Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Meaningful Life Afterwork

Meaningful Life Afterwork

ชีวิตของคนทำงานส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับเรื่องงานแทบทุกวัน ตั้งแต่ตื่นเช้ามาเตรียมตัวออกไปทำงาน ประชุมกับเพื่อนร่วมทีม รับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงพยายามสะสางงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จทันเวลา แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงานและปิดคอมพิวเตอร์ลง 

คำถามที่น่าสนใจคือ เราเหลือเวลาให้กับชีวิตของตัวเองมากน้อยแค่ไหน และช่วงเวลาหลังเลิกงานที่มีอยู่ เราอยากใช้มันไปกับอะไร?

ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกมาพูดคุยในงานเสวนาบรรยากาศสบาย ๆ Meaningful Life Afterwork ซึ่งจัดขึ้นหลังงาน #10 Roundtable: CHRO & HR Director Forum – Future of JUST Transition ที่ Glowfish เป็นวงเสวนาที่ชวนตัวแทนจาก 3 เจเนอเรชั่น ซึ่งมีเส้นทางอาชีพและวิธีใช้ชีวิตแตกต่างกัน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประกอบด้วย

  • คุณ เอซ – ธนบูรณ์ สมบูรณ์ Founder & CEO จาก Greenery & CreativeMOVE ผู้ประกอบการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  • คุณ จอย – จิตเจริญ อัศวศรีพงศ์ธร Marketing Manager จาก TokenX พนักงานประจำที่ทำงานหลากหลายบทบาทควบคู่กันไป
  • คุณ วอร์ม – สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ พิธีกรรายการ #20ยังจอย ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ทำงานอิสระและเป็น Content Creator
  • คุณ สหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager จาก HREX ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

แม้แต่ละคนจะมีความคิด ประสบการณ์ และรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน แต่บทสนทนาครั้งนี้ทำให้เห็นประเด็นน่าสนใจมากมาย ซึ่ง HREX สรุปมาให้ได้อ่านกันแล้ว ที่นี่ที่เดียว

“การยอมรับไม่เท่ากับยอมแพ้” บทเรียนจากคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาตัวเอง

Meaningful Life Afterwork

การสนทนาเริ่มต้นที่คุณวอร์ม ในฐานะผู้ดำเนินรายการ #20ยังจอย เขามีโอกาสพูดคุยกับผู้คนหลากหลายอาชีพเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตในช่วงวัยเลข 2 ซึ่งทำให้เขาค้นพบข้อคิดที่น่าสนใจอยู่เสมอ บางครั้งประโยคสั้น ๆ จากคนที่อายุน้อยกว่า ก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดหรือทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิตของตัวเองได้

หนึ่งในบทสนทนาที่เขาจดจำได้ดีมาจากการพูดคุยกับคุณ ฮาร์ท – ชุติวัฒน์ จันเคน หรือ ฮาร์ท BUS ที่เล่าถึงประสบการณ์การขึ้นแสดงบนเวที ซึ่งบางครั้งผลงานก็ออกมาไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ยอมรับให้ได้ก่อนว่าครั้งนั้นตัวเองทำได้ไม่ดีจริง ๆ เพราะหากไม่ยอมรับความผิดพลาด ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าควรปรับปรุงอะไร

“การยอมรับไม่เท่ากับยอมแพ้” เป็นประโยคที่ทำให้คุณวอร์มประทับใจอย่างมาก เพราะการยอมรับความผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดพยายาม ตรงกันข้าม การมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเองตามความเป็นจริงต่างหากที่จะช่วยให้เราพัฒนาขึ้นได้

แนวคิดนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับหลายเรื่องในชีวิต โดยเฉพาะการทำงานในฐานะฟรีแลนซ์และ Content Creator ซึ่งต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ต้องรับมือกับความคาดหวังของลูกค้า และบางครั้งก็ต้องเผชิญกับผลงานที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง การยอมรับว่ายังมีสิ่งที่ทำได้ไม่ดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตัวเองต่อไป

อีกแนวคิดหนึ่งที่คุณวอร์มนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตมาจากหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย “พีระมิดสามสุข” ที่กล่าวถึง “พีระมิดสามสุข” ซึ่งให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ ความสัมพันธ์ และความสำเร็จ

