ความมุ่งมั่น หัวใจสำคัญในการเอาชนะเป้าหมาย

ทุกคนล้วนมีเป้าหมายเป็นของตนเอง แต่จะมีสักกี่คนที่มุ่งมั่นพุ่งตรงไปสู่มันด้วยความไม่เกรงกลัวสิ่งใด หนึ่งในเคล็ดลับสำคัญของการก้าวไปอย่างไม่ท้อต่ออุปสรรคใดๆ นั้นก็คือความมุ่งมั่น ซึ่งคุณสมบัติสำคัญนี้จะทำให้เรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหาในทุกรูปแบบ มีความแน่วแน่ที่จะฝ่าฝันมันไปให้ได้ไม่ว่าจะวิธีใด และนั่นจะทำให้เราถึงเป้าหมายในที่สุด

สองเป้าหมายที่รวมกันเป็นหนึ่งในคราวนี้ก็คือเป้าหมายในการผลักดันตัวเองให้เป็นที่ยอมรับให้ได้ ซึ่งเป้าหมายแรกเป็นขององค์กรน้องใหม่อย่าง ABROADERS Co., Ltd. ที่มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำของเอเชียในด้านการบริการ Software ตลอดจนการจัดหางานสายเทคโนโลยีที่คนไว้วางใจมากที่สุด ส่วนเป้าหมายที่สองเป็นของหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กรคนสำคัญอย่าง คุณอ้อ-เอื้อมพร วรรณยิ่ง ที่เข้ามารับหน้าที่ Administration Manager บริหารจัดการความเรียบร้อยทั้งหมด ซึ่งเธอมุ่งมั่นที่จะทำงานกับองค์กรต่างชาติ และต้องการให้คนต่างชาติยอมรับในฝีมือตลอดจนความสามารถของเธอให้ได้ในที่สุดเช่นกัน ซึ่งนั่นคือความภาคภูมิใจที่เป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตที่เธอเริ่มเข้าใกล้มันเข้าไปทุกที

Q : ปัจจุบันรับผิดชอบงานในตำแหน่งอะไรขององค์กร  

A : ปัจจุบันเป็น Administration Manager ค่ะ ดูแลในส่วนบริหารจัดการทั้งหมดของบริษัท รวมไปถึงดูแลด้าน HR แล้วก็งาน Recruitment ดูแลพนักงานภายใต้ ABROADERS Co., Ltd. ประสานงานทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้บริษัทดำเนินกิจการไปได้อย่างราบรื่นที่สุด แต่ตอนเริ่มต้นจริงๆ แล้วตอนแรกเข้ามาทำในตำแหน่ง Administration Officer ก่อนค่ะ เรามาในช่วงที่บริษัทกำลังเริ่มก่อตั้งพอดี ตอนนั้นสนใจทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น ก็เลยเอาประวัติไปฝากไว้ที่ Reeracoen ซึ่งตอนที่ ABROADERS Co., Ltd. จะเปิดบริษัทเขาก็สนใจเรา ติดต่อมาสัมภาษณ์แล้วก็เสนองานให้ เราสนใจพอดี ก็เลยตกลง เป็นการเริ่มต้นใหม่ไปพร้อมกัน

ตอนแรกสุดเลยบริษัทมีกันอยู่แค่ 3 คนค่ะ เป็นคนญี่ปุ่น 2 คน แล้วก็เราคนไทยอีก 1 คนเท่านั้น เราก็เข้ามาช่วยเซ็ตระบบโอเปอร์เรชั่นทั้งหมดของบริษัทเลย รับผิดชอบหมดทุกอย่างตั้งแต่การจัดการ, การเงิน, บัญชี, ฝ่ายบุคคล, ไปจนถึงส่วนงาน General Affair ทั่วไปของออฟฟิศ ทำมาจนบริษัทเริ่มขยายตัวเติบโตขึ้น รับพนักงานเพิ่มขึ้น ทางเจ้านายญี่ปุ่นเขาเห็นเราทำงานดีก็เลยเริ่มยอมรับและไว้ใจเรา ก็เลยได้รับการโปรโมทให้เป็น Administration Manager ค่ะ องค์กรใหญ่ขึ้น คนมากขึ้น ความรับผิดชอบก็มากขึ้นตาม แต่ก็ภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างกันมาตั้งแต่ต้น

