Search
Close this search box.

ยกระดับคุณภาพการสรรหาคน ด้วยกฎการจ้างงาน 3 ข้อของ Google

3 rule google hiring

Google ได้รับใบสมัครปีหนึ่งเป็นล้านๆ…ให้ทายว่ารับปีละกี่คนกันครับ ?

#ไม่เก่งจริงเข้าไม่ได้

คำตอบคือรับทั่วโลกแค่หลักไม่กี่พันเท่านั้น

ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นแล้วจะยิ่งขนลุกเพราะโอกาสที่ผู้สมัครงานจะได้รับเข้า Google คิดเป็นแค่ 0.1-0.4% เท่านั้นเองซึ่งตัวเลขนี้ตํ่ากว่าโอกาสที่จะได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย HARVARD เสียอีก

เหตุผลที่โจทย์การเข้าไปทำงานที่ Google แสนหินขนาดนี้ก็เพราะหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่ก็คือการ HIRE THE BEST หรือการคัดเฉพาะคนระดับหัวกะทิเท่านั้น โดยไม่มีข้อยกเว้น !

วันนี้ทาง HR NOTE จะพาเพื่อนๆ ชาว HR ไปหาคำตอบกันว่าหลักการหาคนร่วมองค์กรของบริษัทระดับโลกแห่งนี้มีอะไรบ้าง โดยสรุปหัวใจสกัดแก่นมาจากหนังสือ Work Rules! ที่เขียนโดย Laszlo Bock ซึ่งเป็น ex-Google SVP of People Operations เองเลยครับ

ก็รู้กันอยู่ว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทเทคโนโลยีจึงไม่แน่แปลกใจว่าเมื่อข้อมูลผู้สมัครปริมาณมหาศาลแต่ละปีเมื่อมาเจอกับกลุ่มบุคคลสายเนิร์ดผู้รักการวิเคราะห์จึงทำให้ทีมงาน HR ของบริษัทถือข้อมูลที่เต็มไปด้วย Insight ที่สามารถเอาไปใช้ต่อได้เรื่อยๆ อย่างก่อนหน้านี้ HREX เคยเขียนเกี่ยวกับงานวิจัยจากทีม People analytic ของ Google พบว่าจำนวนรอบการสัมภาษณ์ที่เหมาะสมที่สุดคือ 4 รอบก่อนการเข้ารับทำงาน (อ่านได้ที่นี่)

ซึ่งบทความวันนี้ก็จะสำรวจเพิ่มกันให้ลึกลงไปอีกถึงระดับ Mindset ของวัฒนธรรมการจ้างงานของบริษัทแห่งนี้

ถ้าพร้อมแล้วมาดูไปพร้อมๆ กันได้เลยครับ

1. สร้างมาตรฐานให้สูงเข้าไว้ (Set an uncompromisable high standard.)

hunters race MYbhN8KaaEc unsplash scaled

หนึ่งในประโยคเด็ดในการหาคนของ Google อันแสนโด่งดังคือ

“จงจ้างคนที่เก่งกว่าคุณ” (hire only people who are better than you. !!!)

นี่คือหนึ่งในวิธีคิดที่ทรงพลังมากๆครับ โดยก่อนที่จะจ้างใครให้ทำการลิสต์คุณสมบัติที่คุณกำลังมองหาออกมาก่อนแล้วจินตนาการถึงคนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำงานตำแหน่งนั้น

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าหลักคิดแบบนี้น่าจะใช้ได้แค่กับตำแหน่งสูงๆ ระดับผู้นำ ผู้จัดการหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ครับ ที่ Google เชื่อว่าแม้แต่ตำแหน่งงานที่เราอาจจะมองว่าเป็นตำแหน่งงานธรรมดาๆ อย่างตำแหน่งแอดมินหรือเลขาก็ต้องคิดในมุมนี้เช่นกัน

คุณอาจจะคิดว่าตำแหน่งงานแบบนี้คงไม่ต้องการคนที่ Creative หรือคนเก่งอะไรมากมายนัก แค่เอาคนที่สามารถรับผิดชอบงาน จองห้องประชุม ทำงานเอกสารพื้นฐาน คอยติดต่องาน คุยโทรศัพท์ได้ก็พอแล้ว แต่ที่ Google มองว่าไม่ว่าตำแหน่งงานนั้นจะคืออะไรคุณสามารถเลือกคนที่ ‘เหนือธรรมดา’ มาทำได้เสมอ เช่นในกรณีเลขา คุณอาจจะมองหาคนที่ที่มีความสามารถในการออแกไนซ์สูง มีการบริหารเวลาดีเยี่ยม สามารถที่จะลำดับความสำคัญให้กับคนอื่นๆ

สุดท้ายมันก็กลับมาที่วัฒนธรรมของการหาคนที่อยู่ในระดับหัวกะทิในทุกตำแหน่งงานที่มี ไม่มีประโยชน์ที่จะหาคนที่ทำงานได้แค่พอผ่าน คุณต้องหาคนที่เข้ามาแล้วช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้น คนที่เก่งกว่าคุณในเรื่องนั้นๆ คนที่เหมาะที่สุดกับแต่ละตำแหน่งที่องค์กรต้องการ ไม่ว่าตำแหน่งงานนั้นจะเล็กใหญ่แค่ไหน หรือเกี่ยวกับอะไร Google จะต้องมั่นใจว่าคนทำตำแหน่งงานนั้นคือคนที่เก่งที่สุดในองค์กรในเรื่องนั้นๆ