ทั้ง 3 เรื่องเป็นสิ่งที่เขาพยายามให้ความสำคัญไปพร้อมกัน เพราะแม้คนเราจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากเพียงใด หากสุขภาพย่ำแย่หรือไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ความสำเร็จนั้นก็อาจไม่ทำให้เรามีความสุขอย่างที่คิด

จากวิศวกรสู่ช่างภาพและผู้ประกอบการ เมื่อความหมายของการทำงานเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต

หากมุมมองของคุณวอร์มเป็นเรื่องของการเรียนรู้และค้นหาตัวเองในวัยหนุ่มสาว เส้นทางชีวิตของคุณเอซก็แสดงให้เห็นว่า การค้นหาสิ่งที่เรารักอาจต้องอาศัยประสบการณ์ การลองผิดลองถูก และบางครั้งก็ต้องกล้าตัดสินใจเดินออกจากเส้นทางเดิม

คุณเอซเล่าย้อนถึงช่วงวัยเรียนว่า ครอบครัวเคยคาดหวังให้เขาประกอบอาชีพที่มีความมั่นคงอย่างแพทย์หรือวิศวกร แน่นอนว่าเขาเลือกเรียนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ตามเส้นทางที่วางไว้

แต่เมื่อเรียนจบกลับค้นพบว่าตัวเองมีความสนใจอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการถ่ายภาพ

เมื่อรู้ว่าตัวเองชอบอะไร จึงตัดสินใจเดินตามความสนใจของตัวเองด้วยการไปเรียนถ่ายภาพที่ต่างประเทศ ก่อนเริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพโฆษณา ซึ่งเป็นเส้นทางอาชีพที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยเรียนมาอย่างมาก

“ที่ผ่านมาเราทำเพื่อความฝันของครอบครัวมาตลอด ก็เลยอยากทำตามความฝันตัวเองบ้าง”

อย่างไรก็ตาม คุณเอซไม่ได้มองว่าการเรียนวิศวกรรมเป็นเรื่องเสียเปล่า เพราะสิ่งที่ได้จากการเรียนคือกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ การวางโครงสร้าง และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ขณะที่การทำงานถ่ายภาพช่วยให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมากขึ้น เมื่อมีโอกาสนำทักษะทั้ง 2 ด้านมาผสมผสานกัน ก็กลายเป็นข้อได้เปรียบในการทำงานของเขาในเวลาต่อมา

หลังกลับมาทำงานในประเทศไทยในช่วงอายุ 30 กว่าปี คุณเอซมีโอกาสถ่ายภาพให้กับนิตยสารและสื่อต่าง ๆ มากมาย จนถึงจุดหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ต้องการในอาชีพช่างภาพมาค่อนข้างมากแล้ว แม้งานจะสร้างรายได้ที่ดีและเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบ แต่เขากลับเริ่มตั้งคำถามว่า ยังมีอะไรอีกบ้างที่อยากทำ

เขาขบคิดว่า ที่ผ่านมาเขาใช้ความสามารถด้านการถ่ายภาพเพื่อถ่ายทอดความคิดของลูกค้าเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็เริ่มค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบการคิดไอเดีย การออกแบบ และการสร้างสรรค์งานในภาพรวมด้วย เขาจึงตัดสินใจเปิดเอเจนซี่ของตัวเอง เพื่อมีโอกาสพัฒนาไอเดียที่สนใจให้กลายเป็นผลงานจริง

เมื่อเปลี่ยนจากช่างภาพมาเป็นผู้ประกอบการ ความหมายของการทำงานก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจที่เขาทำเริ่มเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาให้คุณค่าอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

คุณเอซอธิบายว่า สิ่งที่เขามองว่าเป็น Ikigai หรือเหตุผลที่ทำให้รู้สึกอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต คือการชักชวนให้ผู้คนรอบตัวหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และพยายามทำให้ธุรกิจอื่น ๆ มองเห็นความสำคัญของการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อโลก

ปัจจุบันเขาจึงมักตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่กำลังทำสามารถช่วยให้โลกดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เพราะเขาต้องการให้ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถที่มีสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนมากกว่าการสร้างผลงานให้เสร็จไปในแต่ละวัน

เมื่อมองย้อนกลับไป คุณเอซยอมรับว่าการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพแต่ละครั้งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมถึงมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นมากมาย แต่เขากลับชื่นชอบการเล่าเรื่องความล้มเหลวและบทเรียนที่ได้จากประสบการณ์เหล่านั้น

“เพราะหากไม่เคยลองทำสิ่งต่าง ๆ มาก่อน ก็คงไม่มีโอกาสค้นพบว่าตัวเองเหมาะกับอะไร หรืออะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตในวันนี้”

ทำงานหลายบทบาทอย่างไร โดยไม่ลืมดูแลชีวิตของตัวเอง

Meaningful Life Afterwork

สำหรับคุณจอย การค้นหาความหมายของชีวิตเกิดขึ้นท่ามกลางตารางงานที่ค่อนข้างแน่น เพราะเธอสวมหมวกหลายใบพร้อมกัน 

ทั้งการเป็นพนักงานประจำ ผู้ประกอบการ และฟรีแลนซ์ ซึ่งแต่ละบทบาทต่างมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง

เธอยอมรับว่าชีวิตแทบจะมีเรื่องงานให้ทำอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบสำคัญคือการทำงานประจำในรูปแบบ Work from Home ซึ่งเปิดโอกาสให้เธอสามารถจัดสรรเวลาในแต่ละวันได้ยืดหยุ่นขึ้น และวางแผนรับผิดชอบงานแต่ละประเภทได้เหมาะสมกับชีวิตของตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่คุณจอยให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการดูแลสุขภาพ ทั้งที่ในอดีตเธอเคยตั้งคำถามว่า เหตุใดคนเราจึงต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขนาดนั้น แต่เมื่อเติบโตขึ้นและต้องรับผิดชอบงานหลายด้าน ก็เริ่มเข้าใจว่าสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้สามารถใช้ชีวิตและทำสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการได้อย่างเต็มที่

ทุกวันนี้เธอจึงพยายามสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องอาหาร การนอนหลับ สุขภาพจิต และสุขภาพสมอง รวมถึงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยมีการกำหนดช่วงเวลาที่จะไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งาน เพื่อให้ตัวเองได้พักจากการรับข้อมูลและสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ บ้าง

ขณะเดียวกัน เธอยังพยายามแบ่งเวลาระหว่างงานที่ทำเพื่อหารายได้กับกิจกรรมที่ทำเพราะความสนใจส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อถึงเวลาทำงานประจำก็จะให้ความสำคัญกับหน้าที่ตรงนั้นอย่างเต็มที่ ส่วนเวลาที่เหลือจึงค่อยจัดสรรให้กับงานฟรีแลนซ์ ธุรกิจ หรือกิจกรรมอื่นที่ต้องการทำ

น่าสนใจว่า สิ่งที่คุณจอยเลือกทำหลังเลิกงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานที่สร้างรายได้ เพราะเธอยังให้เวลากับกิจกรรมที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นตัวเงินด้วย

สำหรับเธอ งานบางอย่างให้ผลตอบแทนเป็นมิตรภาพ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน การได้เข้าไปอยู่ในคอมมูนิตี้ต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสรู้จักคนใหม่ ๆ แลกเปลี่ยนความคิด และบางครั้งคนที่พบกันผ่านกิจกรรมเหล่านั้นก็กลายเป็นเพื่อนสนิทในชีวิตจริง

“แม้บางกิจกรรมจะต้องเดินทางไกลหรือใช้แรงกายมาก ทั้งการขึ้นเขาลงห้วยและเผชิญกับความลำบากระหว่างทาง แต่หากสิ่งนั้นมีคุณค่าต่อตัวเองและสร้างประโยชน์บางอย่างให้กับผู้อื่น เราก็พร้อมที่จะใช้เวลาไปกับมันค่ะ”

ปิดคอมพิวเตอร์แล้ว แต่งานยังอยู่ในหัว จะจัดการชีวิตหลังเลิกงานอย่างไร ?

