๆ ไปจนถึงองค์กรใหญ่เลย อย่างที่เคยเป็นลูกค้าเราก็มีตั้งแต่ 7-ELEVEN, Coca-Cola, แสนสิริ, ปูนตราอินทรี, ธนาคารไทยพาณิชย์, ปตท., IRPC หรืออย่างระดับสากลก็อย่าง Telenor หนึ่งในผู้นำการสื่อสารระดับโลก เป็นต้น

ยุคนี้ประเทศเราสนับสนุนและส่งเสริมนโยบาย Thailand 4.0 ค่อนข้างมาก หลายๆ องค์กรก็เร่งปรับตัวให้ก้าวทันตามโลกและเร่งพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศ ธุรกิจของเราก็เลยเติบโตตามไปด้วยค่ะ หลายองค์กรพยายามปรับเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ปรับเปลี่ยนระบบเดิมๆ สู่ระดับใหม่ๆ หรือองค์กรใหม่ๆ ที่เพิ่งเติบโตก็มักจะใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร ผลิตโปรดักส์ด้าน Tech ออกมากันเยอะ มันก็ทำให้ภาพรวมของธุรกิจด้านนี้ดีไปด้วย อย่างบริษัทของเรางานพวก UX/UI ไปจนถึง Web Application นี่ก็ได้รับความนิยมพอสมควร ซึ่งทำให้เราก็ต้องการบุคลากรทางด้านนี้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วก็พัฒนาศักยภาพพนักงานมากขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยค่ะ

Q : แล้วมีแผนในการพัฒนาศักยภาพพนักงานอย่างไรบ้าง

A : งานในสาย IT ตลอดจน Tech นี้มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เรื่องของโปรแกรม เครื่องมือ ความรู้ แล้วก็รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของแรงงงานด้วย มันมีอัตราการเปลี่ยนงานเปลี่ยนคนค่อนข้างสูงและตลอดเวลา มันไม่ใช่บริษัทเราบริษัทเดียวที่เป็นแบบนี้ แต่มันเป็นกันแทบทุกบริษัท จะว่ามันเป็น Culture ของงานสายนี้ไปแล้วก็ไม่ผิดนัก เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมในสายงานนี้ ถ้าให้พูดถึงการพัฒนาศักยภาพพนักงานนั้นจริงๆ เราจะทำควบคู่กันระหว่างเรื่องของ Employee Retention กับ Employee Development คือการรักษาพนักงานไว้ให้อยู่ได้นานที่สุด และการพัฒนาพนักงานในด้านต่างๆ

พูดถึงด้านการพัฒนาบุคลากรกันก่อน กิจกรรมหนึ่งเลยที่เป็นประโยชน์มากๆ พูดถึงด้านการพัฒนาบุคลากรกันก่อน เรามีจัดกิจกรรม Meetup ในหัวข้อต่างๆ เดือนละหนึ่งครั้ง โดยเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมกิจกรรมและได้พูดคุยหรือซักถามคำถามจาก Speaker ได้ด้วย ถือว่าเป็นการให้ประโยชน์กับสังคมและคนในแวดวงเทคโนโลยีรวมถึงผู้ที่สนใจไปในตัวด้วยค่ะ นอกจากนี้เราก็จะมีการทำ Workshop ในองค์กรกันด้วย ทำกันในแต่ละทีม ก็จะมีการอัพเดทโปรเจกต์กัน แชร์ปัญหาและช่วยกันแก้ รวมถึงพัฒนาศักยภาพต่างๆ