Q : บริษัทดำเนินธุรกิจอะไรบ้าง

A : บริษัท ABROADERS Co., Ltd. ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้าน e-commerce ค่ะ แล้วก็บริการด้าน software ดูแลระบบเว็บไซต์ของลูกค้า ซึ่งงานหลักของเราในตอนนี้ก็คือการดูแลระบบเว็บไซต์ของ Reeracoen Group ทั้งหมด อีกส่วนก็คือดูแลระบบเว็บไซต์ของเราเองด้วยซึ่งก็คือ ABROADERS CAREER ที่แยกออกมาในส่วนนี้จะเป็นเว็บไซต์สำหรับหางานเหมือนกัน แต่ของเราจะรองรับการหางานสำหรับคนญี่ปุ่นที่ต้องการทำงานในต่างประเทศเป็นหลัก ตั้งแต่ในแถบโซนอาเซียนไปจนถึงจีน ฮ่องกง อินเดีย โดยงานก็จะมีหลากหลายตามความต้องการของตำแหน่งงานในประเทศนั้นๆ ค่ะ

Q : การสรรหา (Recruitment) พนักงานตลอดจนดูแลบุคลากรในสายงาน IT หรือ Tech แตกต่างจากการสรรหาพนักงานทั่วไปหรือไม่ อย่างไร

A : การสรรหาคนในด้าน IT หรือ Tech แน่นอนว่าอย่างแรกเลยเค้าต้องมีความรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แล้วคนที่เรียนจบมาทางสายนี้โดยตรงก็จะมีโอกาสกว่า เพราะมันค่อนข้างเป็นการเรียนรู้เฉพาะทางค่ะ ประสบการณ์ก็สำคัญ การผ่านงานจริงมาจะทำให้เขาทำงานได้ไว ไม่มีปัญหา เข้าใจงานได้ง่าย ปรับตัวได้เร็ว ในส่วนของคนญี่ปุ่นที่สนใจงานสายนี้ใน ABROADERS CAREER นอกจากพื้นฐานด้านโปรแกรมต่างๆ จะต้องได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือภาษา เก่งไม่เก่งเราไม่สนใจตรงนั้นมากเท่าไร สำคัญที่ว่าจะต้องสื่อสารได้ เพราะเราทำงานกับต่างชาติ ส่วนการคัดสรรคนไทยมาทำงานในบริษัทของเราเอง ก็ต้องได้ภาษาเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่เราต้องทำงานกับคนญี่ปุ่น ถ้าไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นก็ต้องได้ภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องเก่งมาก แต่ต้องสามารถสื่อสารได้ ทำงานได้ไม่มีปัญหา ส่วนในส่วนอื่นๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการสรรหาพนักงานทั่วไปค่ะ

Q : ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจมาร่วมงานกับที่นี่ มีประสบการณ์การทำงานอะไรมาบ้าง แล้วตรงกับที่เรียนมาหรือเปล่า

A : ปริญญาตรีเรียนด้านมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ต่อปริญญาโทด้าน MBA ค่ะ ตอนนั้นชอบงานด้านการตลาด (Marketing) ก็เลยเลือกทำงานสายนี้ เมื่อก่อนเคยเป็น Sales Coordinator ด้วยค่ะ แต่ว่าระยะหลังนี้เปลี่ยนสายงานมาทำงาน Admin แทน ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับ ABROADERS Co., Ltd. นี่ก็เคยเป็น Admin ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง เป็นงานแรกที่เราเริ่มเปลี่ยนสายเลย พอเริ่มทำไปสักพักก็รู้สึกว่าทำงานสายนี้ค่อนข้างลงตัว มันใช่สำหรับเรา แล้วก็ตรงกับลักษณะนิสัยของตัวเองด้วย เราจบ MBA มามีพื้นฐานในสายงานบริหาร มาทำงาน Admin ก็เลยง่าย เพราะส่วนหนึ่งหน้าที่นี้ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเลข บัญชี ไฟแนนซ์ รู้ระบบการเงินทั้งหมด ไปจนถึงระบบโอเปอร์เรชั่น ทำไปทำมาปรากฎว่าเราชอบ ชอบสายงานบริหารองค์กร รู้สึกว่ามันเหมาะกับเรา หลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นโตในสายงานนี้เรื่อยมาค่ะ     

Q : เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจลองเปลี่ยนสายงานคืออะไร