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากวงเสวนาคือ แม้ทุกคนจะเห็นความสำคัญของการแบ่งเวลาระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว แต่การทำให้เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานอิสระหรือเป็นเจ้าของกิจการ

คุณวอร์มยอมรับว่า ในฐานะฟรีแลนซ์ เขาแทบไม่สามารถหยุดคิดเรื่องงานได้อย่างแท้จริง แม้บางครั้งจะอยากพักผ่อนหรือใช้เวลาไปกับเรื่องอื่น แต่ความคิดเกี่ยวกับงานก็มักเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว

บางครั้งระหว่างอาบน้ำ เขาอาจนึกขึ้นได้ว่าควรแก้ไขงานตรงไหน หรือระหว่างกำลังจะเข้านอน สมองกลับเริ่มคิดไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น หากไม่รีบลุกขึ้นมาจด ก็กลัวว่าจะลืมสิ่งที่เพิ่งคิดได้

ส่วนหนึ่งอาจมาจากนิสัยส่วนตัวที่ค่อนข้างขี้กังวล แต่ธรรมชาติของงานฟรีแลนซ์ก็มีส่วนทำให้เขาต้องคิดถึงงานอยู่ตลอด เพราะต้องรับผิดชอบงานหลายประเภทพร้อมกัน อีกทั้งยังมีเรื่องการติดต่อประสานงานและการแก้ไขผลงานตามความคิดเห็นของลูกค้า

ปัญหาเหล่านี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวเริ่มพร่าเลือน โดยเฉพาะเมื่อคนทำงานรู้สึกว่าตัวเองควรพร้อมตอบคำถามหรือจัดการงานที่เข้ามาอยู่เสมอ

คุณจอยจึงแบ่งปันวิธีจัดการกับสถานการณ์ลักษณะนี้จากประสบการณ์การทำงานหลายบทบาทของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับลูกค้าที่มีความคาดหวังสูงหรือติดต่อเข้ามานอกเวลาที่ตกลงกันไว้

แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าคาดหวังว่าจะสามารถติดต่อเธอได้ตลอดเวลา คุณจอยจะพยายามพูดคุยและกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน เช่น หากยังไม่สะดวกตอบคำถามในทันที ก็จะแจ้งกลับไปว่าสามารถให้คำตอบหรือกลับมาพูดคุยได้ในช่วงเวลาใด

วิธีนี้เป็นการ Set Boundary หรือกำหนดขอบเขตในการทำงาน เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจตรงกัน และช่วยรักษาเวลาส่วนตัวของผู้ทำงานเอาไว้ โดยเธอเชื่อว่าหากเป็นลูกค้าที่เข้าใจวิธีการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม ก็ควรสามารถยอมรับข้อตกลงลักษณะนี้ได้

ขณะที่คุณเอซก็ยอมรับเช่นกันว่า ทุกวันนี้ชีวิตกับงานของเขาแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะสิ่งที่ทำเป็นทั้งธุรกิจ ความสนใจส่วนตัว และเป้าหมายที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม

ความแตกต่างของทั้ง 3 คนทำให้เห็นว่า การแบ่งงานออกจากชีวิตอาจมีหน้าตาไม่เหมือนกัน บางคนเลือกกำหนดขอบเขตเวลาอย่างชัดเจน บางคนยังต้องเรียนรู้วิธีหยุดคิดถึงงาน ขณะที่บางคนมีความสุขกับการทำงานที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและคุณค่าของตัวเอง

สิ่งที่น่าพิจารณาจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า รูปแบบการทำงานแบบไหนที่เหมาะกับชีวิตของเรา และจะทำอย่างไรให้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานไม่เบียดบังเวลาที่ควรได้ใช้ดูแลตัวเองหรืออยู่กับคนสำคัญมากจนเกินไป

ชีวิตที่มีความหมายคืออะไร ? 