ในส่วนของ Employee Retention เราก็จะทำควบคู่กันไป เพื่อให้พนักงานรู้สึกดีกับองค์กรให้มากที่สุด ทำให้เขาอยากอยู่กับเราต่อไปเรื่อยๆ อย่าง One on One ที่เป็นการคุยกันรายบุคคลอย่างที่ได้เล่าให้ฟังไปแล้วก็เป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งของบริษัทในตอนนี้เหมือนกันค่ะ หรือกิจกรรมสนุกๆ อย่างการนัดทานข้าวร่วมกัน เราเคยมีกิจกรรม Potluck ซึ่งให้แต่ละคนเตรียมอาหารมาแบ่งทานกับเพื่อน หรือกิจกรรม Potluck อาหารมังสวิรัติ โดยพนักงานที่ทานอาหารมังสวิรัติก็จะทำอาหารมาแบ่งเพื่อนๆ กัน เป็นกิจกรรมที่ทุกคนได้เอ็นจอยและพูดคุยกัน สร้างความสัมพันธ์ในออฟฟิศที่ดีทีเดียวค่ะ ก่อนหน้านี้เราก็มีกิจกรรมนัดวิ่งที่สวนสาธารณะ ก็ไปวิ่งกันที่สวนเบญจกิติ ใกล้ๆ ออฟฟิศนี่แหละค่ะ เป็นการออกกำลังกายและสร้างความสัมพันธ์ในออฟฟิศด้วย ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีทีเดียว

Q : การคัดเลือกพนักงานในสายเทคโนโลยีแตกต่างจากสายงานอื่นอย่างไรบ้างหรือเปล่า

A : ก็มีแตกต่างกันบ้าง ขั้นแรกเลยคือจะต้องมีความรู้ในงานด้านที่ทำ ต้องเข้าใจเทคโนโลยี ต่อมาคือต้องเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานในสายงานนี้ ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กรที่นี่ คืออย่างเราจะมีคนสองแบบเป็นหลัก แบบแรกคือเขาจะชอบนั่งทำงาน อยู่กับโปรแกรม อยู่กับตัวเองมากกว่า กับอีกแบบหนึ่งคือจะชอบทำงานเสียงดัง พูดคุย โวยวาย แต่สนุกสนาน กระตือรือร้นกันตลอดเวลา เราจะคุยชี้แจงแล้วคุยกับเขาว่าเขาเข้ากับลักษณะองค์กรได้มั้ย อีกอย่างที่เราจะคุยในตอนสัมภาษณ์งานก็คือเราจะบอกว่าที่นี่มีคนหลายสัญชาติทำงานด้วยกัน มีความแตกต่างกันมาก เขารับได้มั้ย เขาปรับตัวได้มั้ย มันมีความหลากหลายสูงทั้งด้านบุคลิกและเชื้อชาติ เราต้องทำความเข้าใจกับทุกคนก่อน เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำงานเหมือนกัน

Q : การเป็น HR ที่ดีสำหรับการบริหารองค์กรหรือบุคคลในสายเทคโนโลยีควรเป็นอย่างไร

A : ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจลักษณะของคนในกลุ่มสายงานนี้ก่อน คนสายไอทีบางคนมีลักษณะไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จะจดจ่อกับการเขียนโปรแกรมมากกว่า สนใจเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้กันทุกคน การที่เขาเก็บตัวนั้นไม่ใช่ว่าเขามีปัญหา หรือไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ แต่เป็นคุณลักษณะที่เราจะเห็นบ่อยๆ ในสายงานนี้ สิ่งที่เราทำก็คือต้องพยายามเข้าหาเขาก่อน ทำให้เกิดความไว้วางใจกัน เป็นเพื่อนกัน พูดคุยกันได้ ไม่ใช่ HR ที่แบบจะต้องคอยดุ ต้องคอยจับผิด เราไม่ทำตัวแบบนั้น พอเขาเริ่มไว้ใจเขาก็เริ่มพูด เริ่มคุย เริ่มแชร์ปัญหากับเรา เราก็ต้องเป็นฝ่ายรับฟังที่ดีด้วย ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เท่าที่ทำได้ ในทางตรงกันข้ามคนในสายไอทีบางคนก็จะอะเลิร์ทมาก ตื่นตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะพวกต่างชาติ เขาจะมี energy ค่อนข้างมาก ไม่ชอบอยู่นิ่ง สนุกสนานร่าเริง ถ้าไม่เข้าใจเขาก็อาจจะรู้สึกว่าเยอะเกินไปได้ แต่เราเข้าใจลักษณะของเขาเราก็จะปรับตัวเข้าหากันด้วยดี บางทีก็เดินไปทักทาย พูดคุย ทั้งเรื่องงานแล้วก็เรื่องอื่นๆ เค้าก็จะรู้สึกเหมือนเราเป็นเพื่อนคนนึงที่คุยได้ทุกเรื่อง ก็ต้องดูลักษณะของคนและปรับตัวตามให้ได้มากที่สุด เพราะเราเป็นฝ่ายบุคคลที่มีหน้าที่จะต้องดูแลพวกเขา เราก็ต้องดูแลให้ได้ ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทำงานไม่มีปัญหาอะไร