A : ตอนจบ MBA มาใหม่ๆ เราก็มองว่าเราควรจะทำสายงานบริหารมากกว่า เราไม่ค่อยชอบการเป็นเซลล์ออกไปข้างนอกเท่าไร ไม่ชอบการทำยอดขาย เราก็เลยคิดว่าเติบโตในสายบริหารน่าจะดีกว่า แล้วตอนนั้นเรียนโท MBA จบพอดีกับที่ทาง ABROADERS Co., Ltd. เสนองานมาให้ ดูแล้วมันตรงเสป็คทุกอย่างเลย คือเป็นสตาร์ทอัพด้วย เป็นบริษัทญี่ปุ่นด้วย แล้วก็เป็นองค์กรขนาดเล็ก เพิ่งเริ่มต้นด้วย คือเราชอบทำบริษัทเล็กๆ มากกว่าบริษัทใหญ่ๆ ค่ะ เหตุผลอีกอย่างคือการอยู่บริษัทเล็กมันจะได้โชว์ความสามารถได้เต็มที่ด้วย ได้มีปากมีเสียงในการทำงาน มีส่วนร่วมในการทำงานเยอะ ออกความคิดเห็นได้ แล้วที่สำคัญก็ได้ใช้ทั้งภาษาอังกฤษแล้วก็ญี่ปุ่นด้วย มันท้าทายเรามาก

โดยส่วนตัวแล้วอยากทำให้ต่างชาติยอมรับในตัวเรา ยอมรับในความสามารถของเรา เพราะโดยปกติแล้วต่างชาติที่เข้ามาทำงานในบ้านเราส่วนใหญ่เขาจะยอมรับและยกย่องคนชาติตัวเองก่อนอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เราอยากเอาชนะตรงจุดนี้ อยากทำให้เขายอมรับเราให้ได้ เราก็เลยเลือกโอกาสนี้ และทำอย่างเต็มที่ เรามีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงจุดนี้มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

Q : องค์กรมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจอย่างไร

A : วิสัยทัศน์หลักของเราก็คือการสนับสนุนและช่วยเหลือให้คนญี่ปุ่นสามารถทำงานที่ต่างประเทศให้ได้ดีที่สุด ซึ่งก็รวมถึงในประเทศไทยด้วย ส่วนวิสัยทัศน์ย่อยที่เป็นเสมือนพันธกิจในปีหน้าของเราก็คือ create an online platform of monthly active user number one in Asia ซึ่งเราตั้งเป้าจะเป็นออนไลน์แพลตฟอร์มด้านการหางานที่มีคนเข้ามาใช้งานเฉลี่ยในทุกเดือนเป็นที่หนึ่งในเอเชียให้ได้ค่ะ ในส่วนนี้เราก็มี Action Plan รองรับเป้าหมายของเราโดยมีการเรียกประชุมทีมบริหารและทีมโปรแกรมเมอร์ในการวางแผนการทำงานที่จะต้องช่วยเพิ่มยอดผู้ใช้งานให้ได้ แล้วก็มีการติดตามผลกันอยู่ตลอดเวลาด้วยค่ะ

Q : แล้วองค์กรมีการให้อะไรกลับคืนสู่สังคมบ้างหรือเปล่า

A : จริงๆ แล้วบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน Recruitment นี้มีส่วนช่วยเหลือสังคมอยู่ในตัวธุรกิจอยู่แล้ว เราทำให้คนมีงานทำ ไม่ตกงาน เลี้ยงชีพได้ ไม่เป็นปัญหาสังคม ส่วนโครงการที่เรากำลังจะส่งเสริมต่อมาก็คือการจัดหางานสำหรับผู้สูงอายุค่ะ เพราะตอนนี้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุกำลังกลายเป็นปัญหาระดับโลก แล้วในเมืองไทยเองก็เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วด้วย เราก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสังคมในด้านนี้ พยายามสร้างงานและหางานรองรับให้คนกลุ่มนี้ให้มากขึ้น

อีกโปรเจกต์เพื่อสังคมที่น่าสนใจที่บริษัทของเราร่วมแรงร่วมใจกันรักษ์โลกให้เพิ่มขึ้นก็คือการรณรงค์ให้ร่วมกันใช้หลอดแบบใช้ซ้ำได้ ซึ่งปีนี้เราเพิ่งเริ่มต้นทำแบบเล็กๆ กันก่อนค่ะ เป็นของขวัญที่อยากให้ทุกคนร่วมกันลดโลกร้อน หลอดนี้เป็นโลหะ มีแปรงที่สามารถล้างหลอดให้สะอาดได้ และนำกลับมาใช้ซ้ำได้ไม่จำกัด ช่วยลดการใช้หลอดพลาสติก ลดขยะให้กับโลก ซึ่งตอนนี้ปัญหาขยะพลาสติกกำลังกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่วิกฤตต่อโลกเรามาก สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ค่ะ อย่างเช่นการหันมาใช้หลอดโลหะนี้ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราช่วยกันได้ แต่มันก็ช่วยลดปัญหาของโลกได้เช่นกันถ้าเราทุกคนทำแบบเดียวกันค่ะ