Meaningful Life Afterwork

เมื่อวงสนทนาเดินทางมาถึงคำถามว่า “ชีวิตที่มีความหมายสำหรับแต่ละคนคืออะไร ?” คำตอบจากทั้ง 3 คนแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดและประสบการณ์ชีวิตได้อย่างน่าสนใจ

คุณจอยอธิบายว่า สำหรับเธอ ชีวิตที่มีความหมายคือการมีชีวิตที่สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง คนรอบข้าง และโลกใบนี้

การสร้างคุณค่าให้ตัวเองอาจเริ่มจากการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และใช้ชีวิตโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ส่วนการสร้างคุณค่าให้คนรอบข้างอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะแม้แต่การเป็นคนที่เพื่อนนึกถึงในวันที่มีปัญหา ก็มีความหมายมากแล้ว

ส่วนการสร้างคุณค่าให้กับโลก คุณจอยมองว่าอย่างน้อยที่สุดเราควรใช้ชีวิตโดยพยายามไม่สร้างผลกระทบที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และหากสามารถทำสิ่งที่ช่วยให้สังคมหรือโลกดีขึ้นได้บ้าง ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี

“ชีวิตที่มีความหมายของทุกคนไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียวกัน เพราะแต่ละคนมีความต้องการและความสุขแตกต่างกัน ขอเพียงสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองพอใจ โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่สร้างความเดือดร้อนให้โลก ก็เป็นชีวิตที่มีคุณค่าแล้ว”

สำหรับคุณเอซ ความหมายของชีวิตผูกพันกับการทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น และการได้ใช้ความสามารถของตัวเองสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้นจริง

เขามองว่าหากสิ่งที่ตัวเองทำสามารถสร้างคุณค่าให้กับพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า หรือช่วยให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้ ก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกภูมิใจในการทำงานแล้ว

สิ่งสำคัญสำหรับคุณเอซคือการใช้ชีวิตด้วยความเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ได้เป็นผู้ให้ และมีโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น เขาจึงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และพยายามทำให้คนที่เกี่ยวข้องมีความสุขกับสิ่งที่พวกเขาเป็นหรือสิ่งที่พวกเขาทำ

ความสุขในมุมมองของเขาอาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การถ่ายภาพใครสักคนออกมาได้สวย จนทำให้คนคนนั้นรู้สึกดีกับตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำชมกลับมา เพราะการได้เห็นผู้อื่นมีความสุขก็ทำให้เขารู้สึกว่าผลงานนั้นมีคุณค่าแล้ว

ขณะที่คุณวอร์มให้คำตอบว่า ชีวิตที่มีความหมายสำหรับเขาคือการได้ทำสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิใจ และหากสิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นด้วยก็ยิ่งดี

อย่างไรก็ตาม เขายังชวนทุกคนมองความหมายของชีวิตจากอีกมุมหนึ่งว่า บางครั้ง แค่การที่เรายังมีชีวิตและยังหายใจอยู่ ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า

คุณวอร์มยังเล่าอีกว่า ระหว่างฟังคำตอบของวิทยากรคนอื่น เขานึกย้อนกลับไปถึงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีความสุขมากกับการนั่งดูการ์ตูนทั้งวัน โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อเติบโตขึ้นและมีหน้าที่การงานมากขึ้น เขากลับพบว่าตัวเองไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

เรื่องเล่านี้ชวนให้คิดว่า บางครั้งเมื่อเราโตขึ้น เราอาจเผลอตั้งเงื่อนไขให้ความสุขของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องทำงานให้สำเร็จ ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องมีผลงาน หรืออย่างน้อยก็ต้องทำกิจกรรมบางอย่างที่รู้สึกว่ามีประโยชน์ จนหลงลืมไปว่าความสุขจากการพักผ่อนหรือการได้ทำสิ่งที่ชอบโดยไม่มีเป้าหมายอะไร ก็มีความสำคัญต่อชีวิตเช่นกัน

Meaningful Life Afterwork เราอยากพบเจอและพูดคุยกับใคร ?