Q : การที่ต้องทำงานกับองค์กรที่มีลักษณะเป็น Multi Culture แบบนี้ทางฝ่าย HR ควรปฎิบัติอย่างไร

A : สำหรับบริษัทในด้านเทคโนโลยีสไตล์สตาร์ทอัพนี้ Culture มันค่อนข้างจะเหมือนกันทั่วโลก มักมีการผสมผสานของคนหลากหลายเชื้อชาติ มันกลายเป็นลักษณะองค์กรอย่างหนึ่งไปแล้ว ซึ่งหลายคนก็เลือกที่อยากจะทำงานในองค์กรแบบนี้ เราก็เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นเราเลยไม่ค่อยมีปัญหาในการบริหารเท่าไร แล้วก็โชคดีที่ว่าทุกคนน่ารักมาก เขาไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีการเมืองในบริษัท ไม่มีการทะเลาะกัน ทุกคนคุยกันได้หมด ก็เลยทำให้การทำงานส่วนนี้ราบรื่นดีมาก

ภาพที่คนจดจำ HR ในแบบเก่าๆ ทุกคนก็มักจะชอบมองว่า HR ต้องดุ ต้องเฮี้ยบ ต้องเนี้ยบ ต้องเข้มงวด อยู่แต่ในกรอบ ทำแต่เอกสาร แล้วมันเลยทำให้ไม่มีใครอยากเข้าหา แต่ HR ยุคใหม่ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว หลายบริษัทปรับตัวใหม่ อย่างเราเองก็ปรับตัวใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่ได้มาสาย HR โดยตรงด้วย ทุกอย่างมันก็เลยสร้างระบบขึ้นด้วยตัวเอง เราก็ไม่ชอบ HR ที่ต้องมาทำหน้าดุ ไม่เป็นมิตร ซึ่งมันไม่ใช่ไง ฝ่ายบุคคลคือฝ่ายที่จะต้องคอยดูแลพนักงานทุกคนฉะนั้นเราต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งของเขาให้ได้ด้วย และทำให้เขากล้าเข้าหาเรา ไม่มีใครชอบการบังคับ หรือพูดจาต่อกันไม่ดีอยู่แล้ว เราก็จะไม่ทำแบบนั้น แล้วเราก็จะเน้นการพูดคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่า มีอะไรก็มาบอกกันตรงๆ ปรึกษากันได้ เรายินดีที่จะช่วยทุกคน

อีกอย่างเราถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเรามากด้วยค่ะ ที่เราได้เจอคนหลากหลายเชื้อชาติ ตอนนี้เรามีพนักงานประมาณ 15 สัญชาติได้ เรามองว่าความหลากหลายมันเป็นความน่าสนใจ ได้สนุกที่จะพูดคุยและรู้จักพวกเขา อย่างองค์กรของเรานี่หลากหลายมาก ก็ได้แลกเปลี่ยนอะไรกันมากมาย ถ้าเราสนุกที่จะเรียนรู้จากทุกคน เรียนรู้ความแตกต่าง มันจะไม่ทำให้เราเครียดหรือกดดันกับการทำงาน มันก็จะไม่เป็นปัญหาในการทำงานในองค์กรลักษณะนี้ค่ะ