Q : สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากองค์กร

A : เรามีความตั้งใจที่อยากจะเรียนรู้และทำงานกับองค์กรญี่ปุ่น และการทำงานที่นี่ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากค่ะ อย่างแรกเลยคือการทำงานกับองค์กรญี่ปุ่นต้องเข้าใจวัฒนธรรมแล้วก็ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นก่อน เพราะคนญี่ปุ่นมีความเฉพาะตัวในเรื่องนี้ค่อนข้างสูง แต่พอเราเข้าใจกันแล้วจะทำงานได้อย่างราบรื่นขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรามาจากต่างวัฒนธรรมกัน จากต่างพื้นฐานกัน ประสบการณ์ต่างกัน ลักษณะสังคมก็ต่างกัน สำนวนไทยที่ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ในตอนนี้นี่สำคัญที่สุดเลย มันลอยเข้ามาในหัวเราตลอดเวลา เราก็พยายามเข้าใจกันและกัน สื่อสารให้เข้าใจตรงกันให้มากที่สุด แล้วก็ทำในสิ่งที่เราพูดให้ได้มากที่สุดค่ะ ซึ่งในที่สุดเราก็เริ่มทำให้เขาเริ่มยอมรับเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไว้ใจเราเพิ่มขึ้น การทำงานก็จะมีปัญหาละลดด้วยค่ะ

ส่วนตัวแล้วเราชอบความมานะอดทนของคนญี่ปุ่นนะคะ คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความพยายามสูง มีวินัยสูง เคารพกฎระเบียบ และมีความมุ่งมั่น เราชอบลักษณะแบบนี้ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราเหมาะที่จะทำงานกับองค์กรญี่ปุ่น อีกอย่างเราจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองด้วยค่ะ ให้เราเก่งขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q : เวลาเจอกับปัญหามีวิธีรับมืออย่างไร โดยเฉพาะการทำงานกับคนที่มีวัฒนธรรมต่างกัน

A : ปัญหานี่เราเจอทุกวันอยู่แล้ว เลี่ยงไม่ได้ ถ้าทำความเข้าใจในเรื่องนี้เราจะไม่หงุดหงิดมากเวลาเจอปัญหา ไม่มีทางที่ทำงานแล้วจะไม่เจอปัญหา ก็แค่รู้ว่ามันเป็นปัญหาแล้วก็ต้องเอาชนะให้ได้ แก้ไขให้ได้ อย่างไปมีอารมณ์กับมัน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือต้องอดทนค่ะ พยายามเข้าใจกับปัญหา พยายามเข้าใจคน อย่างที่บอกเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วเราก็ค่อยๆ แก้ปัญหาไปอย่างมีสติ ส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ค่อยอะไรกับปัญหามากค่ะ เรามองแค่เป้าหมาย ทำทุกวิถีทางที่จะให้สำเร็จ ทำอย่างไรจะเข้าใจเนื้องานให้มากที่สุด ทำงานอย่างดีที่สุด และเมื่อเกิดปัญหาก็ต้องแก้ไขให้ผ่านพ้นให้ได้ เท่านั้นเองค่ะ

Q : วางเป้าหมายในอนาคตให้ตัวเองไว้อย่างไร

A : เป้าหมายในตอนนี้คือทำงานสายบริหารให้ดีที่สุดค่ะ เพราะนี่น่าจะเป็นทางที่เราชอบแล้ว ก็จะทำมันให้เต็มที่ที่สุด พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนเป้าหมายอีกอย่างก็คืออยากที่จะพัฒนาด้านภาษาญี่ปุ่นให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อให้เราเข้าใจเนื้องานได้มากขึ้น แล้วก็สื่อสารกับคนญี่ปุ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้มีศักยภาพในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น โอกาสที่จะทำงานให้สำเร็จได้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แล้วเราก็จะไม่หยุดพัฒนาตัวเองค่ะ ต้องประสบความสำเร็จให้ได้ และก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

 

HR Note