เทคนิคสำหรับ HR การคัดเลือกสุดยอด Resume ภายใน 7 วินาที 

Highlight

  • ปี 2018 มีการศึกษาจาก Ladders พบว่า ค่าเฉลี่ย HR ส่วนใหญ่ใช้เวลาอ่าน Resume 7.4 วินาที ซึ่งนานกว่าเดิมจากปี 2012 ที่ใช้เวลาอ่านเพียง 6 วินาทีเท่านั้น
  • ภายใน 7 วินาที HR สามารถตรวจดูได้ถึงความมั่นใจ, ความถูกต้อง, ความเป็นระเบียบ, ผลงานที่ผ่านมา รวมไปถึงความเป็นผู้นำผ่าน Resume ได้
  • หนึ่งในเทคนิคการหาดาวเด่นจากกอง Resume คือ S-T-A-R Method ที่ตรวจดู Situation, Task,  Action และ Result ว่าครบถ้วนหรือไม่

HR ย่อมรู้ดี การเปิดรับสมัครงานแต่ละครั้งตามมาด้วยกอง Resume หรือ CV มหาศาล ที่ผู้สมัครทั่วสารทิศส่งเข้ามาให้พิจารณาทุกวัน แน่นอนว่าเราย่อมไม่ได้อ่าน Resume ทุกแผ่นแบบละเอียดยิบ เพียงแต่สแกนหา Resume ที่มีโดดเด่นท่ามกลางแผ่นกระดาษที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ

เมื่อการคัดเลือก Resume เป็นขั้นตอนแรกของ HR ในการคัดเลือกผู้สมัครให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน แผ่นกระดาษใบเดียวนี้จึงเปรียบเสมือน First Impression ของผู้สมัครที่ HR จะได้รับรู้ ผ่านการออกแบบ Resume ให้สวยงาม นำเสนอตัวเองน่าจดจำหรือการมีประวัติที่น่าสนใจ

วันนี้เราจึงมาแชร์เทคนิคการแสกนหา Resume ที่เป็นดาวเด่นภายใน 7 วินาที รวมไปถึงประเภท Resume ที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลส่วนใหญ่ปัดตกภายในไม่กี่วินาที

 

ค่าเฉลี่ย HR อ่าน Resume แค่ 7 วินาที

Resume HR

รู้ไหมว่าค่าเฉลี่ย HR ส่วนใหญ่อ่าน Resume กี่วินาที?

คำถามนี้ได้รับคำตอบโดยเว็บ Ladders ที่ทำการศึกษา Eye-Tracking Study ประจำปี 2018 โดยให้ผู้รับสมัครงานมอง Resume ของผู้สมัครงานทั้งหมด เพื่อหาสิ่งที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องการ

ผลลัพธ์ก็คือ HR จะใช้เทคนิค skim หรือการกวาดสายตาอ่านไม่ละเอียด เพื่อมองหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ เช่น การจัดหน้า ตำแหน่งที่สมัคร ความสามารถ ประวัติโดยย่อ จำนวนข้อความ รวมไปถึงคียเวิร์ดต่าง ๆ

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยที่การศึกษาค้นพบก็คือ HR ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอ่านเพียง 7.4 วินาทีต่อ Resume ซึ่งนานกว่าเดิมในปี 2012 ที่ใช้เวลาอ่านเพียง 6 วินาทีเท่านั้น

นี่จึงเป็นเครื่องการันตีได้ว่า การคัดเลือกพนักงานผ่าน Resume จึงเป็นอีกหนึ่งสนามที่แข่งขันกันดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง

7 วินาที HR ควรดูอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องบอกว่า การอ่าน Resume ไม่มีถูก-ไม่มีผิด เพียงแต่ในที่นี้เป็นคำแนะนำที่เราได้รวบรวมและสรุปเหลือ 7 หัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งทางเว็บไซต์ Simplyhired ได้ระบุสิ่งที่ HR เลือกดู Resume ภายใน 7 วินาทีว่ามีดังนี้