Q : ได้สร้างอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาให้กับองค์กรบ้างหรือเปล่า

A : ก็มีหลายอย่างที่เราพัฒนาให้กับองค์กร อย่างเช่นการพูดคุยแบบ One on One ซึ่งช่วยให้พนักงานทุกคนได้มีโอกาสพูดคุย หรือระบายปัญหาต่างๆ แบบส่วนตัว ซึ่งปกติบางทีเราเจอกัน ทักทายกัน ก็อาจไม่ได้มีโอกาสคุยกันเยอะ ไม่รู้ปัญหาของกันและกัน บางทีเราก็ไม่ได้มีเวลาให้กันจริงๆ แรกๆ เราก็พยายามจะคุยกับทุกคนให้ได้ ต่อมาก็เลยกำหนดไปเลยว่าเดือนละครั้งเราจะต้องมีการคุยแบบ One on One กับทุกคน เรื่องทั่วไป อะไรก็ได้ นัดทุกคนคุยส่วนตัวให้เป็นกิจวัตรประจำเดือนกันเลย หลังจากที่เริ่มทดลองทำแล้วก็ได้ผลดีมาก ก็เลยทำมาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ค่ะ เราก็จะได้รับข้อมูล ตลอดจนคอมเมนท์ต่างๆ จากพนักงาน นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างเลย ถ้าไม่มีการทำแบบนี้ บางทีเค้าก็อาจจะไม่กล้าคุยกับฝ่ายบริหารโดยตรง หรือคนไทยบางทีก็จะไม่กล้าคุยไม่กล้าเสนอกับหัวหน้าหรือนายที่เป็นต่างชาติ แต่พอเราคุยด้วย เค้าไว้ใจ เค้ารู้ว่าเราคุยได้ บางทีเค้าก็เล่าปัญหาให้ฟัง เราก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ในบางที หรือบางคนอึดอัด ไม่คุยกัน ไม่มีที่ระบาย เราก็จะช่วยรับฟังและถ้าแก้ปัญหาได้ก็จะพยายามช่วย

ช่วงแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยมีการคุยกันเยอะเท่าไรค่ะ ก็ต้องปรับตัวกัน ทำยังไงให้เค้าไว้ใจเราให้ได้ เพื่อที่จะได้เปิดใจพูดคุยกัน แต่พอหลังๆ พอไว้ใจกันเขามีอะไรเขาก็จะเข้ามาหาเรา อย่างพนักงานคนไทยบางคนก็เรียกเราว่า “คุณแม่” เลย คือเป็นที่พึ่งให้เค้าได้ในออฟฟิศ ช่วยเหลือเค้าได้ จนที่ออฟฟิศยกฉายาให้เป็น “Mother Officer” แบบเป็นคุณแม่ของออฟฟิศเลยทีเดียว มีอะไรก็จะวิ่งหาเรา เค้าคงสบายใจที่จะคุยกับเรา เราก็ดีใจที่สามารถเป็นที่พึ่งให้ทุกคนได้ และทุกคนไว้ใจ

Q : องค์กรได้มีการให้อะไรกับสังคมบ้างหรือเปล่า

A : อย่างแรกเลยเราให้ความรู้ค่ะ แชร์ความรู้ให้กับคนในสังคม อย่างที่เล่าไปแล้วที่เรามีจัดอีเวนท์ภายในกันทุกเดือน ให้ฝ่ายต่างๆ มาแชร์ข้อมูลที่น่าสนใจ เทคโนโลยีที่กำลังมา ซึ่งตรงนี้เราก็ยินดีให้คนนอกสามารถเข้ามาร่วมฟังกันได้ด้วย อีกส่วนก็คือการที่เราส่งพนักงานของเราไปเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ ตามอีเวนท์ที่น่าสนใจต่างๆ เราก็ยินดีให้ความร่วมมือตลอดค่ะ เพราะเรามองว่าการให้ความรู้กับคนอื่นมันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ มอบสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม แล้วถ้าทุกคนมีความรู้และพัฒนาไปด้วยกัน ธุรกิจโดยรวมมันก็ดีด้วย มันได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายค่ะ

อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับคนชนบทที่ห่างไกลค่ะ อันนี้ไม่เชิงว่าจะเป็นโครงการที่เป็นกิจลักษณะของทางองค์กรเท่าไร แต่ทางผู้บริหารของเราเขาจะให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนกับองค์กรที่ไปสอนหนังสือให้กับชาวเขาบนดอยใน จ.เชียงใหม่ อยู่แล้ว แล้วตัวครอบครัวของผู้บริหารเองก็เคยขึ้นไปช่วยด้วย ส่วนตัวเราเองก็มีโอกาสเคยขึ้นไปครั้งหนึ่งเหมือนกัน ไปช่วยสอนหนังสือให้กับเด็กชาวเขา เราก็เลยได้รู้ว่าในบ้านเราก็ยังมีคนที่มีโอกาสทางการศึกษาน้อยอยู่มาก ก็อยากจะช่วยกัน เราไม่ได้บังคับว่าให้พนักงานทุกคนต้องมาทำโปรเจกต์นี้ แต่เพราะแชร์ข้อมูลให้ได้รู้ ใครสนใจก็มาขอข้อมูลได้ เราก็จะช่วยประสานงานกับองค์กรให้ค่ะ

Q : แล้วมีเป้าหมายอย่างไรสำหรับก้าวต่อไปของตนเองบ้าง

A : มีค่ะ อย่างเป้าหมายในการทำงานของเราในตอนนี้คือทำอย่างไรก็ได้ที่อยากให้ทุกคนมีความสุขในการทำงาน อยากอำนวยความสะดวกทุกคนให้ได้มากที่สุด ถ้ามีปัญหาอะไรที่เราช่วยแก้ไขได้ก็จะพยายามรีบช่วยแก้ไข และดูแลทุกคนให้ดีที่สุด ในเรื่องส่วนตัวเราเป็นคนชอบท่องเที่ยวแล้วก็ชอบอาหาร จริงๆ แล้วนอกเหนือเวลางานเราก็เป็นบล็อกเกอร์ด้านอาหารด้วย ตรงนั้นเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราชอบ แล้วก็อยากเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้แบบเรา เราก็จะตั้งใจทำให้มันดีเรื่อยๆ ต่อไป

ถ้าพูดถึงงานด้านไอทีจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้วางแผนมาก่อนว่าเราจะมาทำงานด้านนี้ แต่สุดท้ายกลายเป็นเราเติบโตในสายงานนี้มาเรื่อยๆ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเรื่องทักษะเทคโนโลยีโดยตรง แต่ก็เป็นซัพพอร์ทของบริษัทที่ทำงานในธุรกิจนี้ ซึ่งส่วนตัวแล้วข้อดีของการได้มาทำงานไอทีคือมันได้เปิดโลก เปิดมุมมองใหม่ๆ สนุกในการทำงาน สนุกในการเจอผู้คนหลากหลายแบบ เราไม่สามารถช่วยงานเฉพาะทางได้โดยตรง แต่เราสามารถซัพพอร์ทอื่นๆ ได้ดีเช่นกัน อย่างเช่นการจัดอีเวนท์ต่างๆ ซึ่งมันต้องใช้ทักษะหลายๆ ด้าน เราก็ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้ด้วย ก็เป็นสายงานที่เราคุ้ยเคยแล้ว แล้วก็คงจะเติบโตต่อไปกับสายงานนี้ เพราะธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีมันคือปัจจุบันแล้วก็อนาคตของเราอย่างแน่นอน

 

HR Note

บทความที่เกี่ยวข้อง