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยคือความสัมพันธ์กับผู้คนที่เราอยากพบเจอนอกเวลาทำงาน เพราะสำหรับคนจำนวนมาก การได้ออกไปพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มชีวิต

คุณจอยเล่าว่า สิ่งที่เธอต้องการคือการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีหัวข้อสนทนาที่เจาะจงหรือเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานเสมอไป เธออยากพบเจอผู้คนที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดใจ รับฟังกัน และให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย

สำหรับคุณวอร์ม การได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ เป็นโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ และช่วยให้เติบโตเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน

“เรามีโอกาสใช้ชีวิตเพียงครั้งเดียว จึงอยากลองทำสิ่งต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และไม่อยากปิดกั้นตัวเองจากประสบการณ์ใหม่ ๆ หากมีใครชวนผมไปทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเทรล ปีนผา หรือออกไปเปิดประสบการณ์รูปแบบอื่น หรือขาดอีกคนที่จะมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย มาชวนได้เลยครับ ผมก็รู้สึกยินดีที่มีคนคิดถึงและชวนให้ไปร่วมกิจกรรมด้วย”

ขณะที่คุณเอซเปิดกว้างสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจเปลี่ยนสายงานหรือค้นหาเส้นทางอาชีพใหม่ เพราะตัวเขาเองเคยผ่านการเปลี่ยนงานและเปลี่ยนบทบาทมาหลายครั้ง จึงอยากนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกับคนที่กำลังเผชิญกับคำถามคล้ายกัน

ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็สนใจที่จะรับฟังความคิดของคนต่างวัยและคนที่มีเส้นทางอาชีพแตกต่างจากตัวเองด้วย เพราะอยากเข้าใจว่าแต่ละคนมีเหตุผลอะไรในการตัดสินใจเลือกงาน เลือกใช้ชีวิต หรือให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ อย่างไร

บทส่งท้าย: เพราะชีวิตของเราไม่ได้มีแค่เรื่องงาน

Meaningful Life Afterwork

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากเรื่องราวของวิทยากรทั้ง 3 คนคือ ไม่มีใครมีคำตอบเกี่ยวกับชีวิตครบทุกเรื่องตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ทุกคนต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา บางครั้งก็ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบผ่านความสำเร็จ บางครั้งก็ได้บทเรียนจากความผิดพลาด และบางครั้งก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญจริง ๆ

สำหรับบางคน งานอาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้ได้สร้างคุณค่าและเปลี่ยนแปลงสังคม สำหรับบางคน งานคือหนึ่งในหลายบทบาทที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสมกับชีวิต ขณะที่บางคนยังอยู่ระหว่างเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองมีความสุขกับงาน โดยไม่ปล่อยให้ความกังวลหรือความรับผิดชอบเข้ามาครอบครองเวลาทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ชวนให้กลับมาคิดว่า การมีชีวิตที่มีความหมายอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการทำเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งอาจเป็นการยอมรับว่าตัวเองยังทำบางเรื่องได้ไม่ดี การกล้าลองสิ่งใหม่ การดูแลสุขภาพ การรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือการได้กลับไปทำกิจกรรมที่เคยทำให้ตัวเองมีความสุขเหมือนตอนเป็นเด็ก

สำหรับ HR และองค์กร บทเรียนสำคัญจากวงสนทนาครั้งนี้จึงเป็นการทำความเข้าใจว่า พนักงานทุกคนต่างมีชีวิต ความฝัน ความสัมพันธ์ และสิ่งที่ให้คุณค่าอยู่นอกเหนือจากบทบาทการทำงาน

เพราะเมื่อถึงเวลาเลิกงาน พนักงานไม่ได้หยุดเป็นคนที่มีความต้องการ มีความรู้สึก หรือมีความฝันของตัวเอง หน้าที่ขององค์กรจึงควรเป็นการสนับสนุนให้พวกเขาสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความสำเร็จในอาชีพกับความสุขส่วนตัว

แล้วท่านผู้อ่านทุกท่านล่ะ วันนี้เราทำงานสำเร็จไปแล้วกี่อย่างแล้ว และหลังจากงานทั้งหมดจบลง เรายังมีเวลาและพลังเหลือสำหรับสิ่งที่ทำให้เราอยากใช้ชีวิตในวันต่อไปมากแค่ไหน ? HREX หวังว่าสาระจากวงเสวนานี้จะชวนให้คิด ทบทวน และเกิดประโยชน์ดี ๆ ขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อยนะ

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้