ชีวิตที่ก้าวไปข้างหน้า กับโจทย์การทำงานที่ท้าทายเสมอ

ในโลกของการทำงานนั้นมนุษย์บางคนต่างก็ชอบความท้าทายและมีความสุขที่จะพุ่งไปให้ถึงเป้าเพื่อเอาชนะมัน แต่สำหรับมนุษย์บางคนนั้นอาจตรงกันข้าม ชอบการไม่เปลี่ยนแปลง รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในกรอบ และชาชินกันการทำอะไรซ้ำเดิมทุกวัน

วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่ดูจะเป็นมนุษย์ในกลุ่มแรกที่เป็นพนักงานรักความก้าวหน้าและชอบความท้าทายในชีวิต เขาคนนี้เพิ่งจะตัดสินใจออกจาก Comfort Zone เดิมๆ ในองค์กรใหญ่ เพื่อมาลุยธุรกิจใหม่กับองค์กรใหม่เกะกล่องที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดเมืองไทย ผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายใหม่ๆ เสมอนี้ก็คือ คุณลูกหมู-ทนงพล ตั้งจิตมานะกุล ที่มารับหน้าที่ Tele Marketing Manager ให้กับบริษัท Ultra Technology (Thailand) Co., Ltd. ที่กำลังบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ในเมืองไทยกับแอบพลิเคชั่นลูกเล่นใหม่ที่จะช่วยให้การทำงานในสายงานบุคคลสะดวกสบายยิ่งขึ้น ธุรกิจนี้จะน่าสนใจแค่ไหน แล้วความท้าทายใหม่นี้จะน่าสนุกเพียงไร เรามาลองไปพูดคุยกับเขาดู

Q : ตอนนี้ทำงานอะไร และรับผิดชอบอะไรบ้าง

A : ผมรับหน้าที่เป็น Tele Marketing Manager ให้กับ Ultra Tech ครับ เป็นบริษัทน้องใหม่ที่แตกไลน์ออกมาจากบริษัทด้าน HR Recruitment ของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งซึ่งทำธุรกิจด้านนี้ในเมืองไทยมานานกว่า 9 ปีแล้วครับ ในส่วนของ Ultra Tech เองก็เพิ่งเริ่มต้นได้ประมาณปีกว่าๆ ซึ่งเป็น Application ที่มีประโยชน์สำหรับเรื่องสวัสดิการขององค์กรเป็นอย่างมาก

ผมคิดว่าสวัสดิการเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของพนักงานในการเลือกทำงานที่บริษัทนั้นต่อหรือจะย้ายไปทำงานที่อื่น ซึ่ง Ultra Tech จะมาช่วยเรื่องเบิกเงินเดือนล่วงหน้าครับ ปกติบริษัทจะจ่ายเงินเดือนเป็นรอบทุกสิ้นเดือนใช่มั้ยครับ ทีนี้บางทีกลางเดือนพนักงานเกิดมีปัญหาฉุกเฉิน ต้องการใช้เงินด่วน หลายบริษัทมักไม่มีสวัสดิการให้เบิกเงินเดือนล่วงหน้าด้วย เพราะมันยุ่งยากในการจัดการ วุ่นวายในเรื่องของการทำบัญชี ทำ Payroll บริษัทก็เลยตัดเรื่องนี้ไป แต่ Ultra Tech จะเป็นบริการสวัสดิการเสริมให้กับองค์กรคุณได้ App เราสามารถให้พนักงานเบิกเงินเดือนล่วงหน้าได้ โดยที่บริษัทไม่ต้องแบกภาระออกเงินไปก่อน ไม่ต้องยุ่งกับระบบบัญชีหรือ Payroll เพราะทางเราจะรับผิดชอบในส่วนนี้ให้ สามารถใช้ Ultra Tech เป็นสวัสดิการเสริมที่ดีให้กับพนักงานได้เลย

Q: วิสัยทัศน์ของ Ultra Tech คืออะไร

A : วิสัยทัศน์ของเราคือการพยายามช่วยอุดช่องโหว่เรื่องสวัสดิการให้กับองค์กรต่างๆ ครับ แล้วก็ทำเรื่อง FinTech (Financial Technology) ให้เป็นเรื่องง่ายใกล้ตัวกับทุกคน เราอยากที่จะช่วยแก้ปัญหาระหว่างพนักงานกับองค์กร โดยเฉพาะในส่วนของเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน ถ้าตรงจุดนี้เราสามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ ในส่วนของพนักงานเองก็จะหมดกังวล ไม่เครียด กลับมาทำงาน โฟกัสงานได้เต็มที่ ในส่วนขององค์กรเองก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องการจัดการ และไม่ต้องหนักใจในเรื่องที่ต้องหาเงินมาออกให้พนักงานก่อน ในส่วนนี้เราจะรับภาระแทนเอง เป็นตัวกลางให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความสบายใจ ทางเราก็ตั้งใจว่าจะผลักดันให้สวัสดิการนี้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว ให้สำเร็จให้ได้ในประเทศไทย เพราะมันมีประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายจริงๆ ครับ

Q : ย้อนกลับไปสมัยเรียนกันบ้าง ในตอนนั้นคุณสนใจกับเรื่องอะไรมากที่สุด

A : ผมเป็นนักกิจกรรมครับ เป็นสายกิจกรรมตัวยงเลย เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะสนใจทำกิจกรรมมากๆ ทำหมดทุกอย่างไปพร้อมกับเรียนด้วย แต่การเรียนก็อยู่ในระดับกลางไม่ได้โดดเด่นเท่าไร ในส่วนของไลฟ์สไตล์ก็จะเป็นคนลุยๆ หน่อยนึง ชอบทำอะไรที่ท้าทาย ชอบหาอะไรใหม่ๆ ทำ ไม่ชอบอยู่กับที่ อย่างตอน ม.ต้น ก็จะไปร่วมกิจกรรมค่ายโน่นนี่ ไปมันเกือบทุกเดือนเลยครับ ส่วนตอน ม.ปลาย ก็จะเป็นกรรมการนักเรียน กิจกรรมเยอะมาก พอเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ทำไปหมด เป็นหัวหน้าโครงการ ผู้นำกิจกรรม รวมถึงทำงานให้กับ อบ.ก. (องค์การบริหารองค์การนิสิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ด้วย

ในคณะก็ทำเยอะครับ ผมเรียนรัฐศาสตร์ก็จะชอบทำกิจกรรมเกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะ เชิงโต้วาทีต่างๆ ทำเยอะมาก ทำตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย จบมาแล้วก็กลับไปช่วยน้องๆ อีกเรื่อยๆ ครับ ผมว่ากิจกรรมมันเป็นส่วนหนึ่งที่ฝึกให้เราทำงานหลากหลายอย่าง พอออกมาในโลกของการทำงานจริงๆ เราเลยไม่ต้องปรับตัวมาก ทำงานได้เลย บริษัทส่วนใหญ่ก็มักจะชอบรับเด็กจบใหม่ที่เคยทำกิจกรรมต่างๆ มาก่อน เพราะคนเหล่านี้จะเคยลองทำงานมาแล้ว และพอมาทำงานจริงจะไม่ค่อยมีปัญหา แถมทำงานมีประสิทธิภาพอีกต่างหากด้วยครับ

Q : อยากให้เล่าช่วงที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ให้เราฟังหน่อย

A : หนึ่งในองค์กรที่ผมเริ่มต้นงานช่วงแรกๆ แล้วประทับใจมากๆ เลยก็คือ DTAC ครับ สาเหตุแรกจริงๆ ที่สมัครเพราะว่ามันใกล้บ้านด้วย แล้วอีกอย่างเป็นองค์กรใหญ่ที่มีชื่อเสียง แถมตำแหน่งงานก็น่าสนใจ ผมเลยสมัครเข้าไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นทำการตลาดในกลุ่ม B2B (Business to Business) ครับ เป็นการดีลงานในลักษณะบริษัทกับบริษัท ก็สนุกกับการทำงานมากเลย เพราะผมชอบการติดต่อพูดคุยอยู่แล้ว อีกอย่างโปรดักส์ที่ผมรับผิดชอบเป็นเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารซึ่งเราชอบอยู่แล้ว ก็เลยทำให้ทำงานได้ดี ตอนอยู่ที่ DTAC นั้นเป็นองค์กรที่ดีมากๆ ครับ สวัสดิการแน่น เรียกได้ว่ามีเกือบทุกอย่าง เป็นองค์กรที่ใส่ใจดูแลพนักงานดีมาก

Q : อะไรคือสาเหตุให้มาร่วมงานกับบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจใหม่อย่าง Ultra Tech

A : ตอนอยู่ที่ DTAC ผมอยู่แผนก SMEs ทำการตลาดแบบ B2B ครับ เราคลุกคลีกับธุรกิจในกลุ่มนี้มานานพอสมควร จะว่าเริ่มอิ่มตัวก็ไม่ผิดนัก แล้วทีนี้ที่ Ultra Tech เขาเปิดรับตำแหน่งใหม่นี้พอดี เราก็เลยตัดสินใจย้ายมา อีกอย่างเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานด้วย แล้วก็อยากลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายดู อยากชาเลนจ์ตัวเองด้วยครับ แล้วถ้าทำสำเร็จมันจะเป็นผลงานที่ดีสำหรับเราเลย

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายมาทำที่นี่ก็คือตอนสัมภาษณ์งานคุยกับเจ้านายแล้วคลิ๊กกันดี มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมันเป็นผลดีต่อการทำงานมากๆ ส่วนอีกเหตุผลนี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน คือมันเป็นธุรกิจใหม่ ยังไม่มีบริการในเมืองไทยมาก่อน เรานับหนึ่งใหม่หมดเลย ลุยตลาดเองทุกอย่าง สร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นมาใหม่ได้เอง มันท้าทายสำหรับผมมาก ที่จะตั้งใจทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จให้ได้

Q : ในฐานะที่เป็นหัวหน้างานมีวิธีบริหารงานหรือกระตุ้นการทำงานของทีมอย่างไรบ้าง 

A : ด้วยความที่เราเป็นบริษัทใหม่ มีขนาดเล็ก ผมเลยใช้กลยุทธ์การบริหารงานแบบองค์กรสตาร์ทอัพ ซึ่งองค์กรเราก็มีลักษณะเป็นแบบนั้น และอยู่ในกลุ่มพวก FinTech ด้วย หลักการบริหารงานก็คือการพยายามลดเลเยอร์ระหว่างการทำงานให้มากที่สุด หัวหน้าสามารถคุยกับลูกน้องได้ ลูกน้องสามารถแชร์ความเห็นได้อิสระ รับฟังซึ่งกันและกัน ไม่มีกำแพงระหว่างตำแหน่ง องค์กรขนาดเล็กทำให้เราลดเลเยอร์ได้ดีกว่าองค์กรขนาดใหญ่

ด้วยความที่เป็นองค์กรใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ แน่นอนว่าหากผิดพลาดอะไรมันย่อมเกิดความเครียดเสมอ แต่ผมจะไม่พยายามไปบังคับการทำงานของคนอื่นนะครับ ไม่สร้างความกดดันให้ลูกน้อง เพราะเรารู้ดีว่าทุกคนตั้งใจทำงาน เราลุยเหมือนกัน ควรจะช่วยกันมากกว่า ประชุมหารือทางออกกัน

ด้วยความที่งานที่ผมดูแลมันจะเป็นการดีลกับลูกค้าโดยตรง ดังนั้นเราจะใช้ประสบการณ์ที่เราเคยดีลลูกค้ามาหลากหลายรูปแบบมาคอยสอนน้องๆ ในทีมด้วย แชร์ประสบการณ์กัน แล้วก็ปรับให้เหมาะสมกับการทำงานของแต่ละคน เมื่อเขาสามารถทำงานได้ดี เขาก็จะเริ่มมีพรสวรรค์ (Talent) ของตัวเอง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร รู้สึกเป็นเสมือนเจ้าของผลิตภัณฑ์ เมื่อเขาทำสำเร็จ เขาก็จะเห็นตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น และนั่งส่งผลดีต่อการทำงานในระยะยาวอีกด้วย

Q : วางแผนการทำงานต่อจากนี้ไปอย่างไร และมีวิสัยทัศน์อย่างไรต่อธุรกิจนี้ในอนาคต

A : ผลิตภัณฑ์ของเราตอนนี้มันยังเป็นก้าวแรกอยู่ มันอยู่ในจุดที่เราต้องตัดสินใจเลือกว่าจะมุ่งการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในกลุ่ม HR Solution หรือ Employee Benefit Solution ในส่วนตัวแล้วผมมองว่า HR Solution มันค่อนข้างกว้าง คู่แข่งทางการตลาดเยอะ หลายเจ้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ดีและมีบริการครบครันเลยทีเดียว แต่ถ้าเราไปในกลุ่มของ Employee Benefit Solution ผมว่าตอนนี้ยังไม่ค่อยมีใครทำ คู่แข่งน้อย แถมสามารถสร้างพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจได้ดีอีกด้วย โอกาสข้างหน้าเทคโนโลยีในกลุ่ม Employee Benefit Solution นี้จะเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือบริษัทและพนักงานได้อย่างดีที่สุด

โอกาสที่จะทำกำไรนั้นมีมากกว่าที่จะไปต่อสู้กับคู่แข่งมากมายในกลุ่ม HR Solution แต่ถ้ามุ่งไปที่ Employee Benefit Solution เราสามารถบุกทำตลาดได้ตั้งแต่ธุรกิจกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ตลาดเราจะกว้างกว่า และธุรกิจมีความเฉพาะตัวกว่า และคาดว่าจะเป็นที่ต้องการในอนาคตมากกว่าด้วย แล้วยิ่งทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังมุ่งสนับสนุนและพัฒนา FinTech ด้วยแล้ว มันจะตอบโจทย์ทุกบริษัทเป็นอย่างมาก โอกาสที่ผลิตภัณฑ์เราจะได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมก็มีสูง โอกาสประสบความสำเร็จก็สูงตาม และช่วยส่งเสริมให้วิสัยทัศน์ของบริษัทกว้างไกลขึ้นด้วยครับ

 

HR Note

บทความที่เกี่ยวข้อง