คุณ Bock บอกไว้ว่าการที่ตั้งมาตรฐานที่สูงบางครั้งอาจจะแลกมาด้วยต้นทุนด้านเวลาที่ใช้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะการยึดหลักการนี้หมายความว่าคุณอาจจะต้องปัดผู้สมัครกลางๆ หลายคนตกไปทั้งที่ๆ เขาพอมีความสามารถในการทำงานตำแหน่งนั้น

แค่กลางๆ นั้นไม่พอ

ที่นี่เราคัดแค่คนเหนือธรรมดา

“อย่าลดมาตรฐาน” ของตัวเองคือคำฝากทิ้งทายของคุณ Bock

2.คนเก่งๆ ต้องหาเอาเอง อย่าจ้างคนอื่นหาให้ !!! (Find candidates on your own.)

alex kotliarskyi ourQHRTE2IM unsplash scaled

ข้อนี้อาจสุดโต่งอยู่บ้าง และอาจทำให้เพื่อนๆ ชาว HR หลายๆ คนส่ายหน้าได้

ใช่, ไม่ใช่ทุกองค์กรจะทำแบบนั้นได้และหลายๆ บริษัทก็เลือกที่จะ Outsource กิจกรรมการหาคนให้บริษัทจ้างงานภายนอกเพื่อลดภาระและเพิ่มโอกาสให้ได้ผู้สมัครคัดเลือกจำนวนมากขึ้น

ความหมายของการ ‘หาเอาเอง’ ของ Google มีความสุดโต่งกว่านั้นอีกมาก โดยเลือกที่จะหาคนผ่านช่องทางที่เป็นของตัวเองเป็นหลัก ไม่นิยมใช้เว็บไซต์จัดหางานทั่วไปๆ เนื่องจากพฤติกรรมผู้สมัครสมัยนี้ที่นิยม ‘หว่าน’ ใบสมัครไปทั่วทำให้เราไม่ได้ผู้สมัครที่มีความจำเพราะและตั้งใจสมัครงานตำแหน่งงานนั้นซักเท่าไหร่

Google เชื่อในเรื่องของการสร้างช่องทางการสมัครงานของตัวเองเช่นเว็บไซต์ของบริษัท หรือแนะนำกันเองของพนักงาน (Referrals) ซึ่งมีแนวโน้มจะได้ผู้สมัครที่ตรงคุณสมบัติและเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ดีกว่า

ปล.หนึ่งในเหตุผลที่ Google สามารถทำแบบนี้ได้เพราะมี Corporate branding ที่แข็งแรงมากๆ อยู่แล้ว เป็นบริษัทที่ไม่จำเป็นต้องง้อมือที่สามในการหาคน เพราะแค่อยู่เฉยๆก็มีคนเก่งๆ อยากเข้ามาทำงานด้วยเต็มไปหมด แต่ก็เหมือนปัญหาไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน การเริ่มสร้างช่องทางรับสมัครเป็นของตัวเองตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้เราดึงดูกคนที่อยากทำงานกับองค์กรของเราจริงๆ ในระยะยาวแล้ว วัฒนธรรมองค์กรที่เต็มไปด้วยคนเก่งที่มี Passion และหัวใจดวงเดียวกันก็จะยิ่งทำให้มีคนอยากเข้ามาทำงานร่วมกันอีกในอนาคต

การสร้างช่องทางการรับสมัครเป็นของตัวเองและวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจึงส่งผลสนับสนุนกันไปมาเช่นนี้เอง

3. มองเขาอย่างที่เขาเป็น ( Put checks in place to assess candidates objectively.)

david travis aVvZJC0ynBQ unsplash

จากบทความที่แล้วเราเคยพูดกันถึงเมจิกนัมเบอร์ของจำนวนรอบในการสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงานที่บริษัทเราคงจะเห็นแล้วว่าเป็นเรื่องอันตรายมากแค่ไหนกับการที่เรายอมให้ใครคนใดคนหนึ่งถืออำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในการสัมภาษณ์ผู้สมัครและรับเข้าทำงานเลยแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากความรู้ในศาสตร์ของจิตวิทยามนุษย์มีงานวิจัยออกมามากมาแล้วว่า ผู้สัมภาษณ์มักจะเกิดการ ‘ตัดสินใจ’ ว่าจะจ้างหรือไม่จ้างผู้สมัครตั้งแต่ช่วงต้นๆของการสัมภาษณ์หรือที่เราเรียกว่า ‘First impression’ และใช้เวลที่เหลือจากนั้นในการพยายามถามคำถามหรือพูดคุยเพื่อยืนยันถึงความเชื่อที่ตัวเองมี ซึ่งลักษณะการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลแบบนี้เรามีคำเรียกเฉพาะว่าเป็น Confirmation bias 

สิ่งที่น่ากังวลคือ ‘ความชอบเหล่านี้’ ไม่ได้สอดคล้องกับระดับ Performance ในการทำงานหลังจากที่รับเข้ามาทำงานเสียเลย ที่ Google ตระหนักถึงความโน้มเอียงทางจิตวิทยาเหล่านี้เป็นอย่างดีจึงมีความพยายามในการพัฒนาระบบการสัมภาษณ์งานที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด มีความโน้มเอียงน้อยที่สุด ใช้เหตุผลมากที่สุด และแน่นอนว่าการตัดสินใจจะจ้างหรือไม่จ้างจะต้องเกิดมาจากการ ‘ตัดสินใจร่วมกัน’ ระหว่างหัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงานหลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานนั้นๆ

จบไปแล้วทั้ง 3 ข้อ ลองนำไปปรับใช้กันได้เลย

CTA HR Products & Services

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้