วินาทีที่ 1 – Confidence

ความมั่นใจในตัวผู้สมัคร เห็นได้จากความเรียบง่ายของ Resume ตั้งแต่ภาพสมัครงานไปจนถึงการจัดวางหน้ากระดาษ โดยเฉพาะการใส่ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสรุปทักษะตัวเองที่เป็นจุดแข็งอย่างชัดเจน พูดง่าย ๆ ก็คือ ความมั่นใจเกิดจากการพรีเซ็นต์ตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง

วินาทีที่ 2 – Social Media Links

ในยุคโซเชียลมีเดีย หลายคนมักแทรก External Link เข้ามาใน Resume ซึ่งมักจะผูกติดไปยังบัญชีส่วนตัวของผู้สมัคร น่าเสียดายที่หลายครั้งลิ้งค์เหล่านั้นกลับถูกล็อกเป็นลิ้งค์ส่วนตัว หรือกลายเป็นลิ้งค์เสียเมื่อหมดอายุ ทำให้ HR ไม่สามารถเข้าถึงลิ้งค์เหล่านั้นได้ การปล่อยลิ้งค์เสียมาถึง HR นั่นแปลว่าผู้สมัครไม่มีความรอบคอบในการเช็ค Resume ของตัวเอง ซึ่งนั่นอาจส่งผลถึงการทำงานที่สะเพร่าด้วยเช่นกัน

วินาทีที่ 3 – White Space

พื้นที่ว่างเปล่าของกระดาษจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกสบายใจที่จะอ่าน เหมือนมีช่องว่างให้หายใจต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ฉะนั้นการจัดหน้า Resume ให้อ่านง่ายจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยปัจจุบันมีตัวช่วยในการออกแบบมากมายให้ใช้ฟรี ๆ ในอินเทอร์เน็ต อย่างลืมว่า Frist Impression คือการมองเห็นโดยภาพรวม ซึ่งยังไม่ได้ลงอ่านรายละเอียดไปถึงข้อความเลย

วินาทีที่ 4 – Too Much Text

เช่นเดียวกับกรณีพื้นที่ว่า การยัดข้อความจำนวนมากใน Resume ก็ไม่ใช่ข้อดีเท่าไหร่ ทางที่ดีควรเขียนให้สั้น กระชับ ได้ใจความ และไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย HR จึงมักกวาดสายตาหาคำคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจต่อตำแหน่งงานนั้น เช่น หากเป็นตำแหน่งกราฟิกก็จะมองหาทักษะหรือผลงานที่เกี่ยวข้อง 

วินาทีที่ 5 – Numbers

ตัวเลขในที่นี้หมายถึงการเขียนข้อความแสดงประสิทธิภาพที่วัดผลได้ เช่น เคยทำงานโปรเจกต์หนึ่งที่เพิ่มยอดขายบริษัทได้ 50%, เคยทำงานเป็นระยะเวลา 3 ปี, มีผลงานที่ได้รับรางวัล 10 ชิ้น เป็นต้น ตัวเลขที่ชัดเจนจะเรียกสายตา HR ให้อ่านก่อนใคร

วินาทีที่ 6 – Achievement

ผลงานความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่ทำให้ HR สนใจใบสมัครก่อน ไม่ว่าจะเป็นรางวัลแบบรายเดือน หรือรางวัลรายปี รวมไปถึงการอ้างอิงถึงจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานนั้น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เรามั่นใจว่าผู้สมัครมีประสบการณ์และความสามารถเพียบพร้อม

วินาทีที่ 7 – Leadership

ความเป็นผู้นำจะสังเกตได้จากผลงานที่ทำงานเป็นทีมหรือผลงานเดี่ยวมากกว่ากัน รวมไปถึงการใส่ผลงานที่ทำร่วมกับผู้อื่นว่ามีมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ยังสามารถดูได้จากการกล่าวถึงอุปสรรค ความท้าทาย และการก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นผู้สมัครผ่านมาได้อย่างไร 

หาก Resume ผ่าน 7 วินาทีเหล่านี้ได้แล้วละก็ จะไปสู่ขั้นตอนการคัดเลือกที่เข้มข้นขึ้นต่อไป

 

S-T-A-R Method

S-T-A-R Method เป็นเทคนิคที่ใช้หาดาวเด่นในกอง Resume ซึ่งสามารถใช้ได้ในส่วนประวัติส่วนตัว หรือบางครั้งจะอยู่ใน Cover Letter หรือจดหมายแนะนำตัว โดยมีองค์ประกอบที่ HR ควรสังเกตดังนี้

S – Situation: ผู้สมัครเขียนถึงประสบการณ์การทำงานตัวเองไหม

T – Task:ผู้สมัครให้ความสำคัญกับงานอะไรที่ประสบความสำเร็จ

A – Action:ผู้สมัครได้อธิบายถึงกระบวนการทำงานหรือไม่

R – Result: ผู้สมัครได้อธิบายผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมหรือเปล่า

 

HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ 

Q: HR/Recruiter อยากเห็นอะไรใน Resume ผู้สมัครมากที่สุดครับ

อยากถามเชิงสถิติครับว่า Recruiter อยากเห็นอะไรใน Resume ผู้สมัครงานมากที่สุด เพื่อจะพัฒนาการเขียน Resume ของเด็กรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงานครับ

 

A: อยากเห็นผลงาน ทักษะ และเป้าหมาย/แรงจูงใจในการทำงานครับ 

เพราะสิ่งเหล่านี้มันส่งผลต่อความเข้ากันได้ของผู้สมัครกับองค์กรตั้งแต่งานที่ทำ ทีมที่ต้องอยู่ และวัฒนธรรมองค์กร ว่าจะสามารถเข้ากันได้ไหม..

 

 

Resume 7 แบบ ที่ HR ไม่ต้องการ

Resume HR

หลังจากผ่าน 7 วินาทีแรกไปได้ ก็จะยังคงมี Resume ที่หลุดรอดออกมาให้คัดสรรอีกจำนวนมากมาย โดย HR อาจต้องใช้เวลาในการอ่านมากขึ้น กรณีนี้เราได้รวบรวม Resume 7 แบบ ที่คนทำงานสายทรัพยากรบุคคลหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเจอ Resume แบบนี้ มองข้ามไปได้เลย

1. ไร้ระเบียบ

ประวัติการทำงานมักเป็นสิ่งแรกที่ HR อย่างพวกเราอ่านกัน ซึ่งบางครั้งเราก็จะเจอการเรียงลำดับประสบการณ์ทำงานที่ชวนสับสน หรือไม่ได้ระบุตำแหน่งหรือความผิดชอบอย่างชัดเจน รวมไปถึงลำดับการใช้หัวข้อ การจัดหน้า หรือขนาดฟอนต์  ฯลฯ หากไร้ซึ่งระเบียบก็อาจบ่งบอกความละเอียดและความเนียบในการทำงานของผู้สมัครได้

2. ธรรมดาเกินไป

เพราะความแตกต่างสร้างความโดดเด่น การทำ Resume เหมือนคนอื่นมากเกินไป บ่งบอกได้ถึงความคิดสร้างสรรค์ที่หายไป และมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็น Resume ที่ทำทิ้งไว้เพื่อสมัครแบบหว่านแห สังเกตได้จากการไม่ระบุตำแหน่งที่สมัคร หรือไม่ได้ปรับแต่งเพื่อตำแหน่งที่เราต้องการ ถ้าเจอ Resume แบบนี้จึงมีความเสี่ยงว่าเขาอาจไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ เป็นเพียงการสมัครทิ้งไว้เฉย ๆ เท่านั้น

3. เขียนผิด

นี่อาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ๆ แต่ HR ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่า การได้รับ Resume ที่เขียนผิดทำให้พวกเขาปัดตกอย่างไม่ลังเล เพราะนั่นแสดงถึงความไม่รอบคอบและความผิดพลาดพื้นฐานที่ผู้สมัครมองข้าม แม้อาจจะฟังดูสุดโต่งเกินไป แต่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

4. มั่นใจแบบไร้หลักฐาน

แน่นอนว่าผู้สมัครย่อมรู้สึกมั่นใจเวลาสมัครงานเข้ามา แต่ความมั่นใจเหล่านั้นก็อาจมีมากเกินไปจนมองข้ามความเป็นจริง เช่น คำพูดที่ว่า “เคยเพิ่มกำไรให้บริษัท” เป็นเพียงคำพูดลอย ๆ ที่ไม่มีหลักฐานเท่าไหร่ อย่างที่กล่าวไว้ในวินาทีที่ 5 Numbers ถ้ามีหลักฐานเป็นตัวเลขก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือ ฉะนั้น HR ที่ดีจะต้องมองหาคุณค่าของผู้สมัครผ่าน Resume มากกว่าแค่เชื่อสิ่งที่เขาเขียนอย่างเดียว

5. มีช่วงเวลาว่างงานมากเกินไป

ไม่ผิดที่ผู้สมัครจะลาออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์หรือลาออกมาหาประสบการณ์ Gap Year แต่ถ้าหากมีช่วงเวลาเหล่านั้นมากเกินไป อาจบ่งบอกได้ถึงความไม่แน่นอนที่เขาจะอยู่กับคุณ เหมือนที่ HR ระดับผู้บริหาร Cynthia Shapiro เคยกล่าวว่า ถ้าคุณว่างงานมากกว่า 6 เดือน คุณก็จะถูกพิจารณาว่าเป็นคนตกงาน และเป็นไปได้ว่าคุณถูกบริษัทอื่น ๆ มองข้ามมาแล้ว นั่นคือความเสี่ยงที่บริษัทของเราจะต้องรับ

6. เปลี่ยนงานบ่อยครั้ง

การเปลี่ยนงานบ่อย ๆ หรือที่เรียกว่า Job Hopping ไม่ใช่ประวัติการทำงานที่ดีแน่ ๆ นับเป็น Resume ที่มีความเสี่ยงว่ารับสมัครเข้ามาแล้ว เขาก็จะโบกมือลาจากเราไปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สมัคร ถ้าเขามีคุณสมบัติเพียบพร้อม ก็ควรเรียกมาสัมภาษณ์และสอบถามความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบางครั้งสาเหตุการเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ก็ไม่ได้เกิดจากผู้สมัครเพียงอย่างเดียว

7. ทำงานหลากหลาย ไม่ตรงสาย

กรณีนี้อาจไม่ถึงกับต้องคัดออก แต่ก็คงเป็นตัวเลือกหลัง ๆ ที่ HR จะเลือกอยู่ดี เพราะแน่นอนว่าทุกคนต้องการ Put the right man on the right job อยู่แล้ว อย่างไรก็ดี งานบางงานก็ต้องการคนที่มีทักษะหรือคุณสมบัติใกล้เคียงกัน จึงอาจสามารถทดแทนกันได้ ฉะนั้น HR จะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะบางทีเขาอาจมีของดีอยู่ในตัวก็ได้ ถึงกล้ามาสมัครข้ามสายกับเรา

บทสรุป

การคัดเลือกพนักงานผ่าน Resume ไมได้มีสูตรสำเร็จตายตัว ทั้งนี้เป็นเพียงคำแนะนำที่เรารวบรวมมา เพื่อให้ HR สามารถหยิบไปประยุกต์ใช้เพื่อเฟ้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่สุด และเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น 

เพราะ Resume เป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้น กระบวนการต่อไปก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แต่ถ้าเราเริ่มต้นที่ก้าวแรกดีแล้ว ก้าวต่อไปก็จะมั่นคงมากขึ้นแน่นอน

 

คุณมีปัญหาหรือคำถามที่ต้องการหาคำตอบใช่หรือเปล่า?

หากคุณรู้สึกว่าได้รับเทคนิคดี ๆ จากบทความนี้และอยากได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก

สามารถตั้งคำถามได้ในชุมชนของเรา ! แล้วคุณจะได้รับคำตอบมืออาชีพจากผู้เชี่ยวชาญ

 

Relation